0 Views

บทที่ 92

ความสำนึกผิด

 

กระบวนท่าดาบสังหารนี้ มันเป็นสิ่งแรกที่อาจารย์สอนให้กับเขา และสามารถใช้ต่อสู้ข้ามระดับได้ มันไม่ควรจริงๆ ที่จะใช้กระบวนท่านี้จัดการกับบรรพบุรุษหวัง

 

ดาบบินพันตรวน ห่วงโซ่ที่ถูกก่อขึ้นจากชั้นแสงของดาบ สกั้ดกั่นมันออกมาจากตัวดาบ

 

“ทักษะศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นทักษะศักดิ์สิทธิ์…” ถังเฉิ่นเชียนร้องออกมา “เหวินชง แกเห็นนั้นไหม? คุณเจียงจริงๆ แล้วทรงพลังมาก….”

 

ถังเหวินชงพยักหน้า ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของเขาได้

 

เฉิงหลิงซู เย่เหวินเฉินและส่วนที่เหลือ ถูกทิ้งไว้ให้เป็นใบ้ตั้งนานแล้ว มองไปที่ฉากราวกับหลุดมาจากสวรรค์นี่ พวกเขาก็ได้แต่ตึกตะลึง

 

“บางคนแบบนี้จะอาศัยอยู่บนโลกได้อย่างไร?”

 

“มันไม่ได้ดูเหมือนฉากจากภาพยนตร์?”

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นจริงๆ และหนึ่งในหมู่พวกเขาที่รังเกียจเจียงซิ่วมากที่สุด เฉิงหลิงซู รู้สึกงงงวยอย่างเต็มที่ ขะ เขาดำรงอยู่บนโลกจริงๆ

 

ในขณะที่เธอได้รู้ว่าเจียงซิ่วคือเจียงโหลวเซี่ย เฉิงหลิงซูก็เกิดอารมณ์หลากหลาย ตกใจ สงสัย โกรธ และ… หลังจากเฝ้าดูเขาใช้ทักษะมากมายของตัวเอง ก็เลยเกิดความเลื่อมใส อารมณ์เหล่านี้ ได้กลายเป็นความไม่เชื่อ และก็สำนึกผิดไปในที่สุด จากนั้นเธอก็จำคำพูดของเขาได้

 

“เอาหล่ะ เทพคนนี้จะบอกให้เธอฟังก็ได้”

 

“ที่เบลเด็น เทพคนนี้ได้ตบนายน้อยทั้งสี่คน”

 

“ที่เต๋าศรัทธาสวรรค์ เทพคนนี้…”

 

“อ๊ากกกกกกก!”

 

บรรพบุรุษหวังกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ห่วงโซ่ที่แหลมคมพุ่งเข้ามาทิ่มแทงเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ทิ่มเข้ามาในร่างพระเจ้าของเขา และทำลายมัน

 

“นี่เป็นไปไม่ได้”

 

ท่าทางของเขาดูบิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด การจ้องมองเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

 

“ฉันมีร่างกายพระเจ้า…”

 

“ไม่มีใครสามารถฆ่าฉันได้”

 

ความหยิ่งของคนที่ปกครองเจียงหนานมาเป็นเวลากว่า 200 ปี ในที่สุดก็กำลังจะหายไป

 

“ไม่…”

 

เขาต่อสู้กันจนถึงขั้นตัดสิน และก็มาถึงบทสรุปของความตาย เขาสับไปยังโซ่ของดาบแสงด้วยดาบยักษ์ของเขา ดาบยักษ์ถูกตัดออก มันถูกแยกออกจากกันเป็นครึ่งๆ เมื่อมันสัมผัสไปยังแสงดาบ ครึ่งหนึ่งตกลงไปในน้ำ ขณะที่อีกส่วนนึงบินออกไป เนื่องจากรงสั่นสะเทือน หมุนได้รอบสองรอบที่กลางอากาศ ก่อนจะตกลงน้ำไป

 

“พรวด!”

 

บรรพบุรุษตระกูลหวังพ่นเลือดออก เขาเก็บร่างกายพระเจ้าของตัวเองไป แล้วร่างของเขาก็ล้มลง

 

“เซียนของตระกูลหวัง ถูกฆ่า?”

 

“ตายแล้ว?”

 

เหล่าผู้คนจากตระกูลหวังสั่น ขณะที่พูดถ้อยคำเหล่านี้

 

“หวังเจียนชี่ ตายแล้ว!”

