0 Views

        ซุนเฟยก้าวเข้ามาในลานกว้างก็พบชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดที่สวม ชุดขาดรุ่งริ่งหน้าเหลืองซูบผอมจำนวนมากรวมตัวอยู่ในลานกว้าง ไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงได้พากันมาชุมนุมที่นี่  เมื่อพวกเขาเห็นซุนเฟยเดินมาแต่ไกลๆก็พากันโห่ร้องแล้วคุกเข่าลงทั้งหมด

        “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์เสด็จมาแล้ว….”

        “ฝ่าบาท  ฝ่าบาทต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วยพะยะค่ะ!”

        “เราต้องการฟ้องเจ้าหน้าที่เรือนจำที่จับกุมผู้บริสุทธิ์….”

        “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ เพียงเพราะว่าลูกชายของกระหม่อมมีเรื่องทำให้กิลลูกชายของเลขานุการบาร์เซลไม่พอใจจึงถูกคุมขังไว้ในเรือนจำ ได้โปรดฝ่าบาทช่วยคืนความเป็นธรรมด้วยพะยะค่ะ….”

        ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าแล้วพากันตะโกนขอร้องเสียงดังด้วยท่าทางโศกเศร้า

        ซุนเฟยหันไปมองบรู๊ค บรู๊คส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้แจ้งให้ชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่ที่นี่และไม่เคยพูดว่าพระองค์จะเสด็จมาเรือนจำตอนบ่ายด้วยพะยะค่ะ  แปลกมากๆ  นี่…จะให้กระหม่อมไล่พวกเขาออกไปไหมพะยะค่ะ?”

        ซุนเฟยหัวเราะพลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ใช่ว่าข้ามาเพื่อจัดระเบียบคุกเหรอ?แบบนี้ก็ดีแล้ว มันจะยิ่งทำให้รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรในเรือนจำกันแน่  เจ้าให้ทหารไปยกโต๊ะเก้าอี้ขึ้นมาที่ลานกว้างแล้วให้พัศดีโอเลกนำเอกสารทั้งหมดออกมา ข้าจะไตร่สวนคดีความชาวบ้านตรงหน้าทั้งหมดก่อน”

        บรู๊คพยักหน้าน้อมรับคำสั่งแล้วเดินจากไป

        ไม่ช้า กลุ่มชาวบ้านบนลานกว้างก็ถูกเหล่าทหารกั้นให้ห่างจากองค์ราชา บางส่วนก็ยกเพิงเล็กๆ  โต๊ะหิน  เก้าอี้หินขึ้นมา บางส่วนก็ยกผ้าและหนังสัตว์ที่เขียนเกี่ยวกับคดีความที่ผ่านกระบวนการพิจารณาตัดสินคดีให้ถูกจำคุกในเรือนจำ ในช่วงเวลาระยะสิบปีมานี้  ทหารวางกองทับๆเหมือนเนินเขาเล็กๆตั้งอยู่ข้างๆเพิงก็ไม่ปาน หนังสัตว์บางส่วนที่เก็บไว้เป็นเวลานาน ก็มีราขึ้น หรือจุดกระดำกระด่างทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอับโชยออกมา

        “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ นี่เป็นม้วนเอกสารทั้งหมดในระยะเวลาสิปปีมานี้พะยะค่ะ กระหม่อมให้คนไปยกมาทั้งหมดแล้วไม่มีอะไรหายไปแม้แต่ม้วนเดียว  ราชาที่เคารพ  ตั้งแต่ที่กระหม่อมโอเลกได้มาดูแลเรือนจำของเมืองแซมบอร์ด กระหม่อมไม่กล้าที่จะหย่อนหยานแม่สักนิด….” โอเลก【เจ้าภูติตูดม้า】ยืนพูดประจบประแจงซุนเฟยอยู่ข้างๆ ในมือถือพัดขนนกสีขาวดูประณีตคอยพัดลมให้ซุนเฟยอย่างขยันขันแข็ง

