0 Views

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

การต่อสู้ที่โหดร้ายราวกับพายุที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น ในที่สุดมันก็มาถึงแล้ว

ข้าศึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองใกล้จะรวมพลเรียบร้อยแล้วและดูเหมือนจะเริ่มทำการบุกโจมตีทันที บรู๊คเริ่มสั่งการเหล่าทหารให้จัดวางกำลังป้องกันตามหัวมุมกำแพงเมือง เหล่าชายฉกรรจ์บางส่วนในเมืองแซมบอร์ดที่เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดาต่างพากันหยิบเครื่องไม้เครื่องมือไม่ว่าจะเป็นมีดตัดอ้อย กระบองและเครื่องมือการเกษตรขึ้นมาป้องกัน ภายใต้คำสั่งการของบรู๊คพวกเขาก็พากันยืนอยู่ตามกำแพงทุกหนแห่งเพื่อช่วยเหล่าทหารองค์รักษ์ปกป้องเมือง

แต่พลังการป้องกันก็ยังคงอ่อนด้อย หลังจากมีทหารองค์รักษ์บาดเจ็บไม่ถึง 400 คนบวกเพิ่มกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่เกณฑ์ทหารมาชั่วคราวอีก 1000 กว่าคนที่ไม่เคยผ่านการฝึกทหารใดๆกำลังพลทั้งหมดรวมแล้วไม่ถึง 1500 คน นี่เป็นกำลังพลปกป้องเมืองแซมบอร์ดที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้แล้ว

แต่ด้วยกำลังพลแค่นี้ เทียบกับข้าศึกชุดดำที่มีจำนวน 2000 กว่าคนแล้วยังผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลย

โชคดีที่เมืองแซมบอร์ดครอบครองภูมิประเทศที่ได้เปรียบอย่างมากทั้งด้านการป้องกัน

แต่นี่ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี

เพราะท่ามกลางสงครามของแผ่นดินอาเซรอท บทบาทของผู้แข็งแกร่งไม่อาจละเลยได้ หากฝั่งชุดดำมียอดฝีมือที่มีฝีมือไม่ต่างกับนักรบ ดาวแลนเดสเพิ่มมาอีกคนสองคน เมืองแซมบอร์ดก็คงจบสิ้น

นี่เป็นสิ่งที่ซุนเฟยกังวลใจที่สุด

พระอาทิตย์ค่อยๆลอยขึ้นสูง บรรยากาศเปลี่ยนไปยิ่งเวลาผ่านไปนานยิ่งเคร่งเครียด

เหมือนมีเปลวไฟที่มองไม่เห็นลอยอยู่เต็มอากาศ ทุกครั้งที่สูดลมหายในเข้าไปในอกก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนมีไฟร้อนๆเข้าไปข้างใน

ซุนเฟยยืนอยู่ตรงหอสังเกตการณ์ รอเวลาสงครามปะทุขึ้นมา

เจ้าอ้วนกิลเองก็อยู่ข้างๆ ไม่ไกลจากซุนเฟย เพราะความกลัวจึงทำให้ขาทั้งสองข้างของมันสั่นพั่บๆ สงครามนองเลือดที่กำลังจะเริ่มขึ้นทำให้นายน้อยที่ได้รับการประคบประหงมมาแต่อ้อนแต่ออดคนนี้สมองพลันว่างเปล่า โชคดีที่บาร์เซลได้ส่งผู้คุ้มกันที่ภักดีของตัวเอง 2-3 คนมาอยู่ข้างกายเขาเพื่อปกป้อง ไม่อย่างงั้นเกรงว่าตอนนี้กิลคงสลบเมือดไปแล้ว

ส่วนบาร์เซลก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

ตามที่บรู๊คเอ่ยถึง เจ้าผีอั่งเปาแก่ตนนี้ไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้ใดๆเลยเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นหลังจากที่ซุนเฟยจัดการตุลาการคอนก้าและพัศดีโอเลกเสร็จเขาก็ไม่น่าจะมีเหตุผลต้องอยู่ต่อ ทีแรกซุนเฟยคิดว่าเจ้าผีแก่นี่จะรีบลงจากกำแพงแต่ใครจะรู้ว่าเขาจะเดินมาที่หอสังเกตการณ์ยืนอยู่ข้างๆบุตรชายตัวเอง

คิดไม่ถึงเลยว่าไอ้จิ้งจอกเฒ่าตัวนี้จะให้ความสำคัญกับบุตรชายของตัวเองมาก ถือว่ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง”

