0 Views

        บนกำแพงเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ห่างออกไป

        เลขานุการบาร์เซลที่ได้เห็นฉากนี้ ร่างผอมสูงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นขึ้นมารู้สึกหน้ามืด ปากของเขาอ้ากว้างเผยให้เห็นลิ้นสีเหลืองดำ ผมหงอกบนหัวก็ลู่ไปตามแรงลม ดวงตาเย็นชาขึ้น : นี่เป็นไปไม่ได้…นี่เป็นไปไม่ได้…มันยังไม่ตาย…ทำไมเป็นแบบนี้..มันเป็นสัตว์ประหลาดรึไง?โดนฝนธนูทะลุร่างขนาดนั้นยังสามารถรอดมาได้อีก? สมควรตายสมควรตายสมควรตายสมควรตาย!!!

        ชายชรารู้สึกตัวเองใกล้จะเป็นบ้า

        กิลที่กำลังยืนดีอกดีใจอยู่ข้างๆก็พลันทรุดตัวนั่งกับพื้น อเล็กซ์ซานเดอร์ยังไม่ตาย ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบบอกกับเขา : แย่แน่ โชคดีของตัวเองหายไปแล้ว เรื่องยุ่งยากกำลังจะมาแล้ว

        ใต้หอสังเกตการณ์

        เสียงโห่ร้องปลุกสติให้แองเจล่าตื่นขึ้น ท่าทางโศกเศร้าของเธอราวกับดอกไม้ที่กำลังแห้งเหี่ยว ดวงตาสูญเสียประกายความสดใส เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องจากตรงสะพานเธอจึงเงยหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมอง แต่ตอนนี้เอง สายตาของเธอก็หยุดชะงัก หัวใจของสาวน้อยก็ไม่อาจควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งได้ เพราะว่าในดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาได้มองเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังยืนอยู่บนสะพาน สาวน้อยที่กำลังโศกเศร้าก็พลันขยี้ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ….พระเจ้า เป็นเขาจริงๆด้วย!!

        ความสดใสและความมีชีวิตชีวาพลันกลับมา ชั่วพริบตาเหมือนร่างบางได้เกิดใหม่

        “อเล็กซ์ซานเดอร์….”

        แองเจล่าพูดเสียงกระซิบ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไว้ไม่ได้อีกครั้ง แต่น้ำตานี้มันแตกต่างกับน้ำตาแห่งความโศกเศร้าก่อนหน้านี้ ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี เธอรีบลุกขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาตัวเองอย่างเร่งรีบจากนั้นก็ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของบรู๊คและแลมพาร์ดที่เพิ่งย้อนกลับมา เธอถกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็วราวกับนกน้อยที่กำลังมีความสุข

        “ข้าอยากไปหาเขา!”

        ในใจของสาวงามกู่ร้องบอกตัวเองแบบนี้

        เส้นทางจากเมืองแซมบอร์ดไปถึงสะพานเธอเคยเดินไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งก็ไปยืนชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนสะพาน เพื่ออธิษฐานขอพรให้อเล็กซ์ซานเดอร์ผู้น่าสงสาร แต่แองเจล่าเคยคิดเลยว่าถนนนี้มันช่างยาวเหลือเกิน

        เธอแทบทนไม่ไหวอยากจะหายตัวไปที่สะพานแล้วกอดชายคนนั้น

        “เอ๊ะ ระวัง…แองเจล่า…วิ่งช้าหน่อย…เจ้าวิ่งเร็วเกินไปแล้ว รอข้าด้วย!”

