0 Views

ยามที่สาวน้อยหลับดูน่ารักมากราวกับน้องสาวข้างบ้านตัวน้อยๆที่น่าสงสารซึ่งแตกต่างกับ ‘นกกระจิบตัวน้อยจอมยโส’ในตอนกลางวันคนนั้นที่ชอบเถียงซุนเฟย ร่างบอบบางที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาว ชวนให้ผู้คนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดใจ

ซุนเฟยส่ายหน้า เดินเข้าไปบีบแก้มกลมๆเรียบเนียนของสาวน้อยอย่างหมั่นเขี้ยว “เฮ้ หนูน้อย ตื่นเร็วเข้า…มายืนตรงนี่ทำไหมหือตัวเย็นมากแล้ว รีบเข้าไปนอนด้านในเถอะ”

แต่ใครจะรู้ว่าสาวน้อยคนนี้จะตื่นตัวมากขนาดนี้

เพียงมีการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ เธอก็รีบลืมตาขึ้นมา ร่างที่กำลังงัวเงียไม่ทันแยกแยะอะไรเป็นอะไร มือบางก็กำหมัดต่อยเข้ามา ซุนเฟยที่ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรก็ถูกสาวน้อยต่อยเข้าเบ้าตาอย่างจัง

ปึก——

เบ้าตาข้างหนึ่งก็หลันเหมือนขอบตาหมีแพนด้าทันที

เอ๋อเล็กซ์ซานเดอร์ ที่แท้ก็เป็นเจ้า….”

รอจนสาวน้อยได้ตื่นเต็มตาจนเห็นภาพรวมได้ชัดเจนและตอนนั้นเองสาวน้อยก็รู้สึกเก้อเขินเล็กๆเธอก้มหน้าลงแอบชำเลืองตามองเบ้าตาเขียวๆของซุนเฟย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “คิกคิก ข้านึกว่าข้าศึกมันปีนขึ้นมาก็เลย…แต่เจ้าก็ไม่เป็นอะไร คิก ใช่ไหม?”

แต่ซุนเฟยเจ็บมาก

แต่นึกถึงภาพสาวน้อยที่ยืนท่ามกลางลมหนาว ถูกลมพัดจนตัวแข็งสั่นระริกน่าสงสารก็พาลให้โกรธไม่ลงจึงได้แต่ยกมือลูบหัวสาวน้อยจากนั้นก็ดึงผ้าคลุมด้านหลังชุดเกราะมาห่มบนร่างของสาวน้อยก่อนจะพูดว่า “เอาเถอะ รีบเข้าไปนอนด้านในซะ ยามรุ่งสางก็ให้รีบกลับไปราชวังกับแองเจล่า ที่นี่ลมแรงเกินไปและไม่ใช่สถานที่ที่ผู้หญิงสาวๆอย่างพวกเจ้าควรจะอยู่”

สาวน้อยผมทองตะลึงไปชั่วขณะ

เธอมองซุนเฟยตาค้างทันใดนั้นดวงตาก็แดงก่ำก่อนจะรีบก้มหน้าลงไม่คิดจะโต้เถียงกับซุนเฟยอีกแล้วหันหลังเดินเข้าไปด้านในหอสังเกตุการณ์ที่ผุพังอย่างเชื่อฟัง

อเล็กซ์ซานเดอร์ เจ้าจะดีกับพี่แองเจล่าใช่ไหม?”

ขณะที่เดินไปถึงประตูทางเข้า จู่ๆสาวน้อยกันหันหลังกลับมาดวงตาจับจ้องไปที่ซุนเฟย สายตาปรากฏความเคร่งขรึมจริงจังในขณะที่ถาม

เอ๋?

ซุนเฟยชะงัก ไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอะไรดี

ไม่รอให้เขาตอบ สาวน้อยก็พูดต่อไปว่า “ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่สน ตอนนี้เจ้ากลับมาเป็นปกติแล้ว ก็ควรที่จะดีกับพี่แองเจล่า!อเล็กซ์ซานเดอร์ เจ้าอาจไม่รู้ แต่ในระยะเวลา ปีที่ผ่านมา พี่แองเจล่าทุ่มเทเพื่อเจ้าไปมาก ข้ากล้ารับประกัน ในโลกนี้นะ นอกจากพี่แองเจล่าแล้วไม่มีใครคนไหนที่จะดีต่อเจ้าได้ขนาดนี้เท่าเธอ….”

