0 Views

แม้ว่าพลังของทักษะ คำรามจะอ่อนลงไปมากเมื่อตะโกนลงไปข้างล่าง แต่มันก็มากเกินพอสำหรับม้าธรรมดาๆทั้ง ตัว ม้าสีดำทั้ง ตัวถูกเสียงตวาดของซุนเฟยทำให้ปั่นป่วนจนร้องออกมาอย่างหวาดกลัวจากนั้นกีบเท้าของพวกมันก็เสมือนอ่อนแรงทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นและเพราะถูกเสียงนั่นทำตกใจจนปัสสาวะราด

 

อัศวินเกราะดำทั้ง นายรีบกระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน

 

ไอ้ม้าสมควรตาย!”

 

แส้หนังกระหน่ำฟาดไปที่ม้าสีดำราวกับห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมา

 

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะฟาดพวกมันไปมากแค่ไหน ม้าศึกที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีนั้นเหมือนกับว่าถูกสาปแช่งเอาแต่คุกเข่ากับพื้นร้องคร่ำครวญไม่หยุดไม่ว่าจะทำยังไงพวกมันก็ไม่ลุกขึ้น

 

โอ้โอ ดูสิ ม้าคงกลัวจนฉี่ราด ฮ่าฮ่าๆ”

 

ไอ้พวกลูกหมา ไสหัวไปซะ! ไปหยิบดาบหรือหอกออกมาสู้กันซะ!”

 

อยากให้พวกข้ายอมจำนน?ฝันไปสิ มาลองชิมรสขวานของปู่เจ้านี่!”

 

เมืองแซมบอร์ดไม่ใช้สิ่งที่พวกหนอนแมลงสกปรกอย่างพวกเจ้าจะได้มันไป พวกข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าให้จำไปจนตาย….”

 

ฮ่าๆ กลัวรึเปล่า?ไปเรียกแม่เจ้ามาช่วยสิ!”

 

“………”

 

เห็นฉากที่ได้ระบายความโกรธเช่นนี้ ทหารและเหล่าชาวบ้านบนกำแพงก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดัง ทหารกล้าบางคนก็หัวเราะเยาะใส่ แม้กระทั้งบางคนควัก….ออกมาแล้วฉี่ลงไปด้านล่าง….

 

ตึงตึงตึง——

 

เหล่าทหารเคาะอาวุธในมือตัวเองจนเกิดเสียงกระทบกันของโลหะที่ทรงพลัง เป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจและสอดคล้องกับการกระทำของแลมพาร์ดและซุนเฟยเมื่อกี้ ทำให้ความกลัวในใจทุกคนค่อยๆสลายหายไปทันที แม้แต่ทหารที่ขี้ขลาดตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิมจนแทบจะอดใจรอไม่ไหวอยากจะให้สงครามเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้ อยากจะสังหารข้าศึกสักคนสองคนด้วยมือตัวเอง

……

 

ริมชายฝั่งแม่น้ำจู่ลี่ฝั่งตรงข้าม

 

ชายหน้ากากเงินมองเห็นฉากนี้จากไกลๆท่าทางชิลๆมาตลอดตอนนี้ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเขาโกรธจนหน้าเขียวไปในทันที

 

เดิมทีเขาอยากจะยืมความขัดแย้งระหว่างประชาชนและราชวงศ์ของเมืองแซมบอร์ดมาทำลายขวัญกำลังใจทหารของเมือง หากสามารถทำสำเร็จก็จะสามารถสร้างความขัดแย้งและความเคลือบแคลงระหว่างประชาชนและราชวงศ์ได้ แต่แม้ว่าสุดท้ายจะยุแยงไม่สำเร็จแต่ก็อาจจะสร้างความขัดแย้งภายในได้พลังการรบก็จะลดลง แบบนี้เมืองแซมบอร์ดก็จะตกอยู่ในกำมือของตัวเองได้เร็ว

 

แต่…..

 

คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้

 

นั่นเป็นเพราะการกระทำงี่เง่าของไอ้โง่หมายเลข 1ที่ดันทำลายประเพณีการเจรจาสงคราม ทำให้ฝ่ายตรงข้ามหาเหตุผลลงมือจู่โจมได้อย่างชอบธรรม ไม่เพียงตัวเองจะตายยังถูกอีกฝ่ายคว้าโอกาสนี้มาปลุกขวัญกำลังใจทหารฝ่ายตัวเองขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกันก็ทำลายขวัญกำลังใจฝ่ายทหารเกราะดำ

 

สมควรตาย….”

