0 Views

บทที่ 96

เจียงซิ่วทำมัน?

 

เจียงซิ่วซ่อนสายตาที่เขาใช้มองกับเฉิงหลิงหรานออกไป และตามหลังเธอเข้าไปในบ้านตระกูลเฉิง เธอจ้องมองเขาจากด้านข้างด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอ “ซิ่วน้อย นายทำให้ฉันประหลาดใจจริงๆ ฉันไม่รู้มาก่อนว่านายเป็นท็อปของจังหวัดปีนี้ ท็อปในการสอบเข้ามหาลัย”

 

“ก็แค่โชคดีนะ”

 

เทพซิ่วกล่าวด้วยความสุภาพ แต่โชคไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาทำได้โดยการใช้ความแข็งแกร่งของตัวเอง และถ้าเขาเข้าไปสอบอีกครั้ง เขาก็จะทำคะแนนออกมาได้อย่างง่ายดาย

 

“ฮี่ฮี่ ซิ่วน้อย ตอนนี้นายเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่สาวคนนี้ยังจำได้อยู่เลย ว่าในวัยเด็กของนาย นายซนแบบไหนบ้าง และก็มีความกระตือรือร้นมาก แต่ตอนนี้นายดูสงบนิ่งมาก”

 

ความทรงจำของเฉิงหลิงหรานที่มีต่อเขา มันมาจากตอนที่ยังเป็นเด็ก มันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ครอบครัวเจียงจะเสื่อมโทรม ในเวลานั้น พวกเขาแสดงความรักต่อกันและกันอย่างเปิดเผย และเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง เฉิงหลิงหรานมีอายุมากกว่าเจียงซิ่วและเฉิงหลิงซูสองปี ดังนั้นเธอจึงคอยดูแลพวกเขา แต่เจียงซิ่วก็ไม่เคยเชื่อฟังเธอเลย เขาค่อนข้างชอบการแข่งขัน

 

“มนุษย์เติบโตขึ้นอยู่เสมอ”

 

เฉิงหลิงหรานนำทางเขาเข้าไปในบ้าน แล้วก็นั่งลง ในเวลาเดียวกันก็นำมือซ้ายมาปิดคอเสื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผย เธอหยิบรองเท้าแตะออกมาด้วยมือขวาของเธอ แล้วก็พูดกับเจียงซิ่ว “ซูซู อยู่ชั้นบน เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง”

 

“แม่ของฉันบอกว่านายออกไปสนุกกับเธอ”

 

“ทะเลาะกันรึเปล่า?”

 

เจียงซิ่วส่ายหัว

 

“ซิ่วน้อยมาหรือ?” เสียงดังออกมาอย่างสงบ ดังออกมาจากห้องวาดรูป เจียงซิ่วไม่ได้ตอบกลับ เพราะเขาไม่ได้มีทัศนคติที่ดีกับคนที่ทำให้พ่อเขาต้องติดคุก และแม้แต่กระทั่งอาจเป็นคนที่ทำให้พ่อของเขาต้องประสบอุบัติเหตุในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ด้วย

 

“อืมม มันคือเขา!”

 

เฉิงหลิงหรานตอบกลับ

 

“ไร้มารยาทจริงๆ”

 

เสียงของซันเสี่ยวหงดังขึ้นมาหลังจากนั้น เธอนั่งอยู่ข้างๆ เฉิงเฮาหลิน เธอไม่มีความสุขเลยจริงๆ ที่เฉิงเฮาหลินเรียกสารเลวนี้เข้ามาในบ้าน เฉิงเฮาหลินอายุประมาณ 40 ปี เขามีลักษณะที่ดูละเอียดรอบครอบ และให้ความรู้สึกดูมีเชาว์ปัญญา มันก็เนื่องมากจากด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่แยแสแต่เป็นมิตรของเขา

 

เฉิงเฮาหลินตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเจียงซิ่ว 3 ปีที่ผ่านไป ตั้งแต่เขาเห็นเขาครั้งสุดท้าย ในเวลานั้น เจียงหยี่มาขอความช่วยเหลือ ให้เจียงซิ่วสามารถเข้าเซ็กเก้นไฮ

 

เจียงซิ่วเป็นคนที่ไม่สู้ใครในตอนนั้น แต่ตอนนี้เขาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขามีใบหน้าที่เคร่งขรึม และการจ้องมองก็ยังดูลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความมั่นใจ มีกลิ่นอายลึกลับ

 

เพียงแค่เสื้อผ้าของน่าเวทนาเกินไป

 

“เธอโตขึ้น”

 

เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เจียงซิ่วกลายเป็นท็อปของจังหวัด แม้ว่าเขาจะไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเจียงซิ่วในเวลานั้น แต่ยีนเพื่อนเก่าของเขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว

 

หลังจากเข้าไปข้างใน เจียงซิ่วค้นพบว่ามีอีกคนอยู่ในบ้าน เขาดูสุภาพเรียบร้อย เป็นหนุ่มหล่อ แต่สิ่งที่เจียงซิ่วไม่เคยคาดหวังก็คือเฉิงหลิงหรานไปหาเขา และก็นั่งใกล้เขา

 

“ซิ่วน้อย มานี่ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี้คือเพื่อนของฉัน เรียกเขาว่าหลี่จุนเฟย”

 

เพื่อน?

 

เพื่อนธรรมดาจะไม่มาที่บ้านของเฉิงหลิงหราน และยังมีการนั่งใกล้ชิดกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาควรเป็นแฟนของเฉิงหลิงหราน ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ หลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตและก่อนที่เฉิงหลิงรานเข้ามาในชีวิตของเขา เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของเฉิงหลิงหรราน

 

มันเป็นเรื่องยากที่หญิงสาวอายุ 20 ปีจะไม่มีแฟน นับประสาอะไรกับผู้หญิงที่สวยงามอย่างเช่นเฉิงหลิงหราน โดยธรรมชาติแล้วย่อมมีผู้ที่ไล่จีบเธอเป็นจำนวนมาก

 

ในเสี้ยววินาทีนั้น เจียงซิ่วรู้สึกถึงเปลวไฟแห่งความหึงหวง และความอิจฉาที่ถูกจุดขึ้นมาในหัวตัวเอง แต่ความคิดของเขาก็สงบลงในพริบตา เขาได้ตัดสินใจเรื่องนี้แล้ว เขาต้องการให้เฉิงหลิงหรานอยู่กับผู้ชายที่เธอรัก และใช้ชีวิตกับเขาอย่างมีความสุข

 

“จุนเฟยมาจากเมืองหลวงจักรพรรดิ บ้านของเขามีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้าน…” ซันเสี่ยวหงพูดด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น และเพิ่มเสียงของเธอให้ดังขึ้นเมื่อเธอพูดถึงคำว่า ‘หมื่นล้าน’

 

ในปี 2008 หมื่นล้านไม่ได้เป็นจำนวนที่เล็กน้อย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำออกมาได้ขนาดนั้นแม้แต่จะทำธุรกิจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล และรัฐบาล

 

หลี่จุนเฟยคนนี้เป็นบุคคลสำคัญ

 

“งั้นนายก็คือเจียงซิ่ว” หลี่จุนเฟยกล่าวออกมา

 

“คนที่ป้าพูดไปเมื่อกี้ไง”

 

การดูถูกส่องประกายผ่านดวงตาของซันเสี่ยวหง เธอกำลังดูหมิ่นเหยียดหยามเขาอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย เจียงซิ่วเดาว่าเธอคงพูดว่าบ้านของเขาขายผลไม้

 

ทั้งสองเป็นผู้สมัครในตำแหน่งบุตรเขยของตระกูลเฉิง หนึ่งในนั้นคือนายน้อยจากเมืองหลวงแห่งจักรพรรดิ ทายาทผู้มีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านอยู่ในครอบครอง แต่ซันเสี่ยวหงก็อาลัยอาวร เมื่อมองไปที่ลูกสาวสุดท้องของเธอเอง

 

“สวัดดี!”

 

เทพซิ่วตอบกลับอย่างงดงาม

 

เฉิงเฮาหลินกล่าว “ซิ่วน้อย เธอและซูซูทะเลาะกัน? สาวน้อยคนนี้กลับมาที่บ้านด้วยอารมณ์ที่โศกเศร้า และก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง โดยไม่กินอะไรมาหนึ่งวันแล้ว เกิดอะไรขึ้น?”

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

“ขึ้นไปและเรียกเธอลงมาให้หน่อย เธอจะต้องหิวแน่”

 

เจียงซิ่วขมวดคิ้ว แต่ก็ยังคงอดทนอยู่ เพราะเห็นแก่เฉิงหลิงหราน เฉิงหลิงหรานเองก็รู้สึกถึงความขัดแย้งในใจของเขาได้ ดังนั้นเธอจึงกระโดดเข้ามา “ซิ่วน้อย พี่จะไปด้วยเอง”

 

เธอวิ่งไปดึงเจียงซิ่วและไปที่ชั้นบน

 

“พี่ พี่รู้จักกับชายคนนั้นมานานแค่ไหนแล้ว?”

 

“ไม่นานขนาดนั้น พ่อแนะนำเขามา บอกว่าเราควรเป็นเพื่อนกัน…”

 

“พี่!”

 

เจียงซิ่วจ้องตาเธอ “พี่ต้องหาคนที่พี่ชอบด้วยความจริงจัง ไม่ว่าครอบครัวของพี่จะต่อต้านมากแค่ไหน ฉันจะช่วยพี่จัดการมันเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พี่ต้องมีความสุข”

 

เขารู้สึกเจ็บหัวใจเมื่อเขาพูดสิ่งนี้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดที่ออกมาจากหัวใจเขาจริงๆ

 

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า – มีความทุกข์แปดอย่างในชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความรัก เกลียดชัง ความตั้งใจ และการปล่อยวาง…

 

เฉิงหลิงหรานหัวเราะ “โอเค!”

 

“พี่สาวคนนี้จะเชื่อฟังซิ่วน้อย งั้นแล้ว ปกป้องพี่นับจากนี้ต่อไปด้วยนะ”

 

เธอเคาะประตูขณะที่ส่งเสียง “ซูซู เปิดประตู อย่าเศร้าไปเลย เราไปกินข้าวกัน พ่อและแม่จะตัดเงินในกระเป๋าของเธอนะ ถ้าเธอไม่ออกมา!”

 

เฉิงหลิงซูกอดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่อยู่ในห้องของเธอเอง พร้อมกับจ้องมองไปที่มันอย่างสับสน เธอตอบกลับโดยไม่คิดแม้แต่นิดเดียว “อย่าเพิ่งมากวนหนู หนูจะพักผ่อน”

 

เฉิงหลิงหรานกล่าว “อย่างทำอะไรไม่เข้าท่าสิ ซิวน้อยก็มานะ ออกมาเร็วๆ”

 

สีหน้าของเฉิงหลิงซูเปลี่ยนไป เธอลุกขึ้นจากเตียง และวิ่งไปเปิดประตูในทันที ใบหน้าที่สวยงามของเธอดูซีดเซียวเมื่อเธอเห็นเจียงซิ่วอยู่ที่นั่น เธอไม่รู้ว่าเขามาทำไม

 

“ดูเหมือนว่าใช้ชื่อของซิ่วน้อยจะได้ผลมากเลยนะ”

 

เฉิงหลิงซูมองไปอย่างไม่ยินดียินร้าย “ทะ ทำไมนายถึงมาละ”

 

เสียงของเธอค่อนข้างประหม่า

 

“เอาหล่ะ ลงไปกันเถอะ!”

 

เฉิงเฮาหลินยิ้มหลังจากเห็นลูกสาวคนเล็กของเขาลงมา เขาดูค่อนข้างอ่อนโยนต่อลูกสาวทั้งสองของเขา อย่างไรก็ตาม ซันเสี่ยวหง เธอขมวดคิ้ว เธอกำลังคิดว่าทำไมเธอเรียกแล้วลูกไม่ลงมา แต่เมื่อเจียงซิ่วเรียกเธอ เธอกลับออกมา เขาทำในสิ่งที่เธอทำไม่ได้

 

“กินข้าวก่อน โอเคไหม? ทุกคนรออยู่”

 

ซันเสี่นวหงอารมณ์เสียมากขึ้น เพราะการกินข้าวบนโต๊ะอาหาร เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวของเธอถึงเป็นแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงจับจ้องอยู่แต่เจียงซิ่ว และก็ตัดสินใจว่าจะไม่อนุญาตให้เขาทำอะไรอีก “เธอรู้รึเปล่าว่ามันกำลังเกิดโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างตระกูลเฉิงและตระกูลหวัง? มันกำลังจะเริ่มในไม่ช้า หลังจากโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ ตระกูลเฉิงจะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเจียง”

 

หลี่จุนเฟยถาม “ตระกูลหวังนั้น คือตระกูลหวังที่ปกครองมนฑณเจียงหนาน?”

 

ซันเสี่ยวหงหันกลับมามันมีศรัทธาอยู่ในดวงตาของเธอ “ถูกแล้ว!”

 

หลี่จุนเฟยกล่าว “ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลหวัง เมื่อตอนที่ยังอยู่ในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน พวกเขามีมรดกสืบทอดมากว่า 200 ปี แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกจัดอันดับความมั่งคั่ง ในความเป็นจริง อาจเป็นไปได้ว่าทรัพยากรทางการเงินของตระกูลหวัง อาจจะแข็งแกร่งกว่าครอบครัวของผม”

 

“ตระกูลเฉิงจะทะยานขึ้นฟ้า ถ้วได้ร่วมมือกับตระกูลหวังในครั้งนี้”

 

ใบหน้าของเฉิงเฮาหลินเผยรอยยิ้ม นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดหวังไว้ เขาได้พบกับหวังเซี่ยถังโดยบังเอิญ ซึ่งเป็นผู้ดูแลธุรกิจของตระกูลหวัง เขาพบเขาที่เครื่องบิน และแม้กระทั่งเจรจาข้อตกลงกันได้อย่างราบรื่น

 

“โครงการเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ มีสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องทำ ดังนั้นมันค่อนข้างจะยุ่งในเวลาต่อไป”

 

แม้ว่าเขาจะคร่ำครวญว่าเรื่องนี้มันยากลำบาก แต่เขาก็ภูมิใจยิ่ง

 

ซันเสี่ยวหงกล่าวว่า “บางคนควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำ ตระกูลเฉิงของฉันประสบความสำเร็จได้แบบทุกวันนี้ก็เพราะการพึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น”

 

เจียงซิ่วสงบนิ่ง เฉิงหลิงซูมองไปที่เขาอย่างกังวล ขณะที่เธอเองก็ได้รับรู้แล้วว่าตระกูลหวังเองก็ต้องคลานไปมาอยู่บนฝ่ามือของเจียงซิ่ว สินทรัพย์ทั้งหมดของพวกเขา เป็นของตัวเขาแล้วตอนนี้

 

ดิ๊ง-ดิ๊ง

 

โทรศัพท์มือถือของเฉิงเฮาหลิงเริ่มดังขึ้น เขารับมันด้วยรอยยิ้ม แต่มันก็แข็งทื่อในทันที “อะไรนะ?! ตระกูลหวังละเมิดสัญญา และยกเลิกการร่วมมือกับเราในโครงการ!?”

 

เฉิงเฮาหลินวางแผนที่จะโทรหาหวังเซี่ยถังหลังจากวางสาย แต่โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

“โครงการสำนักไบ๋หลู่ปิดตัวลง”

 

“โครงการอาคารส่วนกลางปิดตัวลง”

 

“สถานแต่งงาน…”

 

ข่าวที่เกี่ยวกับโครงการปิดตัวลงถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง เฉิงเฮาหลินยังคงสงบในตอนแรก แต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเซียวในตอนท้าย ขณะที่เหงื่อเย็นก่อตัวที่หน้าผากของเขา ปรากฏราวกับว่าเขาได้สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปแล้ว

 

“จบแล้ว… ทุกอย่างมันจบแล้ว…”

 

“เป็นไปได้อย่างไร?!”

 

“ตระกูลเฉิงเราจะตายถ้าสูญเสียช่องทางการทำเงิน”

 

เฉิงหลิงซูมองไปยังเจียงซิ่ว เธอรู้ว่าเจียงซิ่วต้องเป็นคนทำมัน มันเป็นเขาที่มีอำนาจที่สุดในเมืองเจียง

 

สำหรับเจียงซิ่วแล้ว เขาเองก็งงเช่นกัน