0 Views

        ซุนเฟยรับรู้ได้ถึงสายตาของทุกคนที่จับจ้องมาที่เขา

        เขาจึงแสดงรอยยิ้มให้ความมั่นใจแก่ทหารและพลเรือนที่กระวนกระวายใจ เขาโบกมือเรียกบรู๊คและเพียร์สให้ทั้งสองคนที่อยู่ตรงด้านล่างหอประตูเมืองให้ขึ้นมาหาเขาและเมินเฉยต่อพัศดีโอเลกที่พยายามดึงดูดความสนใจกับตัวเองและไม่สนใจเลขานุการบาร์เซลที่ยืนอยู่ตำแหน่งด้านหลังไม่ไกลจากตัวเอง

        นี่เป็นสัญญาณที่ผิดปรกติที่เห็นชัดเจน

        ถึงแม้ว่าพวกชาวบ้านจะไม่รู้อะไรแต่เมื่อเห็นแบบนี้ก็พอจะเข้าใจว่าโอเลกและบาร์เซลอดีต 2 ขุนนางที่เรืองอำนาจของเมืองแซมบอร์ด เกรงว่าเมื่อเผชิญหน้ากับราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ในอนาคตพวกเขาคงต้องสูญเสียอำนาจไปแน่ๆ

        “บรู๊ค บอกการเคลื่อนไหวของศัตรูในระหว่างนี้มาสิ”

ซุนเฟยถามเบาๆขณะที่เดินไปหยุดอยู่ตรงด้านหน้ากำแพงเมืองก่อนจะลูบเบาๆไปบนหินที่เต็มไปด้วยรอยดาบกระบี่แล้วทอดสายตาไปมองข้าศึกที่อยู่นอกเมือง

        “ฝ่าบาท ในระหว่าง 4 ชั่วโมงที่พระองค์พักผ่อนอยู่นั้น ไม่รู้ว่าทำไมพวกข้าศึกถึงไม่ทำการเคลื่อนไหวใดๆ ไม่แม้แต่จะขยับสักนิดหรือจะแกล้งทำทีจู่โจมก่อกวนเราสักครั้งก็ไม่มีเหมือนกับว่ากำลังรออะไรอยู่ แต่….” พูดถึงตรงนี้ บรู๊คก็ชี้นิ้วไปตรงตำแหน่งไกลๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลว่า “พวกมันยังเหลือบันไดยึดเมืองอีก 3 อันและมีอุปกรณ์โจมตีเมืองเร่งด่วนอย่างอื่นอีกจำนวนหนึ่งซึ่งทั้งหมดเคลื่อนย้ายมาตรงสะพานหินแล้ว พวกมันมีการเตรียมการที่ดีมากทั้งยังทุ่มกำลังทหารเพิ่มมากกว่าเมื่อ 3-4 วันก่อนซะอีก หากพวกมันเปิดฉากโจมตี พวกเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ไม่เคยมีมาก่อน”

        ซุนเฟยมองตามนิ้วที่บรู๊คชี้

        เห็นรูปแบบกระบวนทัพของข้าศึกเกราะดำที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่——

        พลโล่จำนวนร้อยคนยังคนอยู่หน้าสุดของกองกำลังทั้งหมดและมีระยะห่างระหว่างเมืองแซมบอร์ดกับชายฝั่งตอนเหนือไม่กี่ก้าว เหมือนกับว่าเป็นกำแพงยักษ์สีดำที่อยู่ด้านหน้าสุดคอยคุ้มกันกองทัพ

        แต่ด้านหลังของพลโล่ รูปแบบกระบวนทัพก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน——

        พลธนู,พลขวาน,พลหอก ทั้ง 3 ทัพที่อยู่ด้านหลังพลโล่เมื่อช่วงเช้าก็ถอยออกไปเล็กน้อย ทหารเกราะดำบางส่วนยกบันไดยึดเมือง 3 อันไปรออยู่ตรงนั้นถัดจากนั้นก็เป็นกำแพงไม้กันธนูขนาดใหญ่4-5 อันที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนจากไม้เปียกสีเขียว ด้านหลังของกำแพงไม้จะมีเครื่องยิงหินที่สูงมากกว่า 20 เมตร 6 อันและมีทหารที่แข็งแกร่งมากคอยคุ้มกัน…..

