0 Views

LS: บทที่  3 เพื่อนร่วมทาง

 

เมื่อผมเข้ามาถึง ผมลืมตาขึ้นและเห็นร่างของผมถูกบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างสมบูรณ์  ในช่วงกลางของถ้ำมีร่างของทรราชย์แห่งสุสานที่นิ่งไม่ขยับอยู่

 

‘ผมประสบความสำเร็จ…?’

 

ถ้าผมไม่สามารถใช้ Fire Shock ได้ในวินาทีสุดท้าย บางทีมันอาจจะรอดชีวิตและเอาแขนขาส่วนที่เหลือของผมไป ผมสงสัยว่าผมจะสามารถร่ายเวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องมีแขนซ้ายได้หรือไม่

 

เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ผมถูกฝังอยู่ในผนังจากการชนและพยายามที่จะเลื้อยตัวเองออกมา กับ HP ของผม การเคลื่อนไหวของผมกลายเป็นอืดอาดและผมพยายามที่จะรวบรวมชิ้นกระดูกของผมที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เวลานี้ผมใช้เวลาประมาณ 200 ~ 230 ชั่วโมงในการรวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดของผมเนื่องจากสภาพของผมตอนนี้เลวร้ายมาก บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อเทียบกับครั้งแรก เมื่อทรราชย์แห่งสุสานเพิ่งถูกหลอกล่อ มันก็อยู่ในสภาพที่น่าสังเวชด้วยชีวิตที่ถูกคุกคาม

 

‘ใช่แล้ว ผมได้รับค่าประสบการณ์และเลเวลอัพหรือไม่?’

 

ผมเปิดหน้าต่างสถานะของผมพร้อมกับที่ผมเสร็จสิ้นการใส่แขนซ้ายอันใหม่

 

 

ชื่อ: N / A

เพศ: N / A

สถานะ: ปกติ

ประเภท: โครงกระดูก / Undead

คลาส: พ่อมด

อันดับ: H +

เลเวล: 9/20

HP: 19/19

MP: 70/70

พลังโจมตี: 12

ป้องกัน: 2

คล่องตัว: 7

สติปัญญา: 21

✧สกิลเฉพาะ

[คืนชีพ Lv 1] [มองราตรีLv 1] [Falling resistance Lv1] [Magic Chanting Max] [Fire Shock Max]

✧สมญานาม

[นักดักหนู] [ตีแล้ววิ่ง]

 

 

น่าเสียดายที่เลเวลของผมลดลง แม้จะฆ่ามอนสเตอร์ที่มีชื่อเสียงไปแล้วก็ตาม นี่อาจเป็นบทลงโทษหลังจากตายใช่หรือไม่? มองดูดีๆผมได้สังเกตเห็นสเตตัสของผมลดลงเล็กน้อย

 

อืม…สามารถตายได้แต่จะสูยเสียขนาดใหญ่? ดี…โอ้ เดี๋ยวนะ ‘

 

ผมตรวจสอบสเตตัสของผมอย่างรวดเร็วเพื่อยืนยันบางสิ่งบางอย่าง

 

‘อาจจะไม่?’

 

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีวิธีใดที่จะยืนยันสมมติฐานของผมได้ในขณะนี้ ดังนั้นผมจึงวางมันลงไว้ด้านหลังของกะโหลกศีรษะของผมและเริ่มตัดร่างของหนูยักษ์ ผมกำลังค้นหาแขนขวาที่หายไป ผมหวังว่าจะพบแขนขวาในกระเพาะอาหารของมัน แต่ทั้งหมดที่ผมค้นพบคือชิ้นส่วนของตะไคร่น้ำและศพของหนูสุสาน

 

‘ไอ่บักห่าตัวนี้เอาแขนขวาของตูไว้ไหน!?’

 

ผมพยายามหาแขนทุกซอกทุกมุมถ้ำอย่างขมักเขม้น ผมทำตามขั้นตอนและค้นหาหลายๆครั้งตามเส้นทางสัญจรปกติจนในที่สุดผมก็เจอเส้นทางที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นทางนี้ ใช่ไหม?”

