0 Views

พระเจ้าคุ้มครอง!”

องค์ราชาทรงพระเจริญ!”

เมืองแซมบอร์ดจงเจริญ!”

พระเจ้าคุ้มครองพวกเรา พระเจ้าคุ้มครองพวกเรา!”

เวลานี้ดูเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์ตอนที่รู้ผลการรบตอนอาทิตย์อัสดงคราวก่อน ด้านหน้าพระราชวังแต่ละคนต่างโห่ร้องอย่างดีใจ

ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าฉากที่ตัวเองเพิ่งเห็นไปมันหมายถึงอะไร

มันเป็นฉากที่น่าเหลือเชื่อ ฉากนี้มันได้สร้างความตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับทุกคน องค์ราชาทรงเป็นเหมือนข่าวลือจริงๆด้วย พระองค์เป็นตัวแทนของพระเจ้า พระองค์สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้จริงๆ นี่ไม่ได้เท่ากับว่า พระเจ้ากำลังปกป้องเมืองแซมบอร์ดเหรอ…หากเป็นแบบนี้ ข้าศึกพวกนั้นจะสามารถโจมตีเมืองแซมบอร์ดได้อย่างไร?

ชั่วพริบตา เมฆหนาๆที่ปกคลุมจิตใจของทุกคนก็เริ่มจางหายไป

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของทุกคน แองเจล่าลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ

สาวงามมองแผ่นหลังของซุนเฟยที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของกลุ่มคน และได้รับความเคารพศรัทธา ในใจก็พลันรู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าเธอเองจะยังไม่เข้าใจนักที่ว่าที่ตัวเองก็เกิดความโล่งใจขึ้นมา มันเป็นเพราะ ‘พระเจ้า’ คุ้มครองเมืองแซมบอร์ด หรือว่า เพราะอเล็กซ์ซานเดอร์เปลี่ยนไป!

ด้วยบรรยากาศที่มีความสุข แม้แต่สาวน้อยผมทองเจ็มม่าที่ชอบตั้งตัวเป็นอริกับซุนเฟย ยามนี้ก็ถูกบรรยากาศนี้พลอยทำให้ยินดีไปด้วย  ท่ามกลางฝูงชนที่หัวเราะกระโดดโลดเต้นอย่างยินดี

หม้อสองใบที่ผสมน้ำยารักษาชีวิตขวดเล็กก็ถูกบรู๊คจัดการนำไปแจกจ่ายให้กับเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนอย่างรวดเร็ว บริเวณด้านหน้าพระราชวังทุกๆที่ต่างมีแต่เสียงหัวเราะยินดี เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องร้องครวญครางก่อนหน้านั้นตอนนี้ก็ไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บปวดใดๆ และทหารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยต่างก็พากันหยิบอาวุธขึ้นมาพร้อมเข้าสู่สงครามครั้งใหม่

ตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อ วันก่อน แสงสว่างและความหวัง ไม่เคยเข้าใกล้เหล่าประชาชนในเมืองแซมบอร์ดเหมือนตอนนี้ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะองค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ได้รับคำอวยพรของพระเจ้า

สายตายามที่ทุกคนมองซุนเฟยราวกับมองเห็นพระเจ้าลงมาจุติยังโลกมนุษย์

……

……

ข้าศึกด้านนอกไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความมืดทำการบุกโจมตีเมือง

นี่ทำให้ประชาชนและทหารของเมืองแซมบอร์ดได้มีเวลาพักที่หาได้ยากนับตั้งแต่ วันที่ผ่านมา

หลังจากที่ทหารทุกคนถูกหลอกให้ดื่มน้ำยารักษาชีวิตขวดเล็กเรื่องราวหลังจากนี้ซุนเฟยมอบให้ทหารที่ดูฉลาดจัดการต่อส่วนตัวเองก็เดินไปพลางสนทนาไปพลางกับบรู๊คผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ไม่ช้าพวกเขาก็เดินมาถึงบนกำแพงเมือง

ในยามค่ำคืน กำแพงเมืองแซมบอร์ดดูใหญ่โตมาก

ซุนเฟยยืนอยู่ด้านล่างหอประตูเมือง ทอดสายตามองไปยังไกลๆพลางคิดอย่างรอบคอบ

ด้านซ้าย ขวา และด้านหลังของเมืองแซมบอร์ดถูกล้อมรอบด้วยภูเขาที่สูงตระหง่าน ราวกับพระเจ้าผู้สร้างโลกให้ความสำคัญกับเมืองนี้ ภูเขาใหญ่รอบๆเหมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่โอบล้อมเมืองแซมบอร์ดทั้งสามด้านราวกับจะป้องกันภัย