        เห็นแบบนี้ ซุนเฟยก็ขมวดคิ้ว

        เครื่องยิงหินทั้ง 6 อันนี้มันเป็นเครื่องมือโจมตีเมืองที่ทรงประสิทธิภาพอย่างแน่นอนและมันเป็นภัยคุกคามสูงยิ่งกว่าบันไดยึดเมืองซะอีก เพียงแค่ลากเครื่องยิงหินนี้เข้าใกล้เมืองแซมบอร์ดในระยะ 200 เมตร ไม่ว่ากำแพงเมืองจะแข็งแกร่งมากขนาดไหนก็สามารถยิงถล่มจนพังได้เพียงแค่ยิง 20 ครั้งและทหารจำนวนไม่ถึง 1,000 นายบนกำแพงก็จะตายในทันที

        เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ผู้บัญชาการข้าศึกทุ่มหมดหน้าตักตัดสินใจที่จะทำลายเมืองแซมบอร์ดภายในอึดใจเดียว

        “กำแพงธนูพวกนั้นคงจะเพิ่งสร้างเสร็จไม่นานนี้ เพราะบนลำต้นยังมีใบไม้เขียวๆติดอยู่เลย แต่เครื่องยิงหินทั้ง 6 อันกลับไม่เคยปรากฏขึ้นในการต่อสู้ก่อนหน้านี้มาก่อน หรือว่า….พวกข้าศึกจะมีกำลังเสริมมา?”

        คิดถึงจุดนี้ ซุนเฟยก็เลียริมฝีปากอย่างเผลอตัว

        หากเป็นอย่างที่พูด สงครามนี้แทบจะไม่มีหนทางชนะอะไรเลย หากข้าศึกเริ่มเข้าโจมตี ไม่ว่าจะยิงธนูรุนแรงนับไม่ถ้วนยังไงก็จะถูกกันด้วยกำแพงไม้พวกนั้น จากนั้นเมื่อไหร่ที่ลากเครื่องยิงหินเข้าถึงในระยะยิงของมัน เมืองแซมบอร์ดคงจบเห่แน่ๆ

        นี่เป็นสงครามที่อยุติธรรมที่สุดแล้ว

        นอกจากกำลังพลที่แตกต่างกันแล้ว ผู้บัญชาการลึกลับฝ่ายศัตรูคนนั้นก็มากด้วยกลยุทธ์และยังมีความระมัดระวังรอบคอบทั้งยังจับจุดอ่อนของเมืองแซมบอร์ดคือกำลังพลไม่พอ เป็นจุดอ่อนที่บรู๊คและคนอื่นๆหาวิธีกลบจุดอ่อนนี้ไม่ได้

        ซุนเฟยเห็นสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานตรงหน้าก็ขมวดคิ้วน้อยๆ

        บรู๊คที่อยู่ข้างๆก็มองท่าทีของซุนเฟยด้วยท่าทางลุกลี้ลุกรน

        “มีอะไรก็พูดมาเถอะ ท่าทางลังเลไม่ใช่ท่าทางที่ผู้บัญชาการใหญ่ของเมืองแซมบอร์ดข้าควรจะมี” ซุนเฟยสังเกตเห็นท่าทางของบรู๊คก็เริ่มพูดหยอกล้อ

        บรู๊คเพียงแค่กระซิบที่ข้างหูของซุนเฟย “ฝ่าบาท…บางที…เมืองแซมบอร์ดคงจะต้านทานไว้ไม่อยู่ กระหม่อมและเหล่าทหารรักษาพระองค์ยินดีที่จะอยู่ที่นี่เพื่อยื้อเวลา ให้ท่านแลมพาร์ดและเพียร์สทั้งสองคนนี้นำทหารยอดฝีมือจำนวนหนึ่งคอยคุ้มกันพระองค์และท่านแองเจล่าไปด้านหลังเมืองแล้วเสด็จหนีไป….”