 

ตามเส้นทางใหม่อย่างรอบคอบ ผมถูกนำทางไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง ปลายสุดของถ้ำนั้นมีภูเขาอัญมณีแวววาว ทอง อุปกรณ์และแขนขวาที่ถือดาบสั้นไว้

 

‘นี่เป็นที่หลบภัยของทรราชย์แห่งสุสาน? ทั้งหมดนี้เป็นของที่มันแย่งมา? อัญมณีเหล่านี้มาจากไหน?’

 

ผมเอาแขนขวากลับคืนมาและเริ่มค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ในภูเขาสิ่งของที่ถูกแย่งมา บางทีผมอาจจะกระตือรือร้นจนเกินไปเพราะกองอัญมณีและทองทรุดตัวลงอย่างกระทันหัน

 

‘นี่คืออะไร?’

 

ผมสังเกตเห็นว่ามีหลุมที่ถูกซ่อนไว้จากสายตาที่อยู่เบื้องหลังภูเขาสมบัติ มองผ่านไปผมสังเกตเห็นว่ามันนำไปสู่สถานที่ที่คุ้นเคยด้วยกำแพงหินอ่อน ทรราชย์แห่งสุสานอาจรวบรวมสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดจากหลุมนี้และนำมันกลับไปที่ที่หลบภัยของมัน

 

ผมสามารถตรวจสอบคุณสมบัติสิ่งของต่างๆโดยการถือของไว้ในมือและคลิกที่ไฟกระพริบในหน้าต่างสเตตัส หลังจาครวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมด ผมตัดสินใจบนเอาเสื้อคลุมสีแดง กริชเวทมนต์ที่มีอัญมณีฝังอยู่ในด้ามและโล่ทรงกลมแข็งแรงพร้อมด้วยอัญมณีระยิบระยับ

 

มันดูคล้ายกับว่าทรราชย์แห่งสุสานชอบวัตถุที่เงางามอย่างมาก ผมดูคล้ายกับศิลปินฮิปฮอป ที่มีสิ่งของทั้งหมดเป็นเงาระยิบระยับ แต่มันก็รู้สึกดี ผมพร้อมสำหรับการผจญภัยอันใหม่ที่อยู่เหนือหลุม

 

‘ผมควรจะเริ่มต้น?’

 

ผมคลานผ่านหลุมและลงเอยด้วยถ้ำมืดที่มีเพียงตะไคร่น้ำที่ปล่อยแสงจางๆ ส่องเข้าไปในพื้นที่ซึ่งทำให้ผมเห็นภาพเงาบางอย่าง เมื่อสายตาของผมปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ในที่สุดแล้วผมก็สามารถเห็นได้ชัดจากสกิล มองราตรี

 

‘โอ้——‘

 

มันมีกลิ่นอายที่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับสถานที่ก่อนหน้านี้ หนึ่งมันเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่ามากและกำแพงเป็นหินอ่อนสีดำคล้ำ สิ่งเดียวที่ผมสามารถมองเห็นได้ในความมืดคือรูปปั้นและเสาหินบางส่วน แต่เพียงอย่างเดียวนั้นก็เพียงพอที่จะกระตุ้นความรู้สึกของการผจญภัยของผมได้อย่างง่ายดาย

 

ผมควรจะสำรวจรอบ ๆ ?

 

บางทีตั้งแต่ผมได้กลายเป็นโครงกระดูก แนวคิดของผมจากสิ่งอันตรายได้เปลี่ยนไปนิดหน่อย หรือเป็นไปได้ว่าเพราะผมมีชีวิตอยู่เพื่อการผจญภัย ผมก็กลายเป็นคนที่กล้าหาญ? ในโลกเก่าของผม ผมจะไม่เคยคิดว่าจะสัญจรผ่านสถานที่ที่มืดและน่ากลัวแบบนี้

 

ผมเริ่มเดินไปรอบๆ แต่แม้ในบางช่วงเวลา ผมไม่เห็นสัญญาณของชีวิตหรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ซึ่งแตกต่างจากถ้ำและระบบอุโมงค์ก่อนหน้า บริเวณนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลดังนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะคิดว่านี่เป็นอุโมงค์ใต้ดิน หลังจากสำรวจบางอย่าง ผมได้พบสองสถานที่ที่อาจจะนำผมไปที่ชั้นอื่น ๆ แต่พวกมันทั้งสองถูกกั้นโดยประตูเหล็กบานใหญ่

