0 Views

        “ท่านพี่นาตาช่า  ท่านน่าจะเห็นแล้วว่าผู้ชายหยาบกระด้างคนนั้นจะเป็นราชาที่มีเกียรติได้อย่างไร? ข้าเห็นเป็นแค่ชายป่าเถื่อนที่แสนหยาบคายและโอหังคนหนึ่งเท่านั้น….เขาวางตัวเสมอพวกเรา เขาไม่เห็นแก่ศักดิ์ศรีและเกียรติยศขององค์จักรพรรดิเซนิทของพวกเราอยู่ในสายตาเลยสักนิด…”

        องค์ชายน้อยทอร์บิ้นสกี้ยังนึกหวาดกลัวกับการข้ามสะพานที่ชำรุดไปยังชายฝั่งเหนือของแม่น้ำจู่ลี่ที่สร้างขึ้นชั่วคราวด้วยการใช้เชือกและแผ่นไม้  ขณะที่เข้าสู้เมืองแซมบอร์ดเขายังคงพูดถึงเรื่องแย่ๆของซุนเฟยไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจอันเลวร้ายในครั้งแรกที่ซุนเฟยฟาดตัวเองและเหล่าผู้ติดตามจนกระเด็นและต่อมาก็คือพฤติกรรมเมินเฉยไม่แยแสและทอดทิ้งให้คณะทูตราชอาณาจักรเซนิทอยู่ที่ริมแม่น้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทอร์บิ้นสกี้ไม่พอใจต่อองค์ราชาของเมืองแซมบอร์ดองค์นี้มาก

        ความจริงแล้วคนที่ไม่พอใจไม่ใช่แค่องค์ชายทอร์บิ้นสกี้คนเดียว คนอื่นๆด้วยเช่นกัน สำหรับอัศวินม้าที่สูงส่งของราชอาณาจักรเซนิท ในฐานะที่เป็นคณะทูตตัวแทนพระองค์มาถึงถิ่นทุรกันดารนี้ถือว่าเป็นบุญคุณล้นฟ้าสำหรับเมืองแซมบอร์ดแล้ว อีกทั้งในฐานะราชาของอาณาจักรบริวารที่ยังไม่ได้สวมมงกุฎอย่างเป็นทางการแล้วก็ควรที่จะทิ้งมาดราชาแล้วไสหัวออกมาต้อนรับพวกเขา ด้วยทัศนะคติเช่นนี้ทำให้หลายคนไม่พอใจ

        “จิมมี่ กฎระเบียบอัศวินบอกพวกเราไว้อย่างไร เวลาที่ตำหนิผู้อื่นว่าไร้มารยาท ก็ยิ่งสมควรคิดย้อนไปถึงพฤติกรรมที่ตัวเองกระทำ ”

        เสียงอ่อนแรงในรถม้าดังขึ้นเธอไม่ฟังถึงคำพร่ำบ่นของน้องชายตัวเองและยังคงใช้น้ำเสียงอ่อนแรงพูดเนิบนาบด้วยจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว ในฐานะที่ครั้งนี้เป็นเอกอัครราชทูตจากราชอาณาจักรเซนิทมาที่เมืองแซมบอร์ดเพื่อดำเนินการแต่งตั้งราชา สำหรับต้อนรับอย่างเย็นชาทั้งหมดที่ตัวเองได้รับก่อนหน้านี้ในแบบที่คาดไม่ถึง องค์หญิงนาตาช่าก็ไม่คิดนำมาใส่ใจ ไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงองค์นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ตลอดทางเธออยู่แต่ในรถม้าไม่ยอมออกมาสักที

        ประตูเมืองแซมบอร์ด

        เบสท์หัวหน้ามหาดเล็กสวมเสื้อคลุมผ้าลินินที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้นำทาง เขาได้ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีดำที่ดูสวยงามยิ่งทำให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามมากขึ้น ตอนนี้เขากำลังรออยู่ที่ประตูกับคนรับใช้อีกสองคน

        เมื่อเห็นรถม้าขององค์หญิงมาถึง เบสท์ก็รีบเดินเข้าไปทำความเคารพเป็นอย่างแรกพลางอธิบายว่า “ถวายบังคมพะยะค่ะ องค์หญิง องค์ชาย ราชาของกระหม่อมได้รับบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้ครั้งนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถเสด็จออกมาต้อนรับทั้งสองพระองค์ได้ด้วยองค์เอง องค์ราชาเองก็ทรงเสียพระทัยมากๆกับเรื่องนี้ แต่พวกเราได้จัดเตรียมสถานที่พักผ่อนสำหรับคณะทูตเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ”