        ซุนเฟยพยักหน้า

        ตอนนี้โอเลกเหมือนไก่ชนที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านาย มันเดินออกมานอกเพิงอย่างมีความสุขพลางตะโกนว่า “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ วันนี้ได้ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนคุกก็เพื่อเปิดโปงและแก้ไขการกระทำที่ผิดกฎหมายที่เลขานุการบาร์เซลสารเลวได้ก่อไว้ในเมืองแซมบอร์ด  จงดีใจเสียเถอะ วันนี้ความเป็นธรรมและความเที่ยงตรงได้มาถึงเรือนจำแล้ว  พวกเจ้าใครที่ได้รับความไม่เป็นธรรมและกดขี่จากเจ้าสารเลวบาร์เซลสมควรตายก็สามารถมาฟ้องร้องกับองค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างวางใจ  องค์ราชาของข้าฉลาดอย่างมีคุณธรรม ตรงไปตรงมาไม่เห็นแก่ตัว เป็นที่เคารพรักของประชาชน….จะให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน”

        โอเลกใช้คำพูดสวยหรูมาชื่นชมซุนเฟยไม่ต่ำกว่าสิบสองคำขึ้นไป  พล่ามจนน้ำลายกระเด็นเสร็จก็สั่งให้ทหารรักษาการทำการจัดระเบียบแยกฝูงชนอย่างระมัดระวังแล้วเว้นช่องว่างเล็กๆไว้ จากนั้นก็ให้ชาวบ้านทีละคนเดินมาตรงหน้าเพิงเพื่ออุทธรณ์ร้องทุกข์

        ซุนเฟยแอบพยักหน้าอย่างพอใจ

        แม้ว่าโอเลกจะเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตายและยังเป็นภูติตูดม้าชั้นยอด(เลียแข้งเลียขาเก่ง) แต่ก็มีจุดแข็งของตัวเอง เทียบกันแล้วโอเลกมีความระมัดระวังรอบคอบมากกว่านายทหารอย่างบรู๊คซะอีก การจัดการลานกว้างแบบนี้เป็นประโยชน์มาก คนแบบนี้หากใช้ดีๆก็จะเป็นผู้ช่วยที่ไม่เลว

        “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ที่เคารพ ได้โปรดช่วยล้างมลทินด้วย…..”

        คนแรกเป็นชายชราสวมชุดรุ่งริ่ง เขาก้าวมาคุกเข่าด้านหน้าซุนเฟย ก่อนหน้านี้ลูกชายของเขาทำหน้าที่เป็นข้ารับใช้ในคฤหาสน์ของบาร์เซล แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งไม่ทันระวังได้ทำจานใส่อาหารหมาที่เป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้าอ้วนกิลตกแตก ทำให้ถูกปรับเป็นเงิน 10 เหรียญทอง แต่เพราะชายชราไม่มีเงินจ่าย ลูกชายของเขาจึงถูกกุมขังในเรือนจำ ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้วไม่รู้ว่าอยู่หรือตายแล้ว

        ไม่ช้าม้วนคดีความของลูกชายของชายชราคนนี้ก็ถูกส่งมาให้ ซุนเฟยอ่านรายละเอียด สิ่งที่บันทึกไว้ในนั้นสอดคล้องกับเรื่องที่ชายชราเล่า ซุนเฟยโบกมือ ทันใดนั้นลูกชายของชายชราก็ถูกปล่อยตัวทันที นอกจากนี้ยังได้มอบเงิน 10 เหรียญทองที่เป็นทรัพย์สินในคฤหาสน์บาร์เซลมอบให้เป็นค่าชดเชย  แม้ว่าลูกชายของชายชราต้องทนทุกข์ทรมานในคุกไม่น้อยแต่ก็ยังถือว่าแข็งแรงดี เมื่อทั้งสองพบหน้ากันก็ต่างกอดกันแล้วร้องไห้ออกมาก่อนจะคุกเข่าด้วยความซาบซึ้งต่อความเมตตาของซุนเฟย