        สาวน้อยเจ็มม่าตะโกนไล่หลังไปอย่างมีความสุขก่อนจะวิ่งตามลงไป หางม้าที่มัดรวบด้านหลังกวัดแกว่งไปมา ดูสดใสและมีความสุข ทำให้ในดวงตายอดฝีมืออันดับ 1 ของเมืองแซมบอร์ดอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดที่ยืนอยู่บนกำแพงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้ที่ได้เห็นซุนเฟยถูกยิงบนสะพานจนกลายเป็นเม่นสีขาว แลมพาร์ด ตกตะลึงเขารีบกระโดดลงจากกำแพงโดยไม่คำนึงถึงร่างตัวเองและลนลานวิ่งไปทางสะพาน….แต่ในตอนนั้นเขาฉุกคิดถึงคำขอร้องของอเล็กซ์ซานเดอร์ก่อนหน้านั้นที่ขอให้เขาดุแลแองเจล่ามันทำให้เขาลังเลก่อนจะตัดสินใจกลับมาอยู่ข้างกายแองเจล่าเพื่อคุ้มครองเธอ

        โชคดีที่แองเจล่าไม่เป็นไร

        ช่วงเวลาสำคัญ บรู๊คที่มีปฏิภาณเฉียบแหลมได้ทำการอารักขาเธออยู่ข้างๆ

        โชคดีที่ตอนนี้อเล็กซ์ซานเดอร์ได้มีชีวิตรอดกลับมา ส่วนข้าศึกก็แตกพ่ายพากันหลบหนีทั้งกำลังเสริมของราชอาณาจักรเซนิทก็มาถึงแล้ว อันตรายของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดได้หายไปในทันที ทุกอย่างจบลงด้วยดี

        คิดถึงตรงนี้ แลมพาร์ดนึกถึงใบหน้าของ ‘ราชาองค์ก่อน’ ที่มักจะนิ่งสงบอยู่เสมอก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มได้อย่างเบิกบานใจ เขายิ้มพลางเหลือบไปมองสีหน้ามืดครึ้มของเลขานุการบาร์เซล ในดวงตาของแลมพาร์ดเต็มไปด้วยความยั่วยุ

        ก่อนจะร้องหึออกมาอย่างเย็นชา

            ……

        ริมฝั่งแม่น้ำจู่ลี่

        หลังจากที่ทหารเกราะดำนับพันกว่าคนที่ทัพแตกถูกเหล่าอัศวินเกราะเงินหลายร้อยนายสังหารจนสิ้น ก็เร่งเดินทางมาหยุดอยู่ตรงฝั่งแม่น้ำ รถม้ายักษ์สีแดง 1 คันที่มีม้าลากถึง 8 ตัวแหวกฝูงชนเดินออกมาจากตรงกลางอย่างช้าๆ ขนาดตู้รถม้าใหญ่มากมันยาวอย่างน้อยๆก็ 3 เมตร รองรับล้อไม้ขนาดใหญ่ 4 อัน รถม้าทั้งคันดูเหมือนจะถูกแกะสลักมาจากไม้ยักษ์ ด้านบนแกะสลักด้วยลวดลายดอกไม้หนามและยังแกะสลักนกน้อยตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจริงมาก ทั้งสองด้านมีหน้าต่างเล็กๆระบายอากาศอยู่สองอัน ที่น่าแปลกใจคือคนขับรถม้าเป็นอัศวินที่สวมชุดเกราะน่าเกรงขามคนหนึ่งและยังมีรูปร่างกำยำแข็งแกร่ง

        เมื่อเห็นรถม้ามาถึง หัวหน้าอัศวินในชุดเกราะหรูหราที่ถูกซุนเฟยฟาดจนกระเด็นก็ตรงเข้ามาปีนขึ้นไปบนรถม้าแล้วร้องห่มร้องไห้แล้วกลับดำเป็นขาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แล้วแต่งเติมอย่างเกินจริงด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ “ท่านพี่นาตาช่า ไอ้คนสมควรตายนั่นดูถูกศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรเซนิทเรา ทั้งยังด่าแม้กระทั่งข้า…ข้าไม่ปล่อยมันแน่”