 

ชายหน้ากากเงินอดไม่ได้ที่จะด่าออกมา ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงรู้สึกว่าการโจมตีเมืองแซมบอร์ดครั้งนี้ดูท่าจะไม่ง่ายดายเหมือนที่ตัวเองคาดคิดไว้

 

นายท่าน ให้ข้าไปสังหารนักรบ ดาวที่บ้าบิ่นคนนั้นเพื่อท่านเถอะ!”

 

แลนเดสนักรบระดับ ดาวรู้สึกว่านี่จะเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้แสดงความสามารถจึงรีบกระทุ้งม้ามาด้านหน้าเพื่อขอร้อง

 

อัศวินเกราะดำคนอื่นๆก็ทนไม่ไหวเช่นกัน

 

เห็นสหายถูกสังหาร เหล่าอัศวินเกราะดำต่างรู้สึกศักดิ์ศรีของตัวเองในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดของชายหน้ากากเงินกำลังยั่วยุ จึงพากันร้องขอให้บุกเข้าโจมตีเมืองทันที ละเลงเลือดเมืองแซมบอร์ดซะเพื่อแก้แค้น

 

แต่——

 

ชายหน้ากากเงินกำแส้ม้าในมือแน่น

 

ข้อต่อนิ้วมือของเขาก็ขาวซีดเพราะออกแรงกำแน่นเกินไปเห็นได้ชัดว่าเขาพยายามอย่างหนักเพื่อยับยั้งความโกรธของตัวเอง

 

หลังจากคิดวิเคราะห์ชั่วครู่ ในที่สุดเขาก็โบกมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุดทำให้ทุกคนพากันแปลกใจ เขากระซิบพูดว่า “ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้กองทัพเราไม่ต้องเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น หลังอาหารเที่ยงค่อยเริ่มโจมตีเมือง!”

 

แลนเดสและเหล่าอัศวินเกราะดำพากันตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าจะออกคำสั่งเช่นนี้

 

พวกชาวนาชั้นต่ำเหล่านั้นตอนนี้ขวัญกำลังใจพวกมันกำลังลุกโชน เข้าโจมตีตอนนี้ก็เข้าแผนไอ้ราชาปัญญาอ่อนนะสิ…” ชายหน้ากากเงินสะบัดแส้ม้าไปทางเมืองแซมบอร์ดที่ตั้งอยู่ห่างไกลก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “รอจนถึงช่วงบ่าย ขวัญกำลังใจพวกมันคงลดลงและนั่นจะเป็นโอกาสของพวกเราเมื่อเวลานั้นมาถึงก็ให้รีบเข้าโจมตีเมือง นำบันไดยึดเมืองและอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าสู่สนามรบ อยากยึดเมืองเล็กๆนี่ภายในครึ่งชั่วโมงและละเลงเลือด วัน แก้แค้นให้กับนักรบของข้า”

 

พูดจบ ชายหน้ากากเงินก็ตะโกนเสียงดังใช้แส้ฟาดม้าให้กลับค่าย

 

……

 

เมืองแซมบอร์ด

 

นาทีต่อมา

 

ซุนเฟยและบรู๊คมองหน้ากันและกัน

 

เดิมทีทุกคนบนกำแพงต่างคิดว่าหลังจากที่บรู๊คสังหารชายเกราะดำไป ข้าศึกจะบุกเข้าโจมตีด้วยความโกรธ เหล่าทหารก็เตรียมรบตั้งนานแล้ว…..

 

แต่ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปตั้ง 3-4นาทีแล้ว การโจมตีอย่างดุเดือดที่คาดไว้ก็ไม่มาสักที กองทัพชายชุดดำก็ยังคงอยู่ขบวนรบแบบเดิมปักหลักอยู่ตรงสะพานไม่เข้ามาแต่ก็ไม่ถอยกลับและยังอยู่นอกขอบเขตระยะการยิงธนูของพลธนูที่จ้องตะครุบเหยื่อดั่งพญาเสือ

 

เวรเอ๊ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”

 

ซุนเฟยรู้สึกงงมาก เขารู้สึกว่าสมองของผู้บังคับบัญชาการฝ่ายศัตรูคงถูกลาเตะทิ้งจากหัวไปแล้วมั้งหรือว่าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?