        พูดตามจริง เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน มีเรื่องให้ชายแก่หน้าหล่อคนนี้ต้องวุ่นวาย

        องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์มัวแต่เห็นอกเห็นใจคิดถึงเรื่องประชาชนและทหารของตัวเอง เบสท์จำเป็นต้องกระตือรือร้นมารับมือกับคณะทูตราชอาณาจักรเซนิท สะพานหินที่พังทลายนอกเมืองแซมบอร์ดเขาก็ต้องจัดการหาคนไปซ่อมมันอย่างเร่งด่วน อำนาจของหัวหน้ามหาดเล็กเบสท์ในเมืองแซมบอร์ดได้ลดลงฮวบฮาบ อย่างมากเพราะเรื่องที่เขา ‘หลบหนีออกจากเมือง’ มีคนไม่กี่คนที่ยอมช่วย ‘ตาแก่’ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้โลภมากคนนี้ แต่ตาแก่จิ้งจอกก็ยังคงเป็นจิ้งจอก เขาแค่พูดประโยคเดียวว่า “หากซ่อมสะพานหินนี้เสร็จไม่ทันงานเลี้ยง คณะทูตก็จะยกเลิกพิธีราชาภิเษกของราชาอเล็กซ์ซานเดอร์” นั่นทำให้เหล่าชาวบ้านและทหารในเมืองแซมบอร์ดทุ่มเทในการสร้างสะพานหินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทันที แม้กระทั่งทหารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็อาสามาช่วยทำงานเช่นกัน ในไม่ช้าเชือกจำนวนมาก็ถูกผูกเชื่อมสะพานทั้งสองฝั่ง ด้านบนก็ปูด้วยแผ่นไม้ที่แข็งแรง สามารถที่จะให้รถม้าและเหล่าอัศวินม้าข้ามมาได้

        ในตอนนี้เองเบสท์ก็มองอย่างประหลาดใจ

        ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ตั้งสองชั่วโมง ดูเหมือนว่าองค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์จะครองใจประชาชนเมืองแซมบอร์ดมาก มากกว่าราชาองค์ก่อนเสียอีก ดูเหมือนว่าหากถึงคราวจำเป็นเหล่าทหารและชาวบ้านพวกนี้คงยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อราชา

        “นำทางเถอะ”

        หลังจากได้ฟังคำอธิบายของเบสท์ เสียงขององค์หญิงนาตาช่าผู้ที่ไม่เคยออกมาจากรถม้าก็ดังขึ้น น้ำเสียงของเธอยังคงอ่อนล้าและเฉยเมย ด้วยคำตอบแบบนี้ไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดใดๆจากเธอได้ องค์หญิงแห่งราชอาณาจักรเซนิทพระองค์นี้ราวกับมีเพียงอารมณ์เดียว ไม่เปลี่ยนแปลง

        เบสท์พยักหน้าก่อนจะโค้งกายทำความเคารพจากนั้นก็หันหลังเดินนำทางพวกเขา

        เขาไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ ตลอดเวลาที่เดินทางจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งราชอาณาจักรเซนิท องค์หญิงลึกลับพระองค์นี้ก็มีท่าทีแบบนี้ตลอด ความสงสัยในตอนแรกของเบสท์จนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มสงบลง——ความจริงแล้วเขาคุ้นเคยกับท่าทางเช่นนี้แล้ว

        หลังจากเข้ามาที่เมือง คณะทูตก็ถูกพาไปพักที่คฤหาสน์ของตุลาการคอนก้า

        เนื่องจากว่าตุลาการคอนก้าถูกองค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์สังหารด้วยมือของพระองค์ในข้อหากบฏ ดังนั้นคฤหาสน์หรูหราโอ่โถงหลังนี้จึงถูกยึดเป็นสมบัติของคลังหลวงเมืองแซมบอร์ด ก่อนหน้านี้ที่เบสท์จัดการคัดเลือกให้คนรับใช้จำนวนหนึ่งมาทำความสะอาดคฤหาสน์หลังนี้ทั้งยังตกแต่งใหม่อีกนิดหน่อย การจัดการแบบนี้ทำให้ความโกรธขององค์ชายทอร์บิ้นสกี้และเหล่าอัศวินที่สูงศักดิ์รู้สึกพอใจอย่างมาก