ซุนเฟยหันกลับไปมองบาร์เซลแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก

ทุกคนต่างกำลังรอสงครามปะทุขึ้นมา

ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ

ในที่สุดข้าศึกเกราะดำก็รวมพลกันเสร็จเรียบร้อย จังหวะก้าวทีละก้าวก็เป็นระเบียบพร้อมเพรียงกันเดินเข้ามาที่เมืองแซมบอร์ด ดาบหอกตั้งตรงเหมือนต้นไม้ สะท้อนแสงเย็นเยียบภายใต้ดวงอาทิตย์ รังสีฆ่าฟันแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

บนกำแพงหากมีเข็มตกก็คงได้ยินกันหมด ทุกคนต่างได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง

เหล่าชายฉกรรจ์บางส่วนที่ถูกเกณฑ์ทหารเข้ามากระชั้นชิดสองขาพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นพั่บๆ มือที่กำอาวุธเหงื่อไหลออกมามาก สงครามกำลังจะมาถึงแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากสงครามนี้แล้วตัวเองจะยังมีชีวิตต่อไปหรือเปล่า แต่เพื่อพ่อแม่และญาติ พวกเขาจะถอยไม่ได้

ตึงตึงตึงตึง——

จังหวะการก้าวเดินของเหล่าชายเกราะดำแปลกๆ เหมือนกระแสน้ำสีดำถาโถมเข้ามาไม่เร็วไม่ช้าและมันนำมาซึ่งแรงกดดันมหาศาลที่ยากจะคาดฝัน เสียงพวกนั้นเหมือนกลองที่กระหน่ำทุบที่หัวใจของเหล่าทหารแซมบอร์ด จังหวะการก้าวเดินยิ่งมายิ่งเร็วจนทำให้ทุกคนหายใจแทบไม่ออก

ทหารราบข้าศึกที่อยู่ด้านหน้าสุดถือโล่ไว้

โล่สีดำสูงประมาณ เมตรบนโล่มีลวดลายหน้าปีศาจที่ดุร้าย โล่นี้บังทหารทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังและก้าวเดินเข้ามาข้างหน้าไม่หยุดยั้ง เหมือนฝูงปีศาจที่กำลังดาหน้าเข้ามาจนถึงสะพานหินแคบ ทหารราบโล่ร้อยกว่าคนก็เปลี่ยนรูปแบบทัพจากสิบแถวเหลือเพียงสามแถวถึงจะสามารถข้ามแม่น้ำได้ จากนั้นก็ย่ำจังหวะเท้าก้าวเดินเหมือนกลองเข้ามา

ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาสักนิดแม้ในยามที่เปลี่ยนกระบวนทัพราวกับชายเกราะดำเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่โหดร้าย เดินทางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแสดงให้เห็นถึงระเบียบวินัยที่น่าทึ่ง ทุกจังหวะที่ก้าวเดินไปข้างหน้าต่างเป็นระเบียบ

ท่าทางแบบนี้ ช่วยไม่ได้ที่ซุนเฟยจะรู้สึกหนักใจขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่ต้องสงสัยเลย นี่เป็นกองกำลังทหารที่ยอดเยี่ยมและผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีแน่นอน

หันกลับไปมองเหล่าทหารที่กระจัดกระจายตัวด้านข้างตัวเอง….สงครามครั้งนี้ ยากที่จะเอาชนะได้

ระยะห่างค่อยๆเข้ามาใกล้ทีละนิดทีละนิด

ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ไม่นานทหารราบพลโล่ที่อยู่ด้านหน้าสุดก็มาถึงสะพาน ไม่เพียงแค่พวกเขาเดินมาที่บริเวณชายฝั่งทางเหนือของแม่น้ำจู่ลี่แต่ยังเดินเข้ามาระยะยิงของพลธนูเมืองแซมบอร์ดอีกด้วย สงครามใกล้จะเปิดฉากขึ้นแล้ว

ชิ้ง——

บรู๊คดึงกระบี่ยาวออกจากฝักก้าวเท้าไปข้างหน้าตะโกนเสียงดังว่า “พลธนู…..เตรียม!”

พรึ่บพรึ่บพรึ่บ——

เสียงดึงสายธนูดังขึ้น ธนูยาวหนึ่งร้อยกว่าคันถูกดึงจนเปลี่ยนรูปเป็นพระจันทร์เต็มดวง ลูกธนูสะท้อนแสงอาทิตย์ประกายเย็นเหยียบราวกับมัจจุราชกำลังแสยะยิ้ม รอเพียงคำสั่งยิงของบรู๊คเท่านั้น

แต่ตอนนั้นเอง——

ตึง!

ไม่รู้ทำไมพลโล่ของชายเกราะดำที่เดินนำข้างหน้าตลอดก็พลันหยุดเดิน ตามมาด้วยพลหอก พลกระบี่ พลธนูที่อยู่ด้านหลังพลโล่อีก แถวก็พากันหยุดเดินเข้ามาเช่นกัน

กระบวนทัพทั้งต่างพากันทำเช่นเดียวกันราวกับเป็นคนๆเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้น?”