สาวน้อยผมทองพูดถึงตรงนี้ก็ยกมือขยี้ตาตัวเองจนแดงทั้งยังกำหมัดน้อยๆของตัวเองแกว่งมาทางเขาพลางพูดอย่างข่มขู่ว่า “ตอนนี้เจ้าก็เป็นปกติแล้ว จะต้องปกป้องเธอเหมือนอย่างที่เธอปกป้องเจ้าเมื่อก่อน หากได้ยินคำว่า ไม่ แม้แต่นิดเดียว ข้าจะ….ข้าจะ…จะต่อยเบ้าตาเจ้าอีกข้างให้เขียวเลยคอยดูสิ หึ!”

สาวน้อยขู่เสร็จก็กำหมัดชกลมมาทางเขาแล้วหันหลังเดินเข้าไปข้างในด้วยตาแดงก่ำ

ซุนเฟยถูกคำขู่ของสาวน้อยจนตะลึงและอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

ตั้งแต่ต้นที่เจ็มม่าตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับตัวเอง ซุนเฟยไม่ได้โง่ เขารู้ว่าเป็นเพราะอะไร….คาดว่าเป็นเพราะราชา อเล็กซ์ซานเดอร์คนก่อนคงสร้างความเดือดร้อนให้แองเจล่าอยู่ไม่น้อย และถึงแม้ว่าเจ็มม่าจะเป็นเพียงข้ารับใช้ แต่แองเจล่าคงปฏิบัติกับตัวเองเหมือนเป็นน้องสาว ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงกลายเป็นพี่สาวน้องสาว ตลอดระยะเวลา ปี ในสายตาเจ็มม่าคงเห็นแองเจล่าประสบแต่กับความอยุติธรรม จึงจงใจตั้งตนเป็นศัตรูกับอเล็กซ์ซานเดอร์ นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

เพราะซุนเฟยเข้าใจเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วดังนั้นจึงไม่ค่อยโต้เถียงกับสาวน้อยคนนี้เท่าไหร่

ผู้หญิงแบบนี้คู่ควรแก่การเป็นพี่น้องกับแองเจล่าที่สุดแล้ว ปีที่ผ่านมามีเพียงน้องสาวตัวน้อยคนนี้ที่อยู่กับแองเจล่าเพื่อดูแลเจ้าโง่อเล็กซานเดอร์ เห็นได้ชัดว่าโดยเนื้อแท้แล้วสาวน้อยคนนี้มีจิตใจที่ดีงามมาก เพียงแค่เป็นพวกปากร้ายใจดีเท่านั้น

คำพูดที่สาวน้อยผมทองกล่าวเมื่อกี้ทำให้หัวใจของซุนเฟยสั่นไหวมาก

ที่สาวน้อยผมทองกล่าวมามันไม่ผิดเลยสักนิด สำหรับซุนเฟยแล้วหลังจากทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าตอนนี้ความรู้สึกส่วนตัวของเขาจะเป็นอย่างไรแต่เขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดปกป้องสาวงามคนนี้—— เหมือนอย่างที่เจ็มม่าพูด ซุนเฟยจะต้องปกป้องแองเจล่าเหมือนอย่างที่แองเจล่าคอยปกป้องอเล็กซ์ซานเดอร์

……

      อีก ชั่วโมงก่อนฟ้าสาง เวลายามค่ำคืนยาวนานและมืดที่สุด

ใกล้จะเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมหนาวพัดโชยมา ความรู้สึกของซุนเฟยสั่นไหวตามแรงลม แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเพียงวันเดียวที่เขามาถึงโลกแปลกๆแห่งนี้ แต่เขากลับค่อยๆรวมตัวเองเข้ากับโลกใบนี้แล้ว

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว พระจันท์สว่างไสวบรรยากาศเยือกเย็นและเงียบเหงา

หรือว่าการที่ข้ามายังโลกนี้มันจะเป็นเพราะความประสงค์ของพระเจ้าจริงๆ?”

ซุนเฟยยืนตรงหัวมุมกำแพงอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกหลากหลาย จู่ๆเขาก็นึกถึงคำพูดที่แม่ชีอคาร่าในเกม Diablo เคยพูดไว้ ตอนแรกเขารู้สึกว่ายัยป้าไร้ยางอายพูดเพื่อหลอกเอาเหรียญทองและอุปกรณ์ของตัวเองไป แต่ตอนนี้เมื่อสงบสติลง แล้วมาคิดดูอีกที เขารู้สึกว่าสิ่งที่แม่ชีพูดมันยังมีเลศนัยราวกับว่ายังมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

ในขณะที่เขามัวแต่คิดเพ้อเจ้อ ก็มีเงาร่างกำยำเดินเข้ามาไกลๆ เป็นบรู๊คและเพียร์สชายผมขาวที่ได้รับบาดเจ็บคนนั้น

ฝ่าบาท กระหม่อมเพียร์สอยากจะขอประทานอภัยโทษต่อฝ่าบาท!” เพียร์สเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ไม่พูดจาอะไรก็มาคุกเข่าลงข้างหนึ่งตามแบบฉบับนักรบตรงหน้าซุนเฟยก่อนพลางกล่าวด้วนสีหน้าละอายใจว่า “กระหม่อมไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน….”