        เห็นฉากนี้แล้วชาวบ้านที่อยู่บริเวณรอบๆต่างพากันตื้นตันใจ

        มีบางคนที่มาร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดตรงหน้าเพิง ส่วนใหญ่ต่างเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขุนนางบางส่วนในเมืองและบาร์เซลจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ชาวบ้านธรรมดาต่างถูกอำนาจกดขี่ข่มเหงทำให้ต้องจับกุมและต้องทนทุกข์อยู่ในเรือนจำ ….

        เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ซุนเฟยก็ปล่อยนักโทษในเรือนจำไปแล้วสี่สิบกว่า ทั้งหมดเป็นชาวบ้านที่ได้รับความไม่เป็นธรรม พวกเขาไม่เพียงได้อิสรภาพคืนแต่ยังได้รับค่าชดเชยอีกด้วย  หนึ่งเหรียญทองเทียบเท่ากับรายได้ครอบครัวชาวบ้านทั้งปี ทุกคนต่างรู้สึกขอบคุณพวกเขาคุกเข่าแล้วตะโกนออกมาว่า ราชาทรงพระเจริญ….

        ซุนเฟยเริ่มเสพติดกับการได้เป็นผู้พิพากษา

        แต่ในขณะที่พิจารณาคดี ท่ามกลางฝูงชนมีชาวบ้านส่วนใหญ่ได้เห็นฉากนี้บนลานกว้างก็เริ่มทนไม่ไหวออกมาร้องทุกข์ของตัวเองบ้าง มีบางคนถูกขุนนางทำให้ครอบครัวล้มละลายกลายเป็นขอทาน บางคนถูกพ่อค้าใช้กลอุบายหลอกปล้นทรัพย์สินของครอบครัวไป มีบางคนที่ลูกสาวถูกขุนนางลักพาตัวเข้าไปในคฤหาสน์แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย….

        ตอนนี้ บนลานกว้างฝูงชนเริ่มคึกคักจนแทบจะควบคุมไว้ไม่ได้

        ซุนเฟยเห็นแบบนี้แล้วเริ่มคิดว่าสถานการณ์ชักไม่ดี ประชาชนที่ได้ยินข่าวก็มีแนวโน้มที่จะขึ้นมาที่นี่มากขึ้น เขาเริ่มเหงื่อแตกพลั่กตัดสินใจยุติการพิจารณาชั่วคราว สั่งให้เจ้าหน้าที่จดคำร้องทุกข์ทั้งหมดลงในเอกสารจากนั้นก็มอบให้เลขานุการคนใหม่ท่านอาเบสต์เป็นคนจัดการ เชื่อว่าชายคนนี้จะสามารถจัดการได้

        ซุนเฟยกวาดสายตามองม้วนคดีทั้งหมดที่วางบนพื้น อย่างคร่าวๆ โดยทั่วไปแล้วไม่ใช่คดีใหญ่อะไร ทำให้ทำการพิพากษาได้ง่าย สองชั่วโมงผ่านไป นักโทษในเรือนจำกว่า 60-70% ก็ถูกปล่อยออกไป ความจริงแล้วเมืองแซมบอร์ดเป็นเมืองชนบทเล็กๆที่อยู่ห่างไกล ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนซื่อสัตย์  โดยทั่วไปแล้วจึงไม่มีคดีอาชญากรรมอะไรร้ายแรงนัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะพ่อค้าและขุนนางที่มีอำนาจรังแกกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน  หรือไม่ก็เป็นคดีทะเลาะวิวาทระหว่างชาวบ้านด้วยกัน  สำหรับซุนเฟยแล้วเขายึดถือคำว่า ‘ความยุติธรรม’ ทำให้จัดการทุกอย่างได้อย่างไม่ยากลำบากนัก