 

ผมเริ่มค้นหาในบริเวณใกล้เคียงโดยหวังว่าจะหากุญแจหรือกลไกบางอย่างเพื่อปลดล็อกประตู แต่มันก็ไม่มีอะไร มีห้องหนึ่งซึ่งมีกองสมบัติอยู่ข้างใน แต่อย่างไรก็ตามผมมองไม่เห็นกุญแจหรือสิ่งของที่มีประโยชน์

 

‘ถ้าผมใช้สมบัติทั้งหมดนี้ ผมจะสนุกกับไลฟ์สไตล์อันหรูหรา?’

 

เช่นเดียวกับความคิดที่ข้ามใจของผม ผมตระหนักถึงความโง่เขลาของมันและกลายเป็นหดหู่

 

ถ้าคนเราเห็นโครงกระดูกที่เต็มไปด้วยด้วยอัญมณีเดินไปรอบๆ ผมก็จะถูกฆ่าและถูกปล้นของมีค่าของผมทั้งหมดไป นอกจากนี้ผมยังเป็นแหล่งประสบการณ์ที่ดีอีกด้วยดังนั้นแล้วผมจะถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน

 

‘ทำไมผมถึงเป็นโครงกระดูก? แม้ว่าผมจะเป็นปู่โสมหรือก๊อบลิน แต่อย่างน้อยผมก็สามารถที่จะสนุกไปกับอัญมณีเหล่านี้ได้ ‘

 

ศีรษะห้อยต่ำลงตามสถานการณ์ปัจจุบันของผม

 

‘ไม่มีอะไรที่ผมสามารถแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ บางทีสมบัติเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ในภายหลังดังนั้นเราแค่เก็บพวกมันไว้

 

ผมพบกระเป๋าที่ดูมีราคาแพงสองชิ้นอยู่ใกล้ ๆ ผมเอาอัญมณีและสิ่งของที่เป็นประกายแวววับใส่เข้าไปในกระเป๋าก่อนที่จะเก็บมันไว้ในเสื้อคลุมของผม

 

ขณะที่ค้นหาสิ่งของในกองสมบัติ ดูเหมือนผมจะเผลอแตะขวดโปร่งใสตกลงบนพื้น แต่โชคดีที่มันไม่แตก แสงสว่างที่อยู่ข้างในขวดเริ่มส่องแสง

 

‘หือ…อะไรอะ หิงห้อย?’

 

ขนาดของมันเท่ากับนิ้วชี้ของผม มันดูสดใสและส่องแสงเหมือนนางฟ้า

 

มันดูเหมือนกำลังบ่นและไม่พอใจที่ติดอยู่ในขวด แต่ผมไม่สามารถรู้ได้่ามันพูดอะไร

 

ผมจ้องมองสิ่งที่อยู่ในขวดสักครู่นึง มันมีหูแหลม ผมสีทองที่และใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของเด็กน้อยน่ารักแถบตะวันตกจากเกมแฟนตาซี

 

อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนโกรธมากในขณะนี้ แสดงให้เห็นฟันและดูเหมือนมันจะกรัดร้องจนสุดปอด แต่ขวดถูกปิดผนึกอย่างดีและไปยินเสียงเบามาก

 

‘ผมควรจะปล่อยมันให้เป็นอิสระ?’

 

ผมสามารถเอาใจใส่กับสถานการณ์ของมันได้ค่อนข้างมากเพราะแม้ว่าผมจะไม่ได้ติดอยู่ในขวด ผมรู้สึกว่าผมติดอยู่ภายในุโมงค์ใต้ดินเหล่านี้

 

กริ้งง!

 

เสียงของฝาปิดที่ปิดสนิทดังมากเพราะมันถูกปิดไว้เป็นเวลานาน นางฟ้าตัวเล็กๆภายในดูเหมือนจะมึนงงโดยการเปลี่ยนแปลงความกดดันในบรรยากาศ ผมเอื้อมมือออกไปอย่างระมัดระวัง คว้ามันและวางไว้บนมือกระดูกของผม มันแปลกมากเพราะเห็นได้ชัดว่ามันวางอยู่บนมือของผม แต่ผมไม่สามารถที่จะรู้สึกถึงการมีอยู่ของมันได้เลย มันค่อนข้างออกจากสถานที่ที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงามบนโครงกระดูกที่น่าเกลียดของผม

 

“คุณไม่จำเป็นต้องเปิดอย่างรุนแรงก็ได้!”

 

เสียงบ่นอุบอิบของนางฟ้าเมื่อยืนขึ้นและถูหูเพื่อตรวจสอบการได้ยิน

 

shomp(ชอม)! shomp(ชอม)!

 

ผมพยายามจะถามว่าโอเคไหม แต่มันได้ยินแค่เสียงฟันของผมเท่านั้น

 

“คุณไม่ใช่แค่โครงกระดูกใช่มั้ย? น่าสนใจ ฉันติดอยู่ในขวดนานมากและโลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลง? ตอนนี้โครงกระดูกมีสติปัญญาแล้วหยอ? ”

 

นางฟ้าบินขึ้นไปบนอากาศด้วยปีกเล็กๆของเธอ บินไปรอบๆเพื่อตรวจสอบผมด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบนใบหน้า ผมรู้สึกอึดอัดกับการกระทำที่หยาบคายของเธอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพบกับคนอื่นที่สามารถพูดได้ดังนั้นผมสามารถยอมรับมันได้

 

‘ผมควรจะขอให้เธอตามผมไป?’

 

ผมชี้นิ้วชี้ไปยังนางฟ้า

 

“ฮะ? คุณกำลังทำอะไร?”

 

ผมชี้ไปที่ตัวเธอและชี้มาที่ตัวเองและใช้นิ้วสองนิ้วเพื่อแสดงบอกใบ้ในการเดิน

 

“เอ่อ … หมายความว่ายังไง? คุณต้องการให้ฉันตามคุณไป? ”

 

ผมพยักหัว

 

“เดี๋ยวนะ ทำไมล่ะ? ทำไมฉันต้องไปกับโครงกระดูกที่น่ากลัวเหมือนคุณ? ”

 

ผมชี้ไปที่ขวดแก้วที่เปิดอยู่บนพื้น

 

“อืม…เพราะคุณทำให้ฉันเป็นอิสระ ฉันควรไปกับคุณ? ”

 

ผมพยักหน้าอีกครั้ง

 

“ขอโทษด้วย ขอบคุณสำหรับการเปิดขวดนะ แต่ฉันไม่ต้องการตามคุณไปรอบๆน่ะ ”

 

ผมลดไหล่ลงเมื่อผมรู้สึกผิดหวังกับการตอบสนองของเธอมาก

 

“กลับกัน ฉันจะนั่งอยู่ด้านบนของคุณแทน! ฮี่ฮี่!”

 

เธอกระพือปีกขึ้นและตกลงบนหมวกของผม

 

“เรียกฉันว่ากวิน จากนี้ไปฉันจะขี่คุณ ไปเร็ว ไปเร็ว! ”

 

ดูเหมือนผมจะกลายเป็นรถของนางฟ้า แต่ผมไม่ค่อยสนใจ มันไม่ได้เลวร้ายอะไรที่จะมีการติดกับเพื่อนที่เสียงดังรบกวนไปบ้าง แม้ว่าผมจะไม่สามารถเข้าร่วมและเริ่มสนทนาได้ เพียงแค่ได้ยินเสียงของกวิน มันก็ทำให้ผมมีความสุขสุดหัวใจ

 

“วันหนึ่งฉันกำลังเล่นอยู่ในป่า แล้วพ่อมดเจ้าเล่ห์ก็กังขังตัวฉันไว้ในขวดนั้น ถ้ามันเป็นเพียงขวดธรรมดา ฉันสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่มันได้รับการปิดผนึกผ่านเวทมนต์ ดังนั้นฉันจึงติดอยู่ในขวด ”

 

ผมอยากจะให้กวินพูดช้ากว่านี่หรือบางครั้งก็เงียบซะ แต่มันก็แค่ความคิดที่ปรารถนาของผมเท่านั้น ผมไม่ได้มีวิธีใดในการสื่อสารกับเธอได้ และแม้ว่าเธอจะฟังรู้เรื่อง ผมก็สงสัยว่าเธอจะฟังหรือไม่

 

ในขณะที่กวินอยู่บนศีรษะของผม ผมค้นหาห้องทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่เจอทางออก

 

“เฮ้คุณ คุณมีชื่อหรือไม่?”

 

นางฟ้าลอยอยู่ข้างหน้าผมแล้วถาม มันราวกับตุ๊กตาตัวเล็กๆ แม้จะมีเสื้อผ้าที่มีสีเขียวและขาดรุ่งริ่ง ผิวของเธอก็อ่อนนุ่มและเปล่งประกายราวกับใช่มุก มันทำให้เธอดูลึกลับ อย่างไรก็ตามเมื่อเธอเริ่มพูด ผมรู้สึกประทับใจที่เธอค่อนข้างซน

 

ผมสายหัว

 

“จริงๆเหรอ? แล้วฉันจะให้ชื่อหนึ่งให้คุณ ”

 

กวินคร่ำครวญลึกลงไปในความคิด ดังนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นว่าผมพยายามที่จะปัดเธอออกไปด้วยมือของผม แต่มันก็สายเกินไป

 

“Chompy(ชอมปี้)! ชอมปี้เป็นอย่างไร? ”

 

ตามที่คาดไว้ มีนเป็นชื่อที่ไร้สาระจากนางฟ้าแสนซุกซน

 

[ชื่อ ‘ชอมปี้’ ถูกเลือกแล้ว]

 

[สถานะสำหรับผีน้อย(Pixie) กวิน เป็นเพื่อนของคุณอยู่ในขณะนี้]

 

‘อะไร?’

 

ข้อความปรากฏด้านหน้าผม

 

‘โอ้เพื่อน…คุณเป็นผีน้อย? ผมคิดว่าคุณเป็นนางฟ้าซะอีก ‘

 

ครั้งแรกผมได้จดจ่ออยู่กับข้อความที่สองเกี่ยวกับกวินเนื่องจากเธอเป็นเพื่อนคนแรกของผมในโลกนี้ แม้เธอจะให้ชื่อที่ฟังดูตลก ผมก็ตบหัวเธอในการรับรู้

 

“คุณมีความสุขกับชื่อที่ฉันตั้งให้? เห้เห้เห้ … ฉันมากับมันเพราะมันเป็นเสียงที่คุณทำเมื่อคุณพยายามที่จะพูดคุย Chomp! Chomp! มันสมบูรณ์แบบใช่มั้ยล่ะ? ต่อจากนี้ไปคุณก็คือชอมปี้! ”

 

เธอตะโกนขณะบินกลับไปอยู่บนหัวของผม

 

“ลุยย!”

 

ผมตั้งใจขบฟันของผมและเริ่มวิ่งไปรอบๆห้องพร้อมกับทำเสียงชอมๆดังขึ้น เมื่อฟังเสียงกวิน ผมรู้สึกตื่นเต้นราวกับผมวิ่งมากเกินไปและหักโหม

 

แม้ว่าผมจะไม่รู้สึกเหนื่อยล้า แต่ผมก็สังเกตเห็นว่า HP ของผมลดลง

 

“พอแล้วๆ…ฉันรู้สึกวิงเวียน!”

 

โชคดีที่ผู้โดยสารตัวน้อยรู้สึกเหนื่อยล้าจนพวกเรานั่งลงที่มุมเพื่อพักผ่อน หลังจากนั้นสักครู่พวกเราได้ยินเสียงบางอย่างที่กำลังเดินเข้ามาในระยะไกล

 

“ชอมปี้ เสียงเหล่านั้นคืออะไรอะ?”

 

กวินกระพือปีกของเธอและบินว่อนอยู่หน้าของผมด้วยการแสดงออกอยากรู้อยากเห็น แต่ผมส่ายหัว

 

“แล้ว? คุณไม่ต้องการรู้? ลองไปดูสิว่ามันคืออะไร ”

 

ผมพยักหน้า.

 

“มา ชอมปี้ ไปเร็วเข้า!”

 

กวินกลับไปที่หมวกของผมและผมก็รีบวิ่งไปตามเสียง

 

“ชอมปี้ ช้าลงหน่อย ฉันได้ยินเสียงคนบางคน”

 

ผมได้ยินเสียงฝีเท้าและคนสองคนพูดกันจากระยะไกล ผมจึงตัดสินใจที่จะซ่อนอยู่ข้างหลังรูปปั้นหินข้างๆ

 

“นี่ ตรงนี้จะโอเคร?” กวินถาม

 

ผมชี้ไปที่เธอแล้วชี้ไปที่เบ้าตาเปล่าของผม มันเป็นวิธีเดียวที่จะซ่อนแสงสว่างที่เธอเปล่งออกมา

 

“มันไม่เป็นไร? มันจะไม่ทำร้ายคุณเหรอ? ”

 

มันอาจจะดีเพราะเบ้าตาของผมนั้นว่างเปล่า โอ้ใช่ แม้ไม่มีดวงตาผมก็เห็นว่าอะไรอยู่ตรงหน้าผมได้ ความลึกลับของร่างกายโครงกระดูกของผมทำงานได้ดีแค่ไหนผมไม่สามารถรู้หมดได้

 

กวินเข้าไปในดวงตาของผม  ผมฟังเสียงการก้าวเท้าและเอาโล่มาบังดวงตาของผมไว้

 

ขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้ ผมสามารถได้ยินสิ่งที่พวกเขาสนทนากันดังขึ้น

“กิลเลียน เป็นความจริงหรอที่มีสมบัติอยู่ที่นี่?”

 

“ใช่ เมื่อฉันมาประมาณสี่เดือนที่ก่อน ฉันไม่สามารถที่จะสำรวจลึกเกินไปได้เพราะจำนวนโครงกระดูก แต่ฉันแน่ใจว่ามีกองสมบัติอยู่ข้างในแน่ๆ.”

 

“คลาสรองของฉันคือนักประวัติศาสตร์และฉันสามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่กิลเลียนกล่าวเป็นความจริง”

 

“ขอโทษนะ…โจรสลัด ฉันเสียใจที่ได้มาถึงอุงโมค์ใต้ดินเก่าและมีกลิ่นเหม็นเหล่านี้ คุณควรจะมีสมบัติที่ดีกว่านี้เพราะถ้าคุณหลอกฉัน ฉันจะบอกภรรยาของคุณว่าคุณได้หลอกลวงเธอกับลอว์เลี่ยนเมื่อปีที่แล้ว”

 

“โอ้ไม่ อย่าบอกเธอ เดี๋ยวอะเซลินจะฆ่าฉัน!”

 

“เร็วๆ แสดงให้ฉันเห็นว่าสมบัติอยู่ที่ไหน คุณมีความคิดว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างนักบวชในปัจจุบันเท่าไหร่? มันไม่ใช่เป็นจำนวนเงินขนาดเล็กเช่นเดียวกับที่คุณสามารถจะจ่ายได้ ”

 

ฟังการสนทนาของพวกเขา ผมตระหนักว่าพวกเขามีแนวโน้มมากที่สุดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันของผู้ที่โจมตีกลุ่มโครงกระดูกของผมด้วยลูกไฟและทำให้ผมตกลงไปในหลุม

 

ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขานำพานักบวชมาด้วยและรออยู่ที่นี่สี่เดือนแล้ว?

 

ระหว่างการฝึกและการล่ามอนสเตอร์ ผมไม่รู้ว่าช่วงเวลาผ่านลงไปในถ้ำมากแค่ไหน แต่หลังจากได้ยินการสนทนาของพวกเขาแล้วก็รู้ว่าผ่านไปถึงสี่เดือนแล้ว

 

แคร้กกก! แครร้ก! แคร้ก!

 

ขณะที่พวกเขาเดินเข้าหารูปปั้นสองรูปข้างตัวผม พวกมันดูเหมือนจะได้รับชีวิตเป็นของตัวเอง

 

‘อะไรเนี่ย! พวกมันไม่ใช่รูปปั้นธรรมดา?’

 

รูปปั้นปีศาจปีกค่อยๆเริ่มเคลื่อนตัวออกมาอย่างช้าๆ