    ซุนเฟยพูดขัดจังหวะเขา ส่งยิ้มไปให้ชายผมขาวแล้วประคองเขาให้ลุกขึ้นมา

พูดอย่างไม่เกินเลย ในหลาย ๆ คนที่เขาได้รู้จักเมื่อวานนี้  เพียร์สเป็นคนที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกอึ้งมากที่สุด ฉากที่น่าตะลึงที่สุดคงเป็นตอนที่ชายผมขาวฮึดสู้ตายกับศัตรูบนกำแพงเมืองเมื่อวานนี้ ชายตรงหน้าคุ้มค่าที่ตัวเองจะเชื่อใจ ซุนเฟยปฏิบัติกับเขาอย่างใจกว้างแบบเดียวที่ทำกับบรู๊ค

ในสถานการณ์ที่วิกฤติแบบนี้ ซุนเฟยจิตใต้สำนึกเริ่มกระตุ้นให้หาทางเอาชนะใจเขา

บาดแผลดีขึ้นแล้วหรือ?” ซุนเฟยตบอกของเพียร์สเบาๆพลางถามอย่างอารมณ์ดี

การกระทำเล็กๆน้อยๆนี้ได้ผ่อนคลายบรรยากาศระหว่างทั้งสองคน

ดีแล้ว ดีขึ้นแล้วพะยะค่ะ…” เพียร์สกล่าวพลางเบ่งกล้ามโชว์ให้ซุนเฟยอย่างตื่นเต้นพลางหัวเราะฮ่าๆแล้วพูดว่า “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้เล่าให้กระหม่อมฟังทั้งหมดแล้ว ในที่สุดเมืองแซมบอร์ดก็มีองค์ราชาเป็นของตัวเองแล้ว กระหม่อมจะจงรักภักดีต่อฝ่าบาท จะขอสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์สังหารศัตรูจนกว่ามอดม้วยมรณาไป!”

เมื่อซุนเฟยพบว่าอาการบาดเจ็บของเพียร์สดีขึ้น ใบหน้าแดงปลั่ง ดูเหมือนว่าผลของน้ำยารักษาชีวิตขวดเล็กในโลก Diablo จะสามารถนำมาใช้ในโลกจริงได้และดูเหมือนจะดีกว่าด้วยซ้ำ เพียง หยดก็สามารถช่วยชีวิตผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหนักได้ตั้งคนหนึ่ง

พวกเจ้าช่วยข้าดูหน่อยเถอะ ค่ายศัตรูฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยในตอนนี้ ไม่เหมือนกับหลายวันก่อน?” ซุนเฟยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหมุนตัวไปมองแล้วยกมือชี้ไปทางค่ายศัตรูพลางถามออกมา

บรู๊คครุ่นคิดสักพัก เขาขมวดคิ้วก่อนจะพูดว่า “ที่จริงมันก็แปลกๆอยู่บ้าง เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกสารเลวพวกนี้จะไม่ยอมให้พวกเรามีเวลาพักผ่อน ทุกคืนจะแกล้งทำเป็นโอบล้อมเมืองเพื่อก่อกวนทหารมากกว่า 10 ครั้ง พอตอนเข้าฟ้ายังไม่ทันสางก็จะเริ่มบุกเข้าโจมตี….แต่พอมาวันนี้กลับแปลกไปกว่าวันก่อนๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเตรียมแผนการณ์ร้ายอะไรไว้”

ไม่ว่ามันจะเป็นแผนการร้ายอะไร ตราบใดแค่ไอ้พวกลูกหมานั่นกล้าเข้ามา ข้าจะใช้ค้อนทุบมันให้เละติดกำแพงเลย!” เพียร์ที่ฟื้นฟูพลังกลับมาเต็มร้อยจ้องมองไปที่ค่ายศัตรูฝั่งตรงข้ามด้วยความโกรธแค้น

บรู๊คก้มหน้าไม่กล่าวอะไรออกมา

ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะหน้านิ่วคิ้วขมวด

ช่างเป็นพี่ชายที่อารมณ์รุนแรงเสียจริง เกรงว่าคงมีแต่กล้ามเนื้อได้รับการพัฒนาแต่สมองคงไม่มี เฮ้ออ พวกสมองมีแต่กล้ามเนื้อ