        เมื่อจัดการเรื่องราวทุกอย่างเสร็จ ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าแล้วร้องสรรเสริญออกมาอย่างยินดีว่า “องค์ราชาทรงพระเจริญ!” “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ทรงพระเจริญ” ซุนเฟย บรู๊ค โอเลกและคนอื่นๆก็พากันเดินเข้าไปในป้อมปราการสีดำ

        เมื่อเข้ามาในป้อมปราการซุนเฟยก็พบว่า ที่นี่สมเป็นเรือนจำจริงๆเพราะว่าป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนลานกว้างนี้ความจริงแล้วเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของผู้คุม  ส่วนห้องขังที่แท้จริงกลับอยู่ใต้ดิน  ในภูเขาลูกนี้ถูกคนขุดเจาะเป็นทางเดินลึก ๆ ทอดยาวลงสู่ชั้นใต้ดิน

        ทางเดินกว้างประมาณสามเมตรสูงสองเมตร เดินลงไปตามขั้นบันไดหินทีละก้าว

        ไม่ช้าแสงสว่างก็มืดลง หลังจากเดินลึกลงไปใต้ดินประมาณ 300-400 เมตร ทางเดินก็จะกลายเป็นทางเรียบขนานไปกับอุโมงค์ออกไป ทั้งสองฝั่งจะเป็นกำแพงหิน ซึ่งถูกคนงานตัดเป็นหินรูปตาข่ายมีขนาดต่างกันไปจำนวนมาก  ด้านบนจะวางถ่านหินไว้ซึ่งมีเปลวไฟริบหรี่คอยส่องแสงท่ามกลางมืด กลิ่นเหม็นอับตลบไปทั่วทุกสารทิศ

        ยิ่งเดินซุนเฟยยิ่งแปลกใจ

        เพราะเขายิ่งค้นพบเรื่องน่าประหลาดใจ ภูเขาหินลูกนี้ดูเหมือนจะถูกขุดจนกลวงทั้งหมด ทั้งคุกไม่ได้ใช้อิฐหรือกระเบื้องสักแผ่น ทั้งหมดถูกคนขุดเจาะจากด้านในภูเขาหิน  หูได้ยินเสียงน้ำไหลดังซู่ซู่ๆ ทางเดินค่อยๆกว้างขึ้น ทั้งสองด้านจะถูกตัดเป็นห้องหินจำนวนมากแล้วใช้กรงเหล็กปิด ในห้องหินเหล่านี้จะปูด้วยฟางชื้นๆ มีแค่เตียงหินกับเก้าอี้หิน มันเป็นสถานที่ที่จัดไว้คุมขังนักโทษ

        แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ซุนเฟยได้ปฏิรูปเรือนจำด้วยการนิรโทษกรรมนักโทษ เขาปล่อยชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคุมขังไว้  ทำให้ห้องขังว่างเปล่า มีเพียงนักโทษในห้องขังไม่กี่คนที่ได้กระทำผิดจริง ไม่ว่าจะปล้นสะดม  ทำร้ายผู้อื่น เมื่อเห็นซุนเฟยและคนอื่นๆเดินเข้ามา บางคนก็มองนิ่งๆ มีบางคนก็วิ่งมาอยู่ตรงหน้ากรงเหล็กพลางตะโกนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม บางคนก็หัวเราะอย่างเหยียดหยาม….