        “ไม่ได้!”

        ซุนเฟยไม่ฟังจนจบก็เอ่ยตัดบทบรู๊คทันที

        เขาไม่ได้พูดอะไรอีก แต่จากการที่เขาสั่นศีรษะช้าๆ บรู๊คและเพียร์สต่างมองเห็นถึงปณิธานอันแรงกล้าขององค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ ทั้งสองก็เข้าใจในทันที ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นราชาหนุ่มองค์นี้จะไม่ยอมหลบหนีไปอย่างแน่นอน ท่าทางแบบนี้ทำให้ในใจของในใจของพวกเขาทั้งปลาบปลื้มทั้งกังวล

        “จะรอแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ข้าตัดสินใจว่าจะเริ่มโจมตีก่อน”

        ซุนเฟยเคาะนิ้วเบาๆบนก้อนหินกำแพงเมืองและพูดออกมา

        ประโยคนี้ไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆดังระเบิดตรงข้างหูพวกเขา

        “เริ่มโจมตีก่อน?”

        บรู๊คและเพียร์สต่างตกใจ ในสถานการณ์อันตรายเช่นนั้น ด้วยกำลังพลที่แตกต่างกันและเทียบกับคุณภาพทหารที่ด้อยกว่าแบบนี้ จะให้เป็นฝ่ายรุกโจมตีก่อน? หมายความว่าให้ละทิ้งความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเมืองแซมบอร์ดไป มันเหมือนกับใช้พายแอปเปิ้ลนิ่มๆไปฟาดกับหินภูเขาแข็งๆ….สามารถจินตนาการถึงชะตากรรมอนาคตได้เลย

        “ฝ่าบาท นี่….นี่ไม่ใช่เสี่ยงอันตรายเกินไปหรือพะยะค่ะ?” บรู๊คพยายามพูดเปลี่ยนความคิดซุนเฟย

        “ไม่มีเวลาแล้ว”

        ซุนเฟยส่ายหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “หากข้าเดาไม่ผิด หลังผ่านเวลาอาการเที่ยง ข้าศึกจะเริ่มเปิดฉากโจมตีทันที….หากต้องการที่จะอยู่รอดในสงครามครั้งนี้ พวกเราจำเป็นต้องออกไปโจมตีแบบไม่คาดคิด ถ้ายังรอต่อไป เมื่อไหร่ที่ข้าศึกเริ่มโจมตี พวกเราก็มีเพียงความตายที่รออยู่”

        พูดถึงตรงนี้ ซุนเฟยก็กวาดตามองไปทั้งสองคนอย่างช้าๆ

        มองท่าทางงงงวยของทั้งสองคน ซุนเฟยใช้น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยทุ้มนุ่มถามว่า “คิดว่ายังไง นักรบของข้า พวกเจ้ากล้าที่จะออกไปตะลุยด้วยกันกับข้าแล้วช่วยกันส่งไอ้พวกลูกหมาพวกนั้นลงไปอาบน้ำในแม่น้ำจู่ลี่ไหม?”

        ประโยคเรียบง่ายประโยคเดียว ราวกับเป็นคำขอแนะนำจากสหาย

        แต่ ณ.เวลานี้ บรู๊คและเพียร์สรู้สึกเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน

        “ฝ่าบาท เป็นเกียรติของกระหม่อมที่จะได้ร่วมรบกับฝ่าบาท”น้ำเสียงของทั้งสองสั่นเครือ

        “ดี ตอนนี้ข้าจำเป็นจะให้พวกเจ้าไปจัดการสองสามเรื่องก่อน….บรู๊ค เจ้าบอกให้ทหารพักชั่วคราว จำไว้ ให้เหลือไว้แค่ไม่กี่นายให้คอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของศัตรู…อีกอย่างหนึ่ง คัดเลือกนักรบที่เชื่อใจได้สัก 20 คนให้เร็วที่สุดแล้วพามาพบข้า เพียร์ส เจ้าช่วยข้าไปเตรียมบางอย่างหน่อย….”