เขาพอจะมองออกว่าเพียร์เป็นชายที่กล้าหาญและก็บ้าบิ่น เขาอาจะเป็นมือดีในการสังหารศัตรูในสนามรบ แต่ถ้าจะให้เขาวางแผนด้านกลยุทธ์ ให้วัยรุ่นเลิกเล่นโทรศัพท์คงง่ายกว่า

แต่กับบรู๊คทำให้ซุนเฟยมองเขาด้วยสายตาที่ทึ่ง ตลอดเวลาเห็นได้ชัดว่าไม่ใจร้อนไม่วู่วาม เขาเหมาะกับการเป็นผู้บังคับบัญชาการจริงๆมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊

ตอนนี้ ซุนเฟยเองก็คงคาดไม่ถึงว่าด้วยความบังเอิญนี้ เขาได้กำหนดทิศทางเดินสำหรับนายทหารทั้งสองคนตรงหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว  หลังจากนี้อีกหลายปีกลุ่มนักดนตรีพเนจรของแผ่นดินอาเซรอทจะร้องเพลงเล่าขานตำนานเกี่ยวกับ เพียร์ส ‘เครื่องจักรสังหาร’ และ เกอเธ่ บรู๊ค ‘ต้นไม้แห่งปัญญา’ สองนายทหารผู้รับใช้ภายใต้การควบคุมของราชาอเล็กซ์ซานเดอร์

ไม่ว่าจะมีแผนร้ายอะไร เมื่อเวลามาถึงมันก็จะเปิดเผยขึ้นเอง….”

ซุนเฟยคิดเช่นนั้น ในใจก็เริ่มแสยะยิ้มเหี้ยม นิสัยเจ้าเล่ห์อันธพาลก็เริ่มผุดขึ้นมา ซุนเฟยใช้นิ้วชี้เคาะลงบนกำแพงหินเป็นจังหวะช้าๆ แล้วพูดว่า “เพียร์สพูดถูก ไม่ว่าใคร ถ้ากล้าละโมบอยากได้เมืองแซมบอร์ดของพวกเรา ข้าจะเลาะฟันมันออกมา”

เพียร์สได้รับคำชมจากองค์ราชาก็หัวเราะฮ่าๆอย่างมีความสุข

………

     ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดแสงสว่างยามเช้าก็ค่อยๆโผล่ออกมาจากขอบฟ้า รุ่งอรุณก็มาเยือน เช้าวันใหม่ก็มาถึงแล้ว

ตอนนี้ ค่ายศัตรูที่อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามก็ไม่เงียบสงบอีกต่อไป

เสียงแตรดังขึ้นทำลายรุ่งอรุณแห่งความเงียบสงบ สามารถมองเห็นเหล่าทหารเกราะดำที่อยู่ไกลๆเหมือนมดเดินไปมาในค่าย ควันจากเตาก็ค่อยๆลอยขึ้น รอจนทานอาหารเช้าเสร็จ สงครามครั้งใหม่ก็คงอุบัติขึ้น

ให้เหล่าทหารเตรียมตัวเถอะ บรู๊ค สงครามวันนี้เจ้าเป็นคนออกคำสั่ง ทุกคนจะต้องฟังเจ้า รวมทั้งข้าด้วย!” แม้ว่าความแข็งแกร่งของซุนเฟยจะได้มาจากโลก Diablo และพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่ขาดตอน แต่ทว่าสำหรับความรู้ทางการทหารศึกสงครามนั้น เขาไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นจึงมอบหมายงานนี้ให้บรู๊คเป็นคนจัดการทั้งหมด

น้อมรับพระบัญชา ฝ่าบาท!” บรู๊คไม่ปฏิเสธ

การกระทำแบบนี้ ทำให้ซุนเฟยช่วยไม่ได้ที่จะมองเขาอย่างพึงพอใจ

ใช่แล้ว ไม่ใช่ข้าสั่งเกณฑ์ทหารนักเวทย์กิลให้มาเข้าร่วมสงครามเหรอทำไมป่านนี้ข้ายังไม่เห็นเขาอีก?” ซุนเฟยนึกถึงเจ้าหมูอ้วนสมควรตายขึ้นมาได้

กระหม่อมจะไปถาม”

บรู๊คเองก็รู้สึกแปลกใจ เขาหมุนกายไปสอบสอบถาม

ถัดมา บรู๊คก็นำนายทหารสองนายที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยการโบยเข้ามาแล้วพูดอย่างโมโหว่า “ทหารที่ถูกส่งไปถูกบาร์เซลสั่งโบยแล้วส่งกลับมาพะยะค่ะ เขาพูดว่ากิลได้รับบาดเจ็บหนักไม่สามารถเข้าร่วมรบได้”

ซุนเฟยเห็นร่องรอยการโบยตีของทหารในใจก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมา

———–