        เมื่อเดินลึกเข้าไป ทางเดินก็จะกว้างขึ้นจนเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่

        เสียงน้ำดังซู่ๆยิ่งมายิ่งชัดเจน

        ในที่สุดหลังจากที่เดินเข้ามาได้ 500 กว่าเมตร ก็จะปรากฏเส้นทางแม่น้ำใต้ดินซึ่งมีกระแสน้ำที่หนาวเสียดแทงกระดูกไหลผ่าน  มีบางห้องที่กำแพงหินถูกเจาะเพื่อให้กระแสน้ำไหลลงท่วมพื้น ทำได้แต่นั่งอยู่แต่บนเตียงหินเท่านั้นถึงจะสามารถจะไม่ต้องแช่น้ำ  นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า ‘คุกน้ำ’

        ซุนเฟยตกใจอย่างมาก

        ขนาดของเรือนจำหลังนี้เหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้ซะอีก แม้แต่เครื่องมือก่อสร้างที่ทันสมัยในศตวรรษที่ 21 โลกเก่า หากต้องการขุดเขาวงกตยักษ์แบบนี้ในภูเขาหิน เกรงว่าคงต้องใช้เวลาหลายสิบปี ต้องเสียทรัพยากรทางการเงินและทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรวัสดุจำนวนมหาศาล….มันช่างน่าตกใจนัก ยากที่จะจินตนาการได้ ที่สำคัญขุดอุโมงค์ยักษ์แบบนี้เพื่ออะไรกันแน่?

        ราวกับว่ามองเห็นความสงสัยของซุนเฟย เจ้าภูติตูดม้าโอเลกที่เดินตามหลังก็รีบอธิบายว่า “ฝ่าบาท ความจริงแล้วเรือนจำหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชาวเมืองแซมบอร์ดเป็นคนสร้างขึ้น…ตามประวัติของราชวงศ์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีชาวบ้านคนหนึ่งขึ้นมาล่าสัตว์บนภูเขาแล้วหลงมาพบที่นี่เข้า จากนั้นก็กลับไปแจ้งให้ทางราชวังทราบจึงมีรับสั่งให้ปิดล้อมที่นี่ทันที 60 ปีต่อมาราชารุ่นหลังกทำการสำรวจและปรับปรุงแก้ไขกลายเป็นเรือนจำ 60 ปีต่อมาไม่เคยมีนักโทษคนไหนสามารถหลบหนีออกจากเรือนจำได้ พระราชบิดาของพระองค์เคยกล่าวไว้ว่าแม้แต่ยอดฝีมือหากถูกขุมขังไว้ที่นี่ก็ไม่สามารถหลบหนีไปได้ ได้แต่ตายอยู่ที่นี่….”

        ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง

        ได้ยินโอเลกพูดแบบนี้ ซุนเฟยก็พลันตระหนักบางอย่างขึ้นมาแอบพยักหน้าให้โอเลก

        คำอธิบายนี้สามารถอธิบายได้เข้าใจ อุโมงค์หินยักษ์ใต้ดินนี้ความจริงไม่ใช่สิ่งชาวเมืองแซมบอร์ดตอนนี้จะสร้างได้ ต่อให้เมืองแซมบอร์ดจะยังเป็นอาณาจักรบริวารระดับ 4 เสียเวลาไปอีกสิบกว่าปีก็ยังไม่สามารถขุดอุโมงค์หินยักษ์ใต้ดินที่น่าเกรงขามนี้ได้

        “งั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนสร้างอุโมงค์ยักษ์นี้?” ซุนเฟยถาม

        “เรื่องนี้นั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด มันไม่มีร่องรอยอะไรเหลือไว้ในอุโมงค์นี้ นอกจากทางเดินและห้องหินแบบง่ายๆแล้วก็ไม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังใดๆเลย ครั้งแรกที่เข้ามาที่นี่ก็ไม่พบตำราหรือสิ่งของอื่น ๆ ในอุโมงค์เลย ที่นี่เหมือนถูกใครบางคนขุดทิ้งไว้หลังจากนั้นด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างทำให้ต้องทอดทิ้งไป มีคนเคยสงสัยว่านี่เอาจจะเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า!”โอเลกพูดอย่างตื่นเต้น

        “ผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า?”