        คณะทูตนำข้ารับใช้และนางกำนัลจำนวนมากมาด้วย ทำให้เบสท์ไม่ต้องมากังวลในเรื่องนี้ ชายแก่หน้าหล่อแสดงความสามารถในด้านการจัดการบริหารได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าจะเคยได้รับสายตาเย็นชาของเหล่าอัศวินที่สูงส่งพวกนั้น แต่ทว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เขายังคงรักษากิริยามารยาทไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่แสดงท่าทางดูแคลนหรือหยาบคายแม้แต่เล็กน้อย

        “องค์หญิง องค์ชายพะยะค่ะ องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์จะจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่พระราชวัง ฉลองชัยชนะในการต่อสู้รักษาเมืองแซมบอร์ด ถ้าหากท่านทั้งสองพระองค์สามารถเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงได้ถือว่าเป็นเกียรติอย่างที่สุดของพวกเราพะยะค่ะ”

        อีกไม่นานงานเลี้ยงก็จะเริ่มแล้ว เบสท์เชื้อเชิญทั้งสองพระองค์อย่างสุภาพ

        ความจริงแล้วซุนเฟยไม่ได้มีความคิดอยากจะเชิญคนของคณะทูตมาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้เลยสักนิด แต่ตาแก่เบสท์คิดว่า บางทีงานเลี้ยงครั้งนี้อาจจะเพิ่มความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายได้ ถือโอกาสละลายความรู้สึกไม่ชอบหน้ากันก่อนหน้านี้ซะ ดังนั้นเขาจึงทำการเชื้อเชิญเอง

        “อะไรนะ? เฉลิมฉลอง? ฮ่าๆ เขายังคิดจะเฉลิมฉลองเหรอ? ทหารเกราะดำทุกคนต่างถูกอัศวินอย่างพวกเราที่เป็นคนจัดกันมันทั้งหมด…หากไม่ใช่เพราะอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทผู้กล้าหาญมาทันเวลา เกรงว่าราชาคนนั้นคงถูกจับใส่คนเมืองก็คงล่มสลายไปแล้วเหรอ? ฮ่าๆๆ ดีๆๆ บอกราชาผู้โง่เขลาของพวกเจ้าด้วย ว่าข้าจะไปเข้าร่วมอย่างแน่นอน ข้าอยากจะไปดูหนังหน้าของชายหน้าด้านคนนั้น จะให้คนอื่นมาเอาความดีความชอบของพวกข้าได้อย่างไร!”

        องค์ชายทอร์บิ้นสกี้ได้ยินก็พลันตอบอย่างทระนง

            ……

            ……

 

 

        อาทิตย์อัศดง

        เมืองแซมบอร์ดล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่อาบด้วยแสงสีทองและล้อมรอบด้วยแม่น้ำที่พลุ่งพล่าน ดูเหมือนเงียบสงบราวกับเป็นภาพวาดภูเขาสายธารที่สวยงาม ที่ทำให้ผู้คนต่างหลงใหล

        บนถนนในเมืองมีผู้คนเดินขวักไขว่จำนวนมาก

        นอกจากองค์ราชาจะได้รับชัยชนะจากสงครามและยังจัดการผลพวงของสงครามมากมาย แต่ชาวเมืองแซมบอร์ดก็ยังมีเรื่องมากมายที่พวกเขาต้องไปทำ บางคนรื้อหรือย้ายท่อนซุงไม้หนามที่ทำเป็นเครื่องมือป้องกันข้าศึก ขนก้อนหินและวัตถุหนักๆที่จำเป็นกลับบ้าน ช่วยกันขนย้ายศพทหารไปฝังและนำศพของข้าศึกที่อยู่นอกเมืองไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงโรคและมีกลิ่นเหม็น…..สงครามสิ้นสุด นั่นหมายถึงเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการเก็บกวาด

        ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าบนถนนในเมืองมีแขกผู้มาเยือน

        หญิงสาวลึกลับที่สวมผ้าคลุมหน้าสีดำ เดินเล่นด้วยท่าทางสบายๆภายใต้การคุ้มกันของอัศวินสาวที่มีอาวุธครบมือ พวกเธอคอยอารักขาอยู่ด้านหลังโดยมีชายรูปร่างสูงใหญ่เดินตามมาอย่างเงียบๆเป็นนักรบผมสีทองที่มีรอยยิ้มบนหน้าอยู่ตลอดเวลา

        “ฝ่าบาท คาดไม่ถึงว่าทัศนียภาพของเมืองเล็กๆนี้ไม่เลวนัก ถนนกว้างขวางและเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่สำหรับอาณาจักรบริวารระดับ 6 แล้ว ถือว่าหาได้ยาก”

        “ซูซาน ความคิดของข้าและเจ้าค่อนข้างตรงข้าม….”