        ซุนเฟยกระซิบสองสามคำข้างหูเพียร์ส เพียร์สหันหลังจากไปด้วยความงงงวย

        เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ซุนเฟยก็ยินเงียบๆสักพัก

        หลังจากที่คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบในหัวเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่จะเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เขาก็หันหลังเดินจากไป

        ตลอดทางสายตาของเหล่าทหารต่างจ้องมองมาตลอด ซุนเฟยก็เดินมาถึงด้านหน้าของแฟรงค์ แลมพาร์ด ยอดฝีมืออันดับ 1 ของเมืองแซมบอร์ด์

        “ฝ่าบาท!” แลมพาร์ดก้มหัวลงเล็กน้อย

        ในตอนแรกทัศนะคติของยอดฝีมืออันดับ 1 ที่มีต่ออเล็กซ์ซานเดอร์ค่อนข้างจะเย็นชา แต่ในที่สุดตอนนี้ก็เริ่มปล่อยวางทัศนะคติดนั้นและเริ่มพูดคุยกับซุนเฟย

        ในใจของซุนเฟยรู้สึกปลาบปลื้มมาก

        เขารู้ว่า การแสดงออกของตัวเองก่อนหน้านี้ ได้รับการยอมรับจาก ‘พี่ชายยอดฝีมือ’ที่แสนเงียบขรึมท่านนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้พึ่งพาพลังที่แข็งแกร่งของยอดฝีมือทำให้เมืองแซมบอร์ดสงบสุขและราชบัลลังก์ของ อเล็กซ์ซานเดอร์ที่ปัญญาอ่อนได้มั่นคง ซุนเฟยรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก เล่ากันว่าแลมพาร์ดเป็นสหายคนสนิทของราชาองค์ก่อนที่สวรรคตไปแล้ว ดังนั้นสำหรับซุนเฟยแล้วแลมพาร์ดก็ถือว่าเป็นญาติผู้อาวุโส

        “ท่านลุงแลมพาร์ด ข้าอเล็กซ์ซานเดอร์มีเรื่องอยากจะขอความกรุณาจากท่าน”ซุนเฟยพูดด้วยความเกรงใจอย่างมาก

        แลมพาร์ดมองซุนเฟย ก่อนจะหันไปมองข้าศึกที่ตั้งมั่นบนสะพานหินที่เหมือนคลื่นกระแสน้ำสีดำนอกเมือง ครุ่นคิดอย่างเงียบๆจากนั้นก็ถามว่า “ท่านหวังจะให้ข้าช่วยลงมือทำลายเครื่องยิงหินพวกนั้นใช่ไหม?ข้ามั่นใจแค่ 30-40 % ว่าสามารถโจมตีทำลายเครื่องพวกนั้นได้สัก 2-3 อัน….”

        “ทำลายเครื่องยิงหิน?”

        ซุนเฟยตะลึงงัน เข้าใจความคิดของแลมพาร์ดแล้ว เขาส่ายหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านลุงแลมพาร์ด เรื่องที่ข้าจะรบกวนท่าน ไม่ใช่เรื่องนี้….อืม เรื่องเป็นแบบนี้ อีกสักครู่ข้าจะเปิดฉากโจมตีพวกมันก่อน ดังนั้นข้าหวังว่าในสถานการณ์แบบนี้ท่านจะรักษาความเสถียรภาพของที่นี่เพื่อข้า และหากข้าโชคร้ายตายขึ้นมา ข้าหวังว่าท่านจะช่วยดูแลแองเจล่า ปกป้องเธอและเจ็มม่าให้หนีออกจากที่นี่อย่างปลอดภัย ”

    —————-