เมื่อเห็นฉากนี้ซุนเฟยก็พลันขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าผู้บัญชาการทหารฝ่ายตรงข้ามคิดจะเล่นลูกไม้อะไร

บรู๊คที่รับผิดชอบในการบัญชาการทหารตามสถานการณ์โดยรวมก็เดาเหตุผลไม่ออกเช่นกัน แต่เขาก็ไม่คลายความระมัดระวังแม้แต่น้อยยังคงตะโกนเสียงดังว่า “พลธนูเตรียมพร้อม ทุกคนมีสมาธิเข้าไว้ ไม่ว่าใครก็ห้ามออกจากตำแหน่งของตัวเองโดยพลการ”

เสียงพูดลดลง ข้าศึกที่อยู่ด้านล่างก็มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

มีอัศวินชุดเกราะสีดำ นายออกมาจากด้านหลังของทัพอย่างช้าๆ ท่ามกลางกลุ่มคนที่เดินออกมา ในมือของอัศวินคนหนึ่งถือหอกที่ยาวประมาณ เมตรมาหนึ่งด้าม ปลายหอกแขวนหมวกเหล็กไว้หนึ่งอันกระทุ้งม้าเดินมาทางกำแพงเมืองอย่างช้าๆ

สีหน้าบรู๊คพลันเปลี่ยนไป

ดาบกว้างในมือของเขาเสียบดาบกลับไปที่ฝักดาบข้างเอวก่อนจะรีบเดินมาหาซุนเฟยแล้วพูดเสียงเบาว่า “ฝ่าบาท ข้าศึกอยากที่จะเจรจากับพวกเรา”

เจรจา?

ซุนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง

รู้สึกว่าที่แผ่นดินอาเซรอท การที่อีกฝ่ายนำหมวกเหล็กแขวนไว้กับหอกนั่นหมายถึงอยากที่จะเจรจากับฝ่ายตรงข้าม ซุนเฟยจะจำความรู้เล็กๆน้อยๆนี่เอาไว้บางทีเขาอาจจะได้ใช้มันในภายหลัง

แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังได้เปรียบซุนเฟยแล้วทำไมพวกมันถึงอยากเจรจากันนะ?

ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา!” ซุนเฟยสั่งบรู๊ค เขาอยากจะดูเหมือนกันว่าผู้บัญชาการฝ่ายศัตรูอยากจะเล่นลูกไม้อะไร

น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ!”

บรู๊คหันหลังกลับไป ให้ทหารตอบกลับไปว่ายอมเจรจา

เมื่อเห็นท่าทางตอบกลับ อัศวินชุดเกราะสีดำทั้ง นายก็พากันลงจากอาชาสีดำแล้วเดินออกจากสะพานหินเข้ามาในระยะของพลธนูของเมืองแซมบอร์ดอย่างรวดเร็วจนมาถึงประตูเมืองแซมบอร์ด

ด้วยคำสั่งนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ของข้าจงให้ราชาแซมบอร์ดออกมาฟัง”

ในมือของอัศวินเกราะดำหมายเลข 1ถือหอกยาวไว้แล้วตะโกนเสียงดังท่าทางจองหอง ด้วยพลังนักรบระดับ ดาว ทำให้เสียงของเขาได้ยินทั่วเมือง ทุกคนในเมืองแซมบอร์ดต่างได้ยินชัดเจนพวกเขาต่างรู้สึกว่าน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้ามยากที่จะปกปิดท่าทางการเป็นผู้นำเขาได้

อยากจะพูดหรืออยากผายลมอันใดก็รีบพูดมา!”

ซุนเฟยตอบกลับอย่างหยาบคาย ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้ซุนเฟยรู้สึกไม่ชอบใจ ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่ซุนเฟย ต้องเกรงใจ จึงอ้าปากพูดหยาบคายกลับไป

ด้านล่าง อัศวินเกราะดำหมายเลข 1ก็ขมวดคิ้ว

เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ราชาของเมืองแซมบอร์ดคนนั้นก็คือกระทิงที่ทำให้แลนเดสนักรบระดับ ดาวบาดเจ็บหนัก….สมควรตาย ตามรายงานของกลุ่มนกอินทรีย์ไม่ใช่บอกว่าราชาเมืองแซมบอร์ดเป็นคนปัญญาอ่อนเหรอทำไมเป็นแบบนี้ไปได้?