        ในรถม้าเกิดความเงียบอยู่ไม่กี่นาที

        ต่อมาก็มีเสียงอ่อนแรงดังออกมาจากด้านใน “จิมมี่ เป็นเจ้าที่ยั่วยุเขาก่อนรึเปล่า? คราวนี้ได้พบกับยอดฝีมือที่ไม่สนใจว่าเจ้าเป็นองค์ชายน้อยแห่งราชอาณาจักรเซนิท การเสียเปรียบก็ถือว่าเป็นบทเรียน หลังจากนี้พี่ไม่อนุญาตให้เจ้าสร้างปัญหาใดๆ…พี่จำได้ว่าเคยบอกเจ้ามาแล้วหลายครั้ง หากอยากจะกลายเป็นอัศวินที่แท้จริง อาศัยแค่คุณงามความดีในสงครามและพลังของตัวเองมันไม่พอหรอกเจ้ายังต้องมี ความอ่อนน้อมถ่อมตน ซื่อสัตย์ การเห็นอกเห็นใจ ความกล้าหาญ ความยุติธรรม การเสียสละ เกียรติยศและจิตวิญญาณ เจ้าต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งแปดนี้เสมอ ถึงจะสามารถกลายเป็นอัศวินที่แท้จริงได้”

        เสียงอ่อนแรงนี้ฟังแล้วเหมือนกับว่าคนพูดมีอาการป่วยเรื้อรังมานานไร้ซึ่งพลัง แต่ทว่ากลับมีพลังในการมองคนออก เธอสามารถมองทะลุถึงคำโกหกขององค์ชายองค์น้อยอย่าง จิมมี่ ทอร์บิ้นสกี้ ได้ จึงถือโอกาสอบรมน้องชายที่ไม่ได้เรื่องของตัวเองไปด้วย

        เดิมทีองค์ชายน้อยทอร์บิ้นสกี้อยากจะขอให้พี่สาวช่วยจัดการสั่งสอนไอ้คนป่าเถื่อนที่กล้ามาหยามตัวเอง แต่ตอนนี้กลับโดนอบรมไปซะเอง ในใจก็พยายามจะพูดแก้ตัวอย่างคับอกรับใจ “ท่านพี่ แต่ครั้งนี้ตำหนิข้าไม่ได้จริงๆ….”

        “เอาเถอะ เรื่องนี้ก็จบไปแล้ว เจ้ายังมีความคิดแผลงๆอะไรอีก ข้าจะให้ทหารส่งเจ้ากลับไป…”เสียงอ่อนแรงในรถม้าพูดตัดบททอร์บิ้นสกี้น้อยอย่างเย็นชา สักพักก็พูดว่า “เชิญท่านเบสท์มานี้เถอะ”

        ทอร์บิ้นสกี้น้อยลุกขึ้นยืนแล้วหันกายโบกมือเรียกทหารจากนั้นก็กระซิบบอกทหารที่อยู่ข้างๆว่า “ไปบอกผู้นำทางสมควรตายนั่นว่าข้าเรียก”

        ทหารรับคำก่อนจะหันกายเดินออกไป

        สักพัก ทหารก็เดินนำชายวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปีสวมผ้าคลุมลินินหยาบๆ ชายวัยกลางคนสูงประมาณ 180 เซนติเมตร ผมสั้นสีดำดูมีระเบียบ คิ้วรูปดาบ จมูกงุ้ม รูปร่างสันทัด ใบหน้าดูดี แม้ว่าร่างจะสวมเพียงผ้าลินินหยาบๆแต่ด้วยท่าทางสบายๆของเขาทำให้คนรู้สึกเหมือนเขาสวมเสื้อผ้าที่ราคาแพงที่สุดในโลก เป็นนิสัยเฉพาะตัวที่สง่างามสามารถมองเห็นได้ชัด หากเป็นสมัยวัยรุ่นเขาคงเป็นชายที่หล่อที่สุดเป็นแน่ แม้ว่าตอนนี้จะอายุสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีเสน่ห์จนทำให้สาวน้อยบริสุทธิ์หลงใหลได้

        “เจ้าคือเบสท์ ‘ผู้นำทาง’  ที่ต่ำต้อยใช่ไหม รีบไปบอกลูกเขยราชาปัญญาอ่อนของเจ้าซะ ว่าเอกอัครราชทูตจักรวรรดิเซนิทเดินทางถึงแล้ว ให้รีบมันออกมาคุกเข่าต้อนรับ…”บางทีอาจจะเป็นเพราะอิจฉาในฐานะเพศเดียวกันจึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเสียดสี องค์ชายน้อยทอร์บิ้นสกี้มองชายแก่ที่ยังคงความหล่อเหลาตรงหน้าที่เป็นผู้นำทาง แม้ว่าจะแก่แต่กลับดูกระฉับกระเฉง ‘ผู้นำทาง’  พูดเพียงแค่สองคำ

        “รับพระบัญชา องค์ชาย!”