        หญิงสาวลึกลับที่ใช้ผ้าสีดำคลุมหน้าส่ายหัวเบาๆก่อนจะพูดช้าๆว่า “เมื่อก่อนมีข่าวว่าองค์ราชาที่ชื่อว่าอเล็กซ์ซานเดอร์เป็นคนปัญญาอ่อนที่มีสติปัญญาเทียบเท่าเด็ก 3-4 ขวบ แต่ตอนนี้ คำพูดนี้เห็นได้ชัดว่ามันโง่มาก ข้าเห็นชาวบ้านบนท้องถนน แม้ว่าสงครามที่น่าเศร้าจะเพิ่งสิ้นสุดลง แม้แต่บางคนที่ต้องสูญเสียคนสำคัญตัวเองไป แต่รอยยิ้มบนหน้าของพวกเขากลับแสดงออกให้เห็นถึงความสุขที่ออกมาจากในใจ ได้ยินที่พวกเขาทักทายกันด้วยคำว่า  ‘ราชาจงทรงพระเจริญ!’ ไหม? หากเป็นเพียงราชาโง่เง่าคนหนึ่งจะได้ความจงรักภักดีจากชาวบ้านเหรอ? แม้แต่พระราชวังที่ยิ่งใหญ่นั่น…หากสังเกตตรงสีของหินให้ดีจะเห็นว่าอย่างน้อยๆน่าจะสร้างมาได้ประมาณ 80 กว่าปี และดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราชาที่ชื่อ อเล็กซ์ซานเดอร์คนนี้เลย…..”

        พูดถึงตรงนี้ หญิงลึกลับก็ชะงักไปครู่หนึ่งและพูดต่อไปว่า “ซูซาน เรากลับกันไปเตรียมตัวกันเถอะ คืนนี้ข้าจะไปเข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง”

        “หึๆๆ ฝ่าบาท ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่พระองค์ยินดีที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยง หม่อมฉันจะแจ้งให้หัวหน้ามหาดเล็กที่ชื่อเบสท์ให้ทราบ ให้เขาส่งคนมารับ….” เห็นได้ชัดว่านักดาบสาวซูซานแปลกใจมาก

        “ไม่ต้องแจ้ง พวกเราแอบไปดูน่าจะดีกว่า…ไม่ใช่ว่างานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ต้องมีบัตรเชิญก็สามารถเข้าน่วมได้ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือชาวบ้านก็เข้าได้ไม่ใช่เหรอ?พวกเราก็สามารถปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาๆไปเข้าร่วมนั่นแหละ” หญิงลึกลับพูด

        “โอ้ แบบนี้ยิ่งดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องรับมือพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลายในงานเลี้ยง ฮิฮิ….ใช่แล้ว ฝ่าบาทแล้วจะทำอย่างไรกับผู้ชายที่น่ารังเกียจคนนั้นดี?” นักดาบหญิงพูดพลางชี้ไปที่นักรบผมทองด้านหลังที่ตามมาเงียบๆ

        “หัวหน้าอัศวินโรมัน เจ้าก็ต้องไปกับพวกข้า” หญิงสาวลึกลับพูดขึ้นมา

        นักรบผมทองที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาก็พยักหน้า “นี่ถือว่าเป็นเกียรติของกระหม่อมพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

            ……

  ……

 

 

        ดวงอาทิตย์ลาลับ ความมืดเริ่มปกคลุมทั่วผืนดิน

        โคมไฟในเมืองก็ถูกจุดขึ้นมา ทั่วทั้งเมืองแซมบอร์ดก็สว่างไสว ประชาชนเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลั่งไหลไปยังห้องโถงของราชา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง นอกจากทหารที่เฝ้ายามแล้ว ทุกคนในเมืองต่างปรากฏตัวในห้องโถงราชา

        งานเลี้ยงฉลองเริ่มขึ้นแล้ว

            ————————-