 

บรู๊คกลับก้มหน้าครุ่นคิด

 

เขารู้สึกว่าเจตนาของผู้บังคับบัญชาลึกลับของฝ่ายศัตรูช่างเข้าใจยากดีแท้ แม้แต่การโจมราวกับพายุคลั่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก็ไม่มา แต่ในความเงียบสงบเหมือนกับว่าจะเกิดพายุที่น่ากลัวและทรงพลังยิ่งกว่าเดิมขึ้นมา

 

ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดในสงครามปกป้องเมืองแซมบอร์ด บรู๊ครู้สึกว่าตัวเองมีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องวิเคราะห์เจตนาของฝ่ายศัตรูให้ออกโดยเร็ว

 

คิดสักพัก ดวงตาของบรู๊คก็มองไปทางยอดเขารอบๆ

 

เพื่อมั่นใจว่าข้าศึกจะไม่บุกเข้ามาโจมตีจากทางภูเขา บรู๊คได้สั่งให้ทหารที่มีไหวพริบสองสามคนไปตรวจดูยอดเขาสามลูกที่อยู่นอกเมืองแซมบอร์ด เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบส่งยอดฝีมือปีนขึ้นภูเขามาโจมตี

 

ผ่านไปอีก 10 นาที

 

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ บรรยากาศบนกำแพงเมืองเริ่มเปลี่ยนไป

 

ทันใดนั้นซุนเฟยก็พบว่าจิตวิญญาณของเหล่าทหารเริ่มหย่อนยานลงมา ค่อยๆคลายอาวุธในมือเล็กน้อย ดวงตาที่มองไปด้านนอกเมืองมีความหดหู่เล็กน้อย หากเป็นเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วสภาพจิตวิญญาณและขวัญกำลังใจของเหล่าทหารที่เหมือนคันธนูที่ถูกง้างออกเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงอย่างแข็งขัน แต่ตอนนี้ความแข็งขันก็เปลี่ยนไปเป็นหย่อนหยาน

 

สถานการณ์ไม่ดี

 

ขวัญกำลังใจที่เขาเพียรพยายามปลุกเร้าขึ้นมากลับถูกการกระทำที่แปลกประหลาดของศัตรูทำลายลงในอีกไม่นาน ความรู้สึกคงเหมือนกับใช้พลังงานทั้งร่างอย่างหนักหน่วงเพื่อชกออกไปแต่กลับต่อยไม่ถูกเป้าหมาย เหมือนชกอากาศคงรู้สึกอึดอัดมาก

 

ในหัวของซุนเฟยพลันนึกถึงบทเรียนหนึ่งในโลกเก่าขึ้นมาด้วยความบังเอิญ——

 

การอภิปรายของเช้ากุ้ย

 

ที่ว่าขวัญกำลังใจหากปล่อยไว้นานมันก็จะค่อยๆลดถดถอยลง!

 

เป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการลึกลับของฝ่ายศัตรูจะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับความคิดของเช้ากุ้ย?หากเป็นอย่างนั้น…”

 

ซุนเฟยใจเต้น

 

ถ้าเป็นอย่างที่พูด มันคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแน่ๆ

 

เมื่อได้ค้นพบข้อมูลจำนวนมากซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แน่ชัดที่สุดแล้ว ผู้บัญชาการฝ่ายศัตรูฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาไม่เพียงควบคุมตัวเองได้แต่ยังเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย หลายครั้งไม่ว่าขวัญกำลังใจจะมากหรือน้อยถ้าหากใช้ดีๆจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แม้กระทั่งสามารถตัดสินแพ้ชนะในการรบได้

 

จะทำยังไงดี?

 

เมื่อเดาเจตนาของฝ่ายศัตรูได้ ซุนเฟยกลับไม่สามารถหาวิธีจัดการได้

 

เห็นได้ชัดว่า แม้ว่าอุบายที่ผู้บัญชาการฝ่ายตรงข้ามได้ใช้จะถูกซุนเฟยมองออก ด้วยสถานการณ์ในเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ที่มีทหารจำนวนจำกัด เมื่อแรงจูงใจในการโจมตีตอนแรกได้ชะงักคงยากที่จะฟื้นฟูขวัญกำลังใจทหารขึ้นมาใหม่แต่จะให้ละทิ้งความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และเป็นฝ่ายโจมตีก่อน มันจะต่างอะไรกับเดินไปหาความตาย

 

แต่ถ้าจะให้รอต่อไปแบบนี้คงจะทำให้จิตวิญญาณทหารทุกคนจะตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ไม่ช้าก็เร็วก็จะถูกแรงกดดันมหาศาลกดดันจนจิตวิญญาณสูญสลายไป

 

ซุนเฟยคิดไปคิดมา สุดท้ายก็เรียกบรู๊คมาข้างๆจัดการดำเนินการอย่างรอบคอบโดยการแบ่งทหารป้องกันเมืองเป็นสองฝ่าย ภายใต้สถานการณ์ที่ศัตรูยังไม่เข้ามาโจมตีให้ฝ่ายหนึ่งไปพักผ่อนอีกฝ่ายหนึ่งเฝ้าระวังต่อไป เปลี่ยนกะทุกๆ 20 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพจิตใจและพละกำลังของเหล่าทหารเป็นปกติ…

 

นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ซุนเฟยคิดได้ในเวลานี้

 

ผ่านไปประมาณ 20 กว่านาที พระอาทิตย์ก็ค่อยๆขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

ตอนนี้แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นร้อนระอุขึ้นมา อาวุธและหมวกเกราะที่หนักรวมทั้งแรงกดดันทางจิตใจมหาศาลที่กองทัพศัตรูนำกำลังมาแบบมืดฟ้ามัวดินทำให้เหล่าทหารบนกำแพงเมืองแซมบอร์ดเริ่มเหงื่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

ซุนเฟยยืนอยู่บนกำแพงเฝ้าสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าฝ่ายศัตรูยังคงไม่มีทีท่าจะบุกเข้ามาสักนิด

 

เขาคิดแล้วคิดอีก

 

ตัดสินใจที่จะไม่รออย่างโง่ๆอีกต่อไป

 

เวลาทุกนาทีทุกวินาทีสำหรับซุนเฟยมีค่า เขาจำเป็นต้องคว้าโอกาสเข้าไปในโลก Diablo เพื่อฝึกฝนและอัพความแข็งแกร่ง ซึ่งมันดีกว่าจะมานั่งรอแบบนี้มากนัก

 

ซุนเฟยหมุนตัวกลับไปที่หอสังเกตการณ์ ให้เพียร์สที่สะพายกระบี่ราชาไว้ด้านหลังเฝ้าระวังอยู่ด้านนอก ซุนเฟยนั่งบนก้อนหินแล้วหลับตาลง รวบรวมพลังจิตสื่อสารกับเสียงลึกลับในหัว

 

ไม่นานก็ได้รับการตอบรับ——

 

พลังจิตเพียงพอ….แสกนจิตวิญญาณ….จิตวิญญาณถูกต้อง…นับถอยหลังเข้าสู่โลก Diablo ใน 3…2…1…ดิ๊งด๊อง เข้าสู่โลก Diablo!”

 

……

 

กลับเข้าสู่โลก Diablo ซุนเฟยอยู่ในตัวละคนคนเถื่อนที่ตัวเองเลือกอยู่

 

เขาปรากฏขึ้นในสุสานของโคลด์เพลส

 

ศพของบลัด เรเว่นยังคงนอนอยู่ตรงหน้า มีไอเท็มเปล่งแสงสีเหลืองและเหรียญทองสีส่องประกายกองบนพื้น แต่เขาไม่ได้มีเวลาที่จะหยิบมันขึ้นมา เพราะเมื่อเขาเข้าเล่นเกมอีกครั้ง มอนสเตอร์รอบๆสุสานก็ได้พากันเกิดใหม่ มอนสเตอร์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ชาแมนหรือโร้กมืดที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อพวกมันเห็นมนุษย์ปรากฏตัวออกมา ก็พลันกรีดร้องแล้วพุ่งเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

 

และการต่อสู้ได้เริ่มขึ้น

 

ใช้เวลาจัดการไม่นาน ซุนเฟยก็ล้างบางเหล่ามอนสเตอร์รอบๆสุสานอีกครั้ง

 

ตอนนี้กำลังเริ่มเก็บเหรียญทองและไอเท็มที่ตกออกมา

 

หลังจากนับแล้ว ซุนเฟยก็พบว่ารางวัลของตัวเองครั้งนี้ค่อนข้างได้มากพอสมควร——

 

แรร์ไอเท็ม กล่อง อันหนึ่งเป็นโล่ที่ตรงขอบของมันจะมีเหล็กแหลมคมยื่นออกมา อีกอันจะเป็นกระบี่สั้นรูปร่างแปลกๆ ส่วนอีกอันจะเป็นถุงมือสีบรอนซ์คู่หนึ่ง

 

แต่ไอเท็มทั้ง กล่องนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบดูจึงไม่รู้ว่ามันมีพลังอำนาจอะไร

 

นอกจากแรร์ไอเท็มแล้ว ยังมีไอเท็มเมจิคระดับ อีก กล่อง ซุนเฟยหยิบมันใส่กระเป๋าหลังคิดว่าคงขายได้ราคาไม่น้อย

 

ส่วนเหรียญทองที่ได้จากมอนสเตอร์มีทั้งหมด 600 เหรียญทอง ซุนเฟยเก็บพวกมันขึ้นมาทั้งหมด

 

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็เปิดหน้าจอตัวสเตตัสขึ้นมา——