ภูมิประเทศด้านนอกของภูเขาทั้งสามด้านนี้อันตรายอย่างมาก ลักษณะของภูเขาเป็นแนวตั้งและมีความชัน ขนาดที่ว่านักรบสามดาวที่มีพลังมหาศาลก็ยากที่จะปีนขึ้นมายอดภูเขา และที่น่าแปลกใจคือ ลักษณะภูเขาด้านในตรงกันข้ามกับภูเขาข้างนอก ภูมิประเทศด้านในกลับราบเรียบ ขนาดที่ว่าคนแก่อายุ 70-80 ปีหรือกระทั่งเด็ก ปีก็สามารถปีนขึ้นไปยอดเขาได้อย่างสบายๆจากด้านในเมืองแซมบอร์ด

ภูมิประเทศที่น่าประหลาดแบบนี้ ง่ายแก่การป้องกันยากแก่การโจมตี สามารถเรียกได้พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาอย่างประณีตจริงๆ

ภายใต้ภูเขาที่ล้อมรอบ กำแพงเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์มีเพียงประตูเมืองที่หันหน้าไปทางด้านแม่น้ำจูลี่และเป็นเพียงด้านเดียวของเมืองแซมบอร์ดที่ไม่มีภูเขามาโอบล้อมปิดกั้นให้ กำแพงเมืองด้านนี้ยาว 600 กว่าเมตร ด้านล่างมีความกว้างประมาณ 15 เมตร ด้านบนมีความกว้าง 12 เมตรและมีความหนามาก ด้านบนกำแพงกว้างมากจนสามารถให้รถม้าสี่คันวิ่งได้สบายๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่า กำแพงเมืองด้านนี้ไม่ใช่เส้นตรงแต่ได้รับการออกแบบมาอย่างชาญฉลาดให้เป็นส่วนโค้งและทุกๆภายในส่วนโค้งจะมีเว้าลึกลงไปอีก ด้วยการออกแบบเช่นนี้ สามารถลดจุดบอดด้านวิสัยทัศน์ของกำแพงได้ ไม่ว่าใครที่ยืนอยู่บนกำแพงนี้ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านล่างได้อย่างชัดเจน

และห่างออกไปจากด้านล่างกำแพง300-400เมตร แม่น้ำจูลี่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราด กลายเป็นคูน้ำตามธรรมชาติและมีเสียงน้ำดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็จะมีหมอกปกคลุมแม่น้ำยาวถึง 1000 เมตร ความลึกของแม่น้ำไม่สามารถคาดเดาได้ หากจะข้ามแม่น้ำโดยที่ไม่ใช้เรือรบ นอกจากเหล่าผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สามารถบินได้แล้ว คนอื่นๆที่ไร้ซึ่งพลังคิดจะข้ามแม่น้ำไปจะถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดกลืนกินอย่างไร้ร่องรอยอย่างแน่นอน

ที่ริมแม่น้ำ มีสะพานหินแห่งหนึ่งที่ธรรมชาติและมนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาเชื่อมโยงทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน

ตามที่คำพูดของบรู๊ค ประวัติความเป็นมาของสะพานหินนี้ไม่แน่ชัดนัก แม้แต่ผู้อาวุโสที่สุดของเมืองแซมบอร์ดก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันถูกสร้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันมีประวัติอันยาวนานและลึกลับมาก

ซุนเฟยกวาดสายตามองอย่างละเอียด

สะพานหินมีเสาหินธรรมชาติรองรับจำนวนเก้าแห่ง

มองไกลๆ เสาหินธรรมชาติทั้งเก้าแห่งนี้ราวกับภูเขาแทรกลงไปในแม่น้ำยืนสูงตระหง่าน ไม่มีทางที่มนุษย์สามารถทำมันได้ ราวกับเทพเจ้าบางองค์ได้ใช้พลังอันยิ่งใหญ่ตัดยอดหินบนเทือกเขาในระยะไกลอย่างกะทันหัน จากนั้นก็โยนมันลงแม่น้ำ