        “พะยะค่ะ นอกจากพระเจ้าผู้สูงส่งแล้วคงไม่มีใครกระทำได้ การขุดเจาะเขาวงกตใต้ดินขนาดยักษ์ท่ามกลางหินแข็งๆในภูเขานี้มันเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์…..แน่นอนว่ามีคนเคยบอกว่าอุโมงค์หินนี้อาจจะเป็นฝีมือคนแคระ แต่เผ่าคนแคระก็หายสาปสูญไปจากแผ่นดินมา 400-500 ปีแล้ว….”

        โอเลกเล่าออกมาให้ฟัง ในดวงตาของซุนเฟยพลันเป็นประกายวิสัยทัศน์ก็พลันเปิดกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่สูงหลายร้อยเมตรและพื้นที่ที่กว้างใหญ่ตรงหน้า เตาถ่านวางเรียงรายอยู่ด้านบนผนังของห้องโถงอย่างเนื่องแน่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมันดูเหมือนท้องฟ้าในยามกลางคืนที่มีแสงดาวทอแสงระยิบระยับสวยงาม

        บนกำแพงหินของห้องโถงถูกขุดเป็นบันไดทีละชั้นๆ ม้วนขึ้นไป กำแพงสูง 100 เมตรแบ่งออกเป็น 10 ชั้น ทุกๆชั้นจะขุดห้องขังหินเรียงรายอย่างแน่นขนัด ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้ามาอยู่ข้างในของตึกสูงระฟ้านับร้อยเมตรของโลกเก่า มันน่าทึ่งมาก

        ไม่มีคำพูดใดจะอธิบายถึงความตกตะลึงในใจของซุนเฟยตอนนี้ได้

        “ฝ่าบาท ที่นี่เป็นสถานที่คุมขังสำหรับนักโทษที่ก่ออาชญากรรมใหญ่ ก่อนหน้านี้กระหม่อมนำนักเวทย์ที่สวมชุดคลุมสีดำและศพของชายหน้ากากเงินมาขังไว้ที่นี่ แม้แต่ปีเตอร์ เช็กอดีตผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ที่ถูกฟ้องร้องในข้อหากบฏก็ถูกขังไว้ที่นี่เช่นกันพะยะค่ะ”

        โอเลกกล่าวอย่างรอบคอบ

        ซุนเฟยพยักหน้า เขาพูดว่า “อืม ดีมาก โอเลกเจ้าส่งคนพาบรู๊คไปนำเช็กลงมา ข้าอยากจะเห็นหน้าเขา”

        โอเลกรีบเรียกผู้คุมสองนายเข้ามาพลางออกคำสั่ง ก่อนที่ผู้คุมจะนำบรู๊คขึ้นบันไดหินไป ในไม่ช้าก็หายลับเข้าไปในขั้นบันไดหิน เช็กถือว่าเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์จึงถูกคุมขังไว้ในชั้นที่เจ็ดจึงต้องใช้เวลาสักพัก

        ซุนเฟยถือโอกาสำรวจห้องโถงยักษ์นี้อย่างละเอียด ยิ่งมองก็ยิ่งตกใจ แม้กระทั่งตัวเขาเองหากจะสร้างอาคารแบบนี้คงเป็นเรื่องที่ปาฏิหาริย์มากๆ มันน่าเหลือเชื่อมากคงมีเพียงพระเจ้าที่สามารถทำได้

        ทันใดนั้นสายตาซุนเฟยก็ตกไปที่บานประตูเหล็กสีดำขนาดใหญ่ที่สูง 20 กว่าเมตรที่อยู่ตรงกำแพงหินไกลๆ ประตูบานนั้นเต็มไปด้วยลวดลายลึกลับยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นเคย

        “ประตูนั้นมีไว้ทำอะไร?” ซุนเฟยถาม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “สดุดีมหาราชา” : https://goo.gl/eeCkY3

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/121
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย90-100บาท/เล่ม ค่ะ)