        ชายวัยกลางคนที่ชื่อเบสท์ไม่แสดงท่าทางโกรธเคืองใดๆเขาโค้งกายแสดงความเคารพอย่างสูง จากนั้นก็เดินทางไปเมืองแซมบอร์ดด้วยท่าทางไม่เร็วและไม่ช้า ท่าทางที่ไม่แสดงตัวต่ำต้อยแต่ก็ไม่โอหังแบบนี้ทำให้องค์ชายน้อยรู้สึกว่าท่าทางของตัวเองเมื่อกี้ราวกับพวกบ้านนอกที่ไร้การศึกษา ในใจก็แทบกระอักเลือดด้วยความหดหู่ หลังจากหันไปมองรอบๆเมื่อไม่เห็นว่ามีคนสนใจตัวเองก็ยกนิ้วกลางไปทางเบสท์

        ในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองแซมบอร์ดสักที ความกังวลกลัดกลุ้มใจตลอดทางพลันสลายไป

        เมื่อเห็นกำแพงเมืองยังคงตั้งตระหง่าน เบสท์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ยังดีที่กำลังเสริมมาทัน สถานการณ์เลวร้ายจึงยังไม่เกิด ทหารเกราะดำยังไม่ได้ทำลายปราสาท…” คิดถึงตรงนี้เบสท์ก็ถอนหายใจอีกที การดำรงอยู่ของยอดฝีมืออันดับ 1 ของเมืองแซมบอร์ดอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด ไอ้เฒ่าบาร์เซลก็คงไม่ก่อเรื่องอะไรออกมา แองเจล่าและราชาปัญญาอ่อนนั้นก็น่าจะปลอดภัย

        การต่อสู้ที่รุนแรงและซากศพจำนวนมากบนพื้นที่เหลือไว้ในสนามรบ ทำให้ในใจเบสท์รู้สึกหวาดกลัว เขาไม่รู้ว่าเมืองแซมบอร์ดทำอย่างไรถึงยังยืนหยัดไว้ได้ ต้องเผชิญหน้ากับทหารเกราะดำที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตั้งสามพันกว่านายล้อมเมือง ทหารองค์รักษ์รักษาพระองค์ 400 คนทำยังไงกันนะถึงได้ต้านไว้ได้ตั้ง 5 วัน?

        ตอนที่เดินมาถึงสะพานเบสท์ก็ต้องตะลึงจนอ้าปากค้าง

        “โอ้พระเจ้า…ดุเดือนมาก! สะพานหินถึงกับพังเลยเหรอ? ไม่รู้ว่าเป็นความคิดของใครกัน? อืม แลมพาร์ดและบรู๊คสองคนนั้นหัวรั้นจะตายไม่น่าจะใช่….หรือว่าเป็นบาร์เซล?ไอ้เฒ่านั่นก็ทำความดีเป็นด้วยเหรอ?”

        เบสท์ก้มหน้าครุ่นคิด

        ตอนนี้เขาก็ได้ยินเสียงโห่ร้องไม่ขาดสายดังมาทางสะพานที่ถูกตัดจึงรู้สึกสนใจไม่รู้ว่าทำไมคนถึงไปรวมตัวที่นั่นตั้งมากมายและกำลังฉลองอะไรอยู่ ท่ามกลางเสียงกระแสน้ำ เขาได้ยินรางๆอยู่สองคำนั่นคือ “องค์ราชาทรงพระเจริญ!”  “ฝ่าบาททรงพระเจริญ!” ในใจของเบสท์ก็ยิ่งตกใจ : องค์ราชาทรงพระเจริญ? เอ๊ะ…ไม่ใช่ว่าพูดถึงอเล็กซ์ซานเดอร์เด็กโง่นั่นนะ?