การมีอยู่ของสะพานหินนี้มีประโยชน์ต่อเมืองแซมบอร์ด

ยามปกติประชาชนในเมืองแซมบอร์ดสามารถใช้มันในการเดินทางได้สะดวกมาก และเมื่อยามเกิดศึกสงคราม สะพานแคบๆอันนี้กลับทำให้ศัตรูยากที่จะทุ่มกองกำลังทหารล้อมโจมตีเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับแม่น้ำได้อีกทั้งอุปกรณ์ตีเมืองขนาดใหญ่บางชนิดก็ไม่สามารถถูกส่งเข้าไปโจมตีเมืองได้

ภูมิประเทศอันตรายขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประชาชนและทหารที่มีจำนวนไม่ถึง 800 คนของเมืองแซมบอร์ดจะสามารถต่อสู้ยืนหยัดกับเหล่าทหารเกราะดำที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีจำนวนสองพันกว่าคนได้ตั้ง วัน….เมืองนี้เป็นป้อมปราการธรรมชาติอย่างแท้จริง!”

หลังจากซุนเฟยสำรวจรอบๆแล้ว ก็พอจะเข้าใจลักษณะภูมิประเทศของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมด

ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะไม่ใช่อัจฉริยะทางการทหารก็ตาม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้ซุนเฟยรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ซุนเฟยก็แปลกใจเล็กน้อย

งานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าด้วยทุนทรัพย์ กำลังคนและแหล่งวัสดุขององค์ราชาเมืองแซมบอร์ดยามนี้ไม่น่าจะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้ หรือว่าเมืองแซมบอร์ดเคยรุ่งเรืองมาก่อน?หรือไม่เมืองนี้มีประวัติศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่าง?

ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิด

แต่ซุนเฟยไม่รู้ประวัติศาสตร์ของที่นี่

เพราะว่าในความทรงจำของอเล็กซ์ซานเดอร์ไม่ได้ทิ้งเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ให้กับเขามากนัก

บรู๊ค เมื่อก่อนทุกคนเรียกข้าว่าเด็กปัญญาอ่อน ใช่หรือไม่?”

จู่ๆซุนเฟยก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา ก่อนจะหันไปถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง

ได้ยินองค์ราชาถามตรงๆแบบนี้ บรู๊คชายผู้ซื่อตรงสุดๆก็พลันเหงื่อตก

เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงดี

ไม่ผิด เมื่อก่อนอเล็กซ์ซานเดอร์เป็นเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่งที่แม้แต่ความสามารถดูแลตัวเองก็ไม่มี ภายใต้การเสี้ยมสอนของสหายชั่วๆไม่กี่คนสร้างความหายนะให้กับเมืองแซมบอร์ดไม่น้อย แม้ว่าฐานะของเขาจะเป็นราชา แต่ผู้คนในเมืองแซมบอร์ดแทบจะไม่มีใครชอบเขา ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอเล็กซ์ซานเดอร์ได้รับสืบทอดตำแหน่งราชาจากองค์ราชาพระองค์ก่อน คาดว่าไม่นานเขาคงถูกประชาชนเมืองแซมบอร์ดทอดทิ้ง

แม้กระทั่งบรู๊คที่เป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เมื่อก่อนก็ไม่ได้มีความรู้สึกเคารพยำเกรงองค์ราชาคนนี้แม้แต่น้อย อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้กระทั่งตัวเขาเองยังแอบดูถูกเล็กน้อย

แต่ตอนนี้ เขาได้ประจักษ์กับสายตาตัวเองในการต่อสู้บนกำแพงเมื่อตอนกลางวันและพลังรักษาอาการบาดเจ็บระดับเทพเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ยังจะมีใครกล้าปฏิบัติต่อผู้แข็งแกร่งที่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างเขาเหมือนเป็นเด็กปัญญาอ่อนอีก?

อย่างไรก็ตาม บรู๊คได้เปลี่ยนทัศนะคติที่มีต่ออเล็กซ์ซานเดอร์ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว เขาไม่มีข้อสงสัยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าตอนนี้มันคุ้มค่าที่เขาจะถวายการรับใช้อย่างสุดความสามารถกับองค์ราชาที่ยืนอยู่ตรงหน้าองค์นี้

เช้าวันนี้ หลังจากที่ข้าได้ถูกธนูของศัตรูยิงบนกำแพง หัวของข้าได้ชนเข้ากับก้อนหินก้อนหนึ่ง บางทีนะมันอาจจะเป็นการอวยพรของพระเจ้าก็ได้ ในตอนนั้น ในหัวของข้าก็มีเรื่องราวที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนผุดขึ้นมา จำนวนมาก ราวกับว่าจิตใจของข้าได้ตื่นขึ้นแล้ว….”