 

หลังจากที่แสงดาบหายไป คนที่นั่นก็ได้เห็นว่าดาบธรรมดาซึ่งดูเหมือนจะทำจากเศษเหล็ก ถูกเจาะลงไปในตำแหน่งหัวใจของบรรพบุรุษหวัง เจียงซิ่วก้าวไปข้างหน้า และก็คว้าบรรพบุรุษหวังที่กำลังล่วงตกลงไปในน้ำไว้ เขาเดินไปทางศาลาเบย์วิวโดยการเหยียบน้ำไป

 

ปั๊ง! เขาโยนร่างของบรรพบุรุษตระกูลหวังใส่หน้าของนายหญิงเฒ่าหวัง

 

“ตระกูลหวังยังมีวิธีการอื่นอีกไหม? ใช้พวกมันให้เร็วที่สุด”

 

“เทพคนนี้จะรอ”

 

นายหญิงเฒ่าหวังมองไปที่ศพของบรรพบุรุษหวัง ซึ่งกำลังเริ่มหดตัว และก็กลายเป็นหิน ดวงตาที่กระหายเลือดของเธอ เกือบจะล้มทะลักออกมา ขณะที่เธอพูดอยู่แต่คำซ้ำๆ เดิมๆ

 

“บรรพบุรุษ… บรรพบุรุษ…”

 

เซียนที่คอยปกปักรักษาตระกูลหวังมามากกว่า 200 ปี ได้จากไปแล้ว

 

“บรรพบุรุษ!!”

 

นายหญิงเฒ่าหวังคุกเข่าลง

 

“ตระกูลหวังของฉันยอมรับความพ่ายแพ้ ขอร้องคุณเจียงโปรดเมตตา และปล่อยให้ตระกูลหวังของฉันอยู่รอดต่อไปด้วย”

 

ทุกคนมองไปที่เจียงซิ่วราวกับเขาเป็นพระเจ้า รอการตัดสินใจของเขาต่อตระกูลหวัง

 

“เซ็นสัญญาโอนทรัพสินท์ตระกูลหวังที่มีทั้งหมด เอามาให้ฉัน”

 

“ขอบคุณ คุณเจียง ขอบคุณมาก…”

 

ตระกูลหวังได้รับการนิรโทษกรรม

 

พวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้ 70% ของสินทรัพย์ และตอนนี้ พวกเขาต้องเสนอสมบัติทั้งหมดของพวกเขาให้ และแม้กระทั่งต้องทำสีหน้าขอบคุณ

 

นี่คือม่านปิดท้ายตำนานตระกูลหวังที่ปกครองเจียงหนาน

 

ผู้ชมไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน ไม่ต้องสงสัยเลย ว่ามีเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่ในเจียงหนาน ที่จะยืนหยัดได้อย่างเท่าเทียมกับเจียงโหลวเซี่ย พวกเขาเชื่อว่าข่าวเกี่ยวกับการตายของเซียนจากตระกูลหวัง จะต้องแพร่กระจายไปทั่วประเทศในเวลาไม่นานแน่ และแม้แต่กระทั่งอาจจะเป็นระดับโลก เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจเกินไป สำหรับเซียนที่ตายภายใต้เงื้อมมือของเยาวชน

 

วงการศิลปะการต่อสู้ จะต้องฝังชื่อนี้ไว้ในความทรงจำของพวกเขา

 

เจียงโหลวเซี่ย

 

“คุณเจียง คุณยังคงจะมองกระแสน้ำต่ออยู่ไหม?”

 

ถังเฉิ่นเชียนไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของเขาได้

 

“แน่นอน!”

 

มันน่าเสียดาย ถ้าไม่ได้เห็นฉากที่งดงามเช่นนี้อีก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจียงซิ่วไปที่ใต้น้ำ เขารู้สึกว่าหินที่หวังเจียนชี่พักพิงอยู่ มันโน้มตัวบิดเกลียวแปลกๆ เขาต้องการที่จะเดินทางลงไป และตรวจสอบว่าหินนั้นเกี่ยวข้องกับกระแสแม่น้ำแปลกๆ ของแม่น้ำเฉียนหรือไม่

 

งานเลี้ยงฉลองดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในตอนแรกมันเป็นงานเลี้ยงฉลองสำหรับพิธีทำความเคารพ แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นงานเลี้ยงฉลองชัยชนะของเจียงซิ่วไปแล้ว

 

“คุณเจียง…”

 

“คุณเจียง…”

 

ผู้มีอำนาจทั้งหมดของเมืองเจียงได้ ให้เกียรติกับเจียงซิ่วอย่างเคารพและสุภาพ

 

ด้านนอกศาลาเบย์วิว เฉิงหลิงซูมองไปยังนายใหญ่เหล่านั้น ที่ทำตัวเหมือนคนรับใช้ที่ต่ำต้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงซิ่ว ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง ไม่สามารถทนต่ออีกต่อไป น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาเธอ ก็เนื่องจากความสำนึกผิดอันไร้สิ้นสุด

 

“เจียงซิ่วจะสามารถเป็นคุณเจียงไปได้อย่างไร?”