        เบสท์รีบเร่งฝีเท้าไปยังสะพานที่ถูกตัด

        และเขาก็ได้เห็นฉากที่ที่ให้ตัวเองอ้าปากตาค้างคือ——

        ลูกสาวคนสวยผู้แสนบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวเอง แองเจล่าลูกรักกำลังวิ่งออกมาจากเมืองอย่างเร่งรีบ สูญเสียกิริยามารยาทที่สุภาพสตรีพึงมีไป เหมือนผีเสื้อที่สวยงามบินอย่างมีความสุขท่ามกลางดงดอกไม้ ใบหน้าแดงๆเบียดแทรกฝูงชนก่อนจะโผเข้ากอดร่างวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชุดเกราะเต็มไปด้วยเลือดทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ เธอกอดเด็กหนุ่มคนนั้นแน่น

        เบสท์แทบไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตัวเห็น

        พระเจ้า แองเจล่าบุตรสาวที่งดงามบริสุทธิ์ของเขา ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลืมตัวขนาดนี้ กอดเด็กหนุ่มแปลกหน้าท่ามกลางสาธารณะชน หรือว่าเธอลืมฐานะราชินีในอนาคตไปแล้ว? ในช่วงเวลาที่ตัวเองออกจากเมืองแซมบอร์ดมันเกิดอะไรขึ้น?

        คิดถึงตรงนี้เบสท์พลันหวาดระแวง

        เขาคิดว่าเขาควรเตือนลูกสาวผู้โง่เขลาของเขาสักหน่อยว่าอย่าหลงกลคำหวานที่ออกมาจากพวกผู้ชาย เบสท์รีบเดินไปตรงขอบสะพานหินที่ถูกตัดแล้วจงใจแหกปากเสียงดังว่า “เฮ้  แองเจล่า ที่รักของข้า ข้ากลับมาแล้ว!”

            ……

 

 

        ขอบสะพานที่ถูกตั้งฝั่งตรงข้าม

        ซุนเฟยที่กำลังเพลิดเพลินไปกับความนุ่มนิ่มในอ้อมกอดของตัวเอง จู่ๆคู่หมั้นสาวแสนสวยก็วิ่งเข้ามากอดเขา ทำให้เขาตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกปีติยินดีขึ้นมาพลางคิดในใจอย่างมีความสุขว่า “ฮ่าๆๆ นี่สินะที่เรียกว่าวีรบุรุษต้องคู่กับสาวงาม ฮิๆๆ…”

        ซุนเฟยกัดฟันดีใจจนแทบหัก เวลานี้มีสาวงามมาอยู่ในอ้อมแขนช่างกระตุ้นให้น้ำลายไหลอย่างอดไม่ได้จริงๆ คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินเสียงแหกปากที่ไม่รู้จักที่ตายดังขึ้นว่า :แองเจล่า ที่รักของข้า ข้ากลับมาแล้ว!

        ซุนเฟยพลันโมโหขึ้นมา

        “เวรเอ๊ย ไอ้สารเลวตัวไหนมันไม่มีตาวะ กล้าดียังไงมาพูดจาหยอกล้อผู้หญิงของบิดา?”

        ในใจของซุนเฟยเหมือนมี*น้ำส้มสายชูเทลงไปทำให้เขาไม่อาจจะควบคุมความโมโหที่กำลังลุกไหม้ขึ้นมาได้ เขากวาดสายตามองไปรอบๆจากนั้นก็มองตามสายตาของทุกคนที่กำลังมองไปทางสะพานฝั่งตรงข้าม ก็เห็น ‘ชายหน้าขาว’ ที่รูปร่างหน้าตาดูดีมีเสน่ห์ตรงฝั่งตรงข้ามที่กำลังจ้องมองมาที่สาวงามในอ้อมกอดของตัวเอง เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาไม่ดีแน่

        “ไอ้แก่นี่เป็นใคร?”

        ซุนเฟยรู้สึกคันหมัดตัวเองเล็กน้อย

            ———-