ซุนเฟยค่อยๆยกมือลูบตะไคร้น้ำกระดำกระด่างที่อยู่บนกำแพงเบา ๆ แล้วก็พูดกับตัวเองอย่างช้า ๆว่า

เจ้ารู้ไหมความรู้สึกในตอนที่ธนูปะทะกับหัวของข้า มันเหมือนกับว่าจู่ๆตัวข้าเองได้เติบโตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เรื่องราวมากมายก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่เข้าใจ แต่มาตอนนี้ข้ากลับเข้าใจมันได้ชัดเจน…หึ ๆ ถึงตอนนี้ข้าก็เพิ่งรู้ว่าเมื่อก่อนข้าเป็นคนโง่ที่ไร้ความสามารถที่ถูกผู้คนรังเกียจ….บรู๊ค เจ้าบอกข้าได้ไหม เมื่อก่อนข้าได้ทำเรื่องอะไรโง่ ๆ ลงไปบ้าง”

ได้ยินซุนเฟยรำพึงรำพันกับตัวเอง ข้อสงสัยที่รบกวนจิตใจบรู๊คมาตลอดในที่สุดก็หายไป “ที่แท้เป็นเพราะธนูเมื่อเช้านี่เองที่ทำให้สติปัญญาของอเล็กซ์ซานเดอร์จับพลัดจับพลูกลายเป็นปกติ…จำได้ว่าเมื่อนานมาแล้วในรัชสมัยขององค์ราชาพระองค์ก่อน มีคำทำนายบอกไว้ว่าอเล็กซ์ซานเดอร์ได้รับคำสาปแช่งจากพระเจ้าทำให้กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน…ตอนนี้ดูเหมือนว่าพระเจ้าควรจะถอนคำสาปแช่งของอเล็กซานเดอร์ในที่สุด”

ซุนเฟยแอบชำเหลืองมองท่าทีของบรู๊คที่อยู่ด้านหลังแล้วพลันแสยะยิ้มออกมา

เขาแสร้งรำพึงรำพันต่อไปว่า “ในตอนที่ข้าถูกแบกให้ไปนอนที่ห้องโถงราชวัง ในยามที่ข้าสะลึมสะลือก็รู้สึกถึงพลังมหาศาลสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในหายข้าไม่หยุด หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็ได้มีพลังที่น่าเหลือเชื่อที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เวลาเพียงชั่วพริบตา สำหรับข้ามันเหมือนได้เรียนมานาน ข้าสามารถควบคุม…พลังได้อย่างสบายๆ และยังเข้าใจศิลปะการต่อสู้ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งกับข้ามาตั้งแต่เกิด”

ฟังถึงตรงนี้ ข้อสงสัยข้อสุดท้ายในใจบรู๊คก็หายไป

ที่ว่าทำไมองค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์จู่ๆก็มีพลังที่น่าเกรงขามและทักษะขวานที่น่ามหัศจรรย์ ที่จริงแล้วนี่คือจุดที่ทำให้เขาและทหารจำนวนมากยากจะเข้าใจ ดูเหมือนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นประสงค์ของพระเจ้า

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้——การต่อสู้ที่น่าประทับใจบนกำแพง เลือดในร่างกายที่สามารถรักษาทหารบาดเจ็บได้อย่างไม่น่าเชื่อ….นอกจากพระเจ้าแล้ว บรู๊คก็ไม่รู้ว่าจะมีอย่างอื่นที่จะสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้

ซุนเฟยแอบสังเกตท่าทีของบรู๊คอย่างละเอียด

เมื่อเขาเห็นว่าในที่สุดใบหน้าของบรู๊คแสดงอาการเข้าอกเข้าใจ ซุนเฟยจึงรู้แล้วว่า ไอ้คำพูดสีข้างถลอกของตัวเองก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้

————————–

Teddy Bear : รู้สึกพระเอกเราจะฉลาดเกมโกงว่ามั้ย ท่านผู้แปล ฮ่ะๆ

PLEO : ฉลาดไม่พอยังแหลได้ไหลลื่นมาก