 

“มันไม่สมเหตุสมผล”

 

เย่เหวินเฉินและคนอื่นๆ ยังคงไม่เข้าใจว่าเจียงซิ่วนั้นเป็นคุณเจียง หรือกล่าได้อีกนับนึง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเชื่อมัน เพราะพวกเขาตระหนักได้ว่า พวกเขาได้สูญเสียโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครยินดีที่จะลงจากหลังม้าที่ไร้อานนี้ ก็เพราะพวกเขาเคยยิ้มเยาะ และกล่าหาเจียงซิ่วมาก่อน

 

กลับกัน มันคงจะเป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ถ้าเจียงซิ่วไม่ได้มาหาพวกเขาเพราะพฤติกรรมก่อนหน้านี้

 

“ซูซู ทำไมเธอถึงเงียบไป?”

 

“ไปกันเถอะ ได้ไหม?” เธอตอบ

 

พวกเขาไม่ได้มีคุณสมบัติในการไปเข้าร่วมกับนายใหญ่เหล่านั้น ขณะที่พวกเขาเพิ่งมาดู ก็ยังต้องพึ่งพาเหวินซูหลิน

 

โอกาสเพียงหนึ่งเดียวก็หายไปแล้ว ไม่มียาใดที่สามารถรักษาความเสียใจได้

 

“ไปกันเถอะ!”

 

พวกเขารู้สึกท้อแท้มาก

 

“แม่มันเถอะ เจียงซิ่วกลับด้านชะตากรรมของตัวเองได้ไง” แม้ว่าหลินชวูจะสาปแช่ง เขาก็ยังคงรู้สึกกลัว เขาได้เห็นวิธีการของเจียงซิ่วมาชัดเจน แม้แต่ตระกูลหวังก็พ่ายแพ้ให้กับเขา เขาไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง เพียงแค่คำพูดจากเขา นายใหญ่ของเมืองเจียงจำนวนมาก พร้อมที่จะบริการตามคำที่เขาเรียกร้อง

 

ยิ่งเขาคิดอะไรมากขึ้น เขาก็ยิ่งกลัวมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเขาเท่านั้น บางส่วนของสหายเขาก็ยังหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษเลยก็มี ความคิดที่คล้ายกัน ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดตั้งอยู่ในเมืองเจียง และพวกเขาก็กลัวความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสิ้นเนื้อประดาตัว

 

“จะ… พวกเราจะออกไปมีความสุขพรุ่งนี้อยู่ไหม?”

 

“ฉันคิดว่าเราควรจะกลับบ้าน”

 

“ฉันว่ากลับบ้านเองก็ดีเหมือนกัน”

 

เฉิงหลิงซูกลับไปที่ห้องของเธอ ในลักษณะที่ผมเพายุ่งเหยิง เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา เพื่อโทรไปหาแม่ของเธอ ซันเสี่ยวหงรู้สึกมีความสุขมาก ที่ได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวคนสุดท้องของเธอ “ซูซู เป็นไงลูก สนุกกับเมืองฮังไหม? ได้ดูกระแสน้ำรึเปล่า?”

 

เฉิงหลิงซูมีสิ่งที่เธออยากจะบอกแม่ของเธออยู่ แต่เธอก็พูดไม่ออก หลังจากที่โทรศัพท์ถูกรับสาย เธอตอบกลับ “มันสนุกมาก หนูดูกระแสน้ำ มันเป็นฉากที่สวยงามมากๆ”

 

ซันเสี่ยวหงรู้สึกว่าอาการของลูกสาวเธอแปลกไป “ซูซู เกิดอะไรขึ้น? แม่รู้สึกว่าลูกไม่มีความสุขเลย”

 

“มันเป็นเพราะไอ้เจียงซิ่วอีกแล้ว?”

 

“ต้องตำหนิพ่อแล้ว ที่ให้เขาไปกับลูก แม่ไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไรอยู่ เราควรจะยุติความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวมาตั้งนานแล้ว”

 

“ความสามารถ สถานะ และพื้นหลัง ไม่มีใครเหมาะสมพอกับลูกสาวคนที่สองของตระกูลเฉิง”

 

เฉิงหลิงซูจ้องผ้าปูที่นอนอย่างว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม สายตาของเธอยังดูสับสน

 

“หยุดพูดถึงเกี่ยวกับเขาเถอะ ให้แม่ได้บอกข่าวดี พ่อของลูกได้พบกับหวังเซียถัง จากตระกูลหวัง ขณะที่กลับมาจากต่างประเทศด้วย และพวกเขากำลังนั่งอยู่เครื่องบินลำเดียวกัน ดูเหมือนว่าพวกเขายังมีการสนทนาที่ดีอีก ลูกไม่คิดว่ามันค่อนข้างมีโอกาส? เราได้เชื่อมโยงกับตระกูลหวังจริงๆ”

 

“ลูกรู้รึเปล่าว่าตระกูลหวังไหน? มันคือตระกูลหวังในเมืองฮัง!”

 

“ลูกยังเด็ก อาจจะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ตระกูลหวังเป็นตระกูลที่มีมรดกมาสืบทอดมายาวนานกