0 Views

บทที่ 93

การแบ่ง

 

เจียงซิ่วนั่งอยู่บนที่นั่งที่สูงที่สุดในศาลาเบย์วิว นายใหญ่จากเมืองเจียงก็มาคลุกคลีกับเขา วันนี้ พวกเขาสามารถที่จะนั่งดูกระแสน้ำในแม่น้ำได้ และยังเป็นพยานการสู้รบระหว่างเซียนด้วยตาของพวกเขาเอง มันได้ขยายมุมมองต่าโลกของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

 

“คุณเจียง ผู้คนจากตระกูลหวังได้มาถึงแล้ว”

 

“ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา” เจียงซิ่วตอบ

 

หลังจากที่ได้รับการให้อภัยจากเจียงซิ่ว ตระกูลหวังก็ไม่กล้าที่จะชักช้าอีกต่อไป และรีบกลับไปเพื่อเตรียมทรัพย์สินในทันที ไม่มีสิ่งไหนที่ตกค้าง เพราะมันอาจทำให้เกิดฆ่าล้างตระกูลได้ ถ้าพวกเขากล้าเก็บสิ่งไหนไว้

 

กลุ่มเด็กจากตระกูลหวังไม่กี่คน นำหน้ามาด้วยหวังเซี่ยหลี่ นายหญิงเฒ่าหวังไม่ได้มาพร้อมกับพวกเขา เขาพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คุณเจียง ทั้งหมดนี้คือทรัพย์สินตระกูลหวัง รวมทั้งสิ้นเป็น 113.2 พันล้าน”(แสนหนึ่งหมื่นสามพันสองร้อยล้าน)

 

คนอื่นๆ รู้สึกอัศจรรย์ใจ

 

ในปี 08 เพียงแค่มีสินทรัพย์มูลค่า 100 ล้านหยวน ก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าสู่สงคมระดับสูงได้แล้ว ในขณะที่ 2-3 พันล้าน ก็เพียงพอที่จะถูกจัดอันดับไว้ด้านบน แม้กระทั่งคนที่รวยที่สุดของมณฑลเจียงหนานน ก็ไม่ได้มีสินทรัพย์มากไปกว่า 2 หมื่นล้านหยวน

 

จากจำนวนสินทรัพย์ที่พวกเขาได้สะสมมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสมควรแล้ว ที่จะถูกเรียกว่าเป็นตระกูลที่มีมรดกมายาวนานกว่า 200 ปี

 

นี่คือสิ่งที่พิเศษสำหรับตระกูลศิลปะการต่อสู้ พวกเขาไม่ได้รับความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจ พวกเขาเป็นดังเช่นตระกูลที่มีรากฐานเป็นข้าราชการ หรือไม่ก็พวกการค้าพาณิชย์เสียมากกว่า ดังนั้น ทรัพสินท์ของพวกเขาจึงถูกเก็บรวบรวมสะสมไว้อยู่ได้

 

โดยธรรมชาติแล้ว นี้ยังมีทรัพย์สินที่บรรพบุรุษหวังทิ้งไว้เพื่อตระกูลปะปนอยู่ด้วย ในวันนั้น ตระกูลหวังมีทหารมากกว่า 10,000 คน ดังนั้น ความมั่งคั่งที่พวกเขาเคยปล้นสะดมมา ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการ

 

หวังเซี่ยหลี่ส่งกลองที่มีเอกสารอยู่ภายในให้ ขณะที่มือของเขากำลังสั่นไปด้วย “นายหญิงเฒ่าหวังต้องการส่งมอบพวกมันด้วยตัวเอง แต่ร่างกายของเธอล้มไข้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมอบพวกมันมาให้ฉัน เพื่อส่งต่อให้คุณเจียง”

 

“นายหญิงเฒ่าหวังบอกว่าเธอจะย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังปลดเกรียญของตระกูลหวัง และอาศัยอยู่ในด้วยความสันโดษ จนถึงวาระลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเธอ”

 

เจียงซิ่วพยักหน้า

 

นายหญิงเฒ่าหวัง เข้าใจอย่างชัดเจน ว่าตระกูลหวังได้ถึงคราวจบสิ้นแล้ว ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป ถ้าเธอจะไปชี้แนะตระกูลหวังตอนนี้

 

“ดูเหมือนเธอจะตระหนักถึงมันได้”

 

นิ้วที่เรียวยาวของเจียงซิ่วลูบไล้ไปยังกล่องไหมทอง ที่ผลิตขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 เลื่อนนิ้วมือแตะมันเบาๆ สายตาของเขากวาดไปยังเด็กของตระกูลหวังที่อยู่ในบริเวณนี้ “ใครเป็นคนจัดการธุรกิจของตระกูลหวัง?”

 

“มันเป็นผู้ต่ำต้อยคนนี้เอง!”

 

ชายวัยกลางคนก้าวออกมา คนนี้ดูแล้วอายุราวๆ 50 ปี เขาปรากฏตัวแตกต่างจากสมาชิกของตระกูลหวังคนอื่นๆ เขาสวมชุดสูท และผูกเนคไทอย่างหรูหรา ดูเหมือนเขาจะฉลาดมาก

 

“ผู้ต้อยต่ำคนนี้เรียกว่า หวังเซี่ยถัง”

 

เขาพยายามจะทำตัวให้สงบขณะที่เขาพูด ใบหน้าของเขาหม่นหมอง ขณะที่ร่างกายของเขาสั่น เห็นได้ชัดว่าเขากลัวมาก

 

“อุตสาหกรรมไหน ที่สามารถทำเงินได้มากที่สุดในอนาคต?” เจียงซิ่วถาม

 

“อสังหาริมทรัพย์” หวังเซี่ยถังกล่าวออกไปโดยแทบไม่ต้องคิดมาก

 

ทศวรรษหน้าเป็นยุคของอสังหาริมทรัพย์ และอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอสังหาริมทรัพย์ มันจะบูมมากในไม่กี่ปีถัดไป เจียงซิ่วมีประสบการณ์ส่วนตัวกับเรื่องนี้ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ และนี่ก็เผยให้เห็นถึงความคาดหวังของหวังเซี่ยถังที่เขาได้ทำนายมันเอาไว้

 

“ตระกูลหวังเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างไร?”

 

หวังเซี่ยถังตอบกลับอย่างไร้ความรู้สึก “เราไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้”

 

“ทำไมนายถึงไม่ทำ ถ้านายรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว?”

 

“นั้น…”

 

นานมาแล้ว ตระกูลส่งหวังเซี่ยถังไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ แต่หลังจากกลับมาที่บ้าน เขาค้นพบว่ามันไร้ประโยชน์ ตั้งแต่พวกผู้ใหญ่ติดอยู่กับอุดมการณ์ของพวกเขา และปฏิเสธที่จะฟังเขา ถึงแม้ว่าเขาจะพูดอะไรออกไป พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะรับฟังมัน อย่างเช่นการรับดอกเบี้ยโดยการวางทรัพยิ์สินย์ไว้ที่ธนาคาร พวกเขาปฏิเสธมัน ในทางกลับกัน พวกเขาซื้อเสื้อผ้ามาปล่อยให้เช่า ปัจจุบัน มีคนค่อนข้างน้อยที่จะลงทุนในการค้าขาย นับประสาการรวมทุนแบบนี้

 

ไม่มีใตรตำหนิตระกูลหวังได้ ก็เนื่องจากเงินเข้ามายังพวกเขาเร็วเกินไป มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และแลกเปลี่ยนเงินทั้งหมดที่มีเพื่อแลกกับชีวิต และแม้แต่กระทั่งบางคนก็แลกเปลี่ยนด้วยเงินฝากทั้งหมดของพวกเขา นำมาซึ่งจำนวนเงินมหาศาล ตระกูลหวังมีเงินที่พวกเขาสามารถจับจ่ายได้ ก็เนื่องจากพวกเขาเป็นตระกูลที่มีมรดกทางศิลปะการต่อสู้ พวกเขาเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เหมือนกับฝันร้ายของหวังเซี่ยถัง ทักษะของเขาเรียนมาไม่ได้ใช้ ถูกบังคับให้ทำงานนอกเวลา เพื่อให้คนอื่นสามารถแสดงความสามารถกลบของเขาไป มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขา

 

“นายไม่ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้?”

 

เจียงซิ่วค้นพบว่าหวังเซี่ยถังไม่ได้มีความแข็งแกร่งอยู่ภายใน เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าตระกูลหวังมีบุคคลดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของพวกเขาอยู่ด้วย

 

“ตอบคำถามคุณเจียง ร่างกายของฉันไม่เหมาะสำหรับศิลปะการต่อสู้ ฉันเลยไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆ ดังนั้นฉันจึงไม่เคยที่จะเรียนรู้มัน” ในความเป็นจริง คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของหวังเซี่ยถัง เขาเชื่อว่าโลกจะมุ่งไปสู่ยุคที่สงบสุข ดังนั้นความสำคัญของศิลปะการต่อสู้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะมีคนที่ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะระดับสูงอยู่ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับปืนได้ ในทางตรงกันข้าม เขาสนใจเรื่องการค้ามากกว่า

 

เจียงซิ่วผลักกล่องผ้าไปทางเขา “นับแต่นี้ต่อไป คำพูดของนายจะเป็นคำพูดสุดท้ายของตระกูลหวัง”

 

“อะไรนะ?!”

 

หวังเซี่ยถังไม่เชื่อหูตัวเอง

 

“ตอนนี้นายเป็นผู้นำตระกูลแล้ว นายได้รับอนุญาตให้ควบคุมเงินพวกนี้ได้ตามอำเภอใจ และร่วมธุรกิจที่นายต้องการ ฉันหวังว่านายจะไม่ทำให้เทพคนนี้ผิดหวัง”

 

ตระกูลหวังได้สูญเสียผู้อุปถัมภ์ไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะเจริญรุ่งเรืองต่อไป สำหรับการเป็นตระกูลที่เด่นดังด้านศิลปะการต่อสู้ พวกเขาต้องเปลี่ยน และการพาณิชย์เป็นหนทางที่จะไป

 

“ขอบคุณ คุณเจียง ขอบคุณ…”

 

นี้คล้ายกับพายเนื้อที่ตกลงมาจากฟากฟ้าสำหรับเขา

 

ความหายนะครั้งใหญ่ของตระกูลหวัง ได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับเขา

 

พ่อค้าตัวเล็กๆ ที่ไม่มีสิทธิ์พูดคำใดในตระกูล ได้กลายเป็นผู้นำตระกูลโดยตรง

 

“ผู้หญิงคนนั้น ที่อยู่ข้างหลังนาย เธอเป็นใคร?”

 

เจียงซิ่วสังเกตเห็นหวังซินตง ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหวังเซี่ยถังในขณะนี้ ดวงตาที่สวยงามของเธอ จ้องมองเขาด้วยความหวาดกลัวและความคับแค้นใจ เธอเป็นคนที่นำเจียงซิ่วเข้าไปสู่ตระกูลหวัง และมันก็ทำให้เธอรู้สึกผิดมาก รู้สึกว่าเธอได้นำหมาป่าเข้าไปในบ้าน เนื่องจากตระกูลอยู่ในช่วงเวลาที่บอบบาง เธอจึงเป็นต้องจำยอมต่อเขา

 

“เธอเป็นลูกสาวของฉัน!”

 

เจียงซิ่วเหลือบมองเธอ ไม่ใช่เธอที่เคยบอกเทพคนนี้ว่า ถามหาตระกูลหวังเพื่อขอความช่วยเหลือสินะ?  ดูสิ ตอนนี้เธอจะบอกว่าอะไร

 

“เราคงต้องขอลาแล้ว…”

 

ความมืดในคืนนี้ค่อยๆ เดินผ่านไปอย่างช้าๆ เจียงซิ่วยืนอยู่ที่ริมศาลาเบย์วิว หลังจากที่จบงานเลี้ยง แม่น้ำเฉียนเป็นสีดำภายใต้เวลากลางคืนเช่นนี้ และเข้ากันได้ดีกับความเงียบสงบ มันค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากประชาชนไม่กล้าที่จะลงไปเล่นน้ำในช่วงเวลากลางคืน พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไปในใกล้ริมน้ำในเวลานี้ สาเหตุหนึ่งที่ก็เป็นเพราะน้ำเย็นเกินไปในช่วงกลางคืนแบบนี้ และอื่นๆ ก็เนื่องจากความรู้สึกที่ว่าอาจมีบางอย่างอยู่ใต้น้ำ

 

เวลานี้ เจียงซิ่วไม่จำเป็นต้องใช้โคมไฟเพื่อเบิกเส้นทาง เนื่องจากเขาจำตำแหน่งได้

 

เขามาถึงตำแหน่งที่หวังเจียนชี่เคยอยู่มาก่อน

 

เจียงซิ่วค้นพบหินที่เขาค้นหา แม้ว่าวิสัยทัศน์ของเขาในน้ำจะเบลอ หลังจากที่ดำลงมา เขาแทบมองไม่เห็น ว่าหินนั้นก้อนนั้นมันเป็นอย่างไร ก็เนื่องจากมันเป็นหินก้อนใหญ่

 

มอสเติบโตไปทั่วหิน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของมัน ถูกฝังอยู่ใต้โคลน นี้มันราวกับอาคารสูง 10 ชั้น ที่ถูกโยนลงมาในแม่น้ำเฉียน แล้วก็กลายเป็นซากปรักหักพัง ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งนี้เป็นจุดตัดกระแสน้ำ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับกระแสน้ำนี้ ที่จะพัดสิ่งต่างๆมากรวมกัน

 

“หืมม?”

 

เนื้อของหินก้อนนี้ค่อนข้างแปลก และมันค่อนข้างคล้ายกับรูปปั้น แต่ก็ยังดูคล้ายกับรูปสัตว์

 

“นะ นี่คือ…”

 

เจียงซิ่วจ้องมันด้วยสายตาเบิกกว้าง

 

“คางคกกลืนสายน้ำ?”

 

มีการเอ่ยถึงคางคกกลืนสายน้ำที่อยู่ในบันทึกรวมสัตว์ประหลาดในทวีปการต่อสู้นิรันดร์ คางคกกลืนสายน้ำตัวเหมือนภูเขาและขี้เกียจมาก มันจะนอนหลับเป็นเวลา 10 ถึง 100 ปีในครั้งเดียว และสิ่งแรกที่จะทำหลังจากที่ตื่นขึ้นมา ก็คือการดื่มน้ำ มันจะดูดแม่น้ำทั้งสายให้แห้ง สิ่งนี้มันจึงได้ชื่อเล่นคางคกกลืนสายน้ำมาเป็นที่ครอบครอง

 

“คางคกกลืนสายน้ำจะมาอยู่บนโลกได้อย่างไร?”

 

เจียงซิ่วคิดว่ามันเป็นรูปปั้น แต่ข้อสรุปของเขาถูกล้มล้างทันที เนื่องจากมันจะไม่ง่ายที่จะแกะสลักรูปปั้นมหึมาเช่นนี้ แม้แต่กระทั่งใช้มนตร์คาถาเข้าช่วยก็ยังยาก เขารู้สึกถึงมันด้วยมือของเขา สังเกตที่ด้านข้างและมุมต่างๆของมัน มันดูมีความละเอียดมาก แม้แต่กระทั่งเส้นเลือดบนผิวของมัน ก็ปูนโปดและสมจริง ไม่สามารถพูดใดๆ ออกมาได้ หลังจากมองดูไปสักพัก เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด เขามาถึงจุดตัดสินว่านี่อาจเป็นซากจากดึกดำบรรพ์

 

ซากจากดึกดำบรรพ์ของคางคกกลืนสายน้ำ

 

“ตามตำนาน คางคกกลืนสายน้ำชอบสะสมสมบัติ ฉันสงสัยว่าตัวนี้มันจะมีหรือไม่”

 

เจียงซิ่วพยายามที่จะผลักคางคกกลืนสายน้ำให้ออกจากโคลน แต่มันก็ใหญ่เกินไป เขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันออกไปได้ แม้จะใช้กำลังทั้งหมดของเขาก็ตาม

 

เขาเหนื่อยมากในตอนท้าย และสามารถจะเคลื่อนย้ายได้แค่ใบหน้าของคางคกกลืนสายน้ำเพียงนิดเดียวเท่านั้น การผลักนี้เผยให้เห็นปากครึ่งหนึ่งที่เบี้ยวออกไป

 

ปากของมันเปิดออกเล็กน้อย และก็ไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น มีแค่ทางนำไปสู่ช่องท้องโดยตรง เจียงซิ่วเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สิ่งนี้มันไม่ใช่รูปปั้น แต่เป็นซากดึกดำบรรพ์ ก็เนื่องจากตอนนี้ไม่มีใครครอบครองเทคโนโลยีที่จะแกะสลักอวัยวะภายในได้

 

“ถ้ามันเป็นซากดึกดำบรรพ์จริง ฉันสงสัยว่ามันยังมีแกนกลางอยู่หรือไม่?”

 

มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเขาถ้าเขาสามารถหาแกนกลางได้

 

เจียงซิ่วมุดเข้าไปในช่องท้องของคางคกกลืนสายน้ำ

 

เขาถูกตอนรับด้วยแสงที่อ่อนโยนและนุ่มนวล หลังจากลงไปถึงท้องแล้ว เจียงซิ่วรู้สึกดีใจที่มีสิ่งสำคัญอยู่ภายในนี้ เขาสันนิษฐานว่าเหตุผลที่หวังเจียนชี่เลือกที่จะบ่มเพาะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ก็เพราะแกนกลางด้านในนี้ มันสมควรเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะของเขาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถรับรู้ถึงมัน

 

เจียงซิ่วคว้ามันไว้ และชื่นชมยินดี

 

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…”

 

เขาคาดหวังว่าจำนวนของสัญลักษณ์ศิกดิ์สิทธิ์ที่แขนเขา จะเพิ่มมากขึ้นด้วยใช้เจ้าแกนกลางชิ้นนี้

 

เขากลับไปที่รีสอร์ทอย่างไม่สนใจสิ่งใด และเข้าไปในวิลล่า อย่างไรก็ตาม เขาก็พบว่ามีบางคนอยู่ด้านใน มันคือ… หวังซินตง