ห่างออกไป

ชายหน้ากากเงินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมองฉากนี้มาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ

แต่ไม่นาน มุมปากของเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง : ยิ่งน่าสนใจนัก หากส่งราชาผู้สูงศักดิ์ไปที่โคลอสเซียมมันคงเป็นมุขตลกที่ยอดเยี่ยมแน่ๆและคงได้รับความสนใจจากพวกสตรีชนชั้นสูงที่จิตใจวิปริตแน่ๆ…หึหึ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้มันชักจะน่าสนุกว่าที่ข้าคิดไว้ซะแล้ว

ด้านล่างกำแพงเมือง

นายท่านผู้ใจกว้างและมีเมตตา ยินดีที่จะให้โอกาสรอดแก่พวกเจ้าหนึ่งทาง….” อัศวินเกราะดำหมายเลข 1ตะโกนพูดด้วยมาดสูงส่ง “ราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดจงฟังรายละเอียดที่ข้าจะกล่าว นายท่านของข้าได้มีคำสั่ง เพียงแค่เจ้ายอมจำนน ราชวงศ์และขุนนางจะได้รับการดูแลจากกองทัพข้าส่วนประชาชนก็จะไม่มีใครตายแค่กลายเป็นทาส…” พูดถึงตรงนี้ อัศวินเกราะดำหมายเลข 1ก็เปลี่ยนโทนเสียงเขาแสะยิ้มเย็นชาและพูดข่มขู่ว่า “หากเจ้าไม่รู้ถึงผลดีผลเสีย กล้าที่จะต่อต้านพวกข้าต่อหลังจากที่เมืองแตก แม้แต่ไก่ก็อย่าหวังว่าจะรอดพวกเราจะทำการสังหารหมู่ในอีก วัน”

คำพูดของอัศวินเกราะดำ ได้ยินกันอย่างชัดเจนทั่วกำแพง

ปฏิกิริยาทุกคนบนกำแพงแตกต่างกันไป บาร์เซล โอเลกและเหล่าขุนนางก้มหน้าลงครุ่นคิด ในใจพยักหน้ายอมรับเงื่อนไข ชาวบ้านบางส่วนที่กลัวตายก้มหน้าลงอย่างน้อยเป็นทาสก็ดีกว่าตายในสงครามมากนัก แน่นอนว่า บางส่วนก็เผยสีหน้าดูถูกขึ้นมาพวกเขาจับอาวุธในมือแน่นขึ้น

สายตาของทุกคนมองไปที่องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์

อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือราชาหนามคนนี้

ซุนเฟยไม่รีบเร่งที่จะปฏิเสธ ดวงตาของเขาวาดสายตามองทุกคนเขาเห็นท่าทางที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน ทันใดนั้นในใจก็พลันกระตุกแล้วพูดอย่างช้าๆว่า “ไม่คิดเลยว่าศัตรูจะเล่นลูกไม้แบบนี้….นี่เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ฮ่าๆ พวกเจ้าพูดมาเถอะ พวกเจ้าอยากเลือกอะไร”

เมื่อเขาพูดจบ พัศดีโอเลกไม่รอช้ารีบเดินออกมาเป็นคนแรก

สีหน้าของเจ้าภูตตูดม้าตนนี้เป็นประกาย เขาพูดอย่างยินดีว่า “ฝ่าบาทผู้เกรียงไกร โอเลกยินดีตายในสงครามเพื่อฝ่าบาท  กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทควรพิจารณาข้อเสนอของข้าศึกสักนิด ตามจริงแล้วทหารของพวกเราก็มีไม่ถึง 400 นาย และยังมีอีกมากที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย หากเรายังต่อต้านพวกมันต่อไปเกรงว่าพวกเราคงไม่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ทั้งยังไปกระตุ้นโมโหข้าศึกเมื่อถึงตอนนั้นทุกคนในเมืองทั้งหมดก็ต้องตาย…อ่อ แน่นอนว่า ที่กระหม่อมกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่ากลัวตาย แต่เพื่อให้ฝ่าบาทพิจารณา”

แม้จะกล่าวด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวองอาจ แต่สีหน้าของภูตตูดม้าที่แสดงออกมาช่างทรยศกับความคิดภายในใจของเขา พัศดีโอเลกถือว่าเป็นขุนนางในเมือง หลังจากยอมจำนนก็ได้รับการคุ้มครองจากกองทัพศัตรู ในเมื่อไม่ตายและไม่ถูกทำให้กลายเป็นทาส โอเลกที่รักตัวกลัวตายมีเหรอจะไม่เลือกทางนี้

ทันใดนั้นสายตาดูถูกรังเกียจราวกับลูกธนูยิงไปที่ร่างของโอเลกนับไม่ถ้วนแต่เขากลับแสร้งทำเป็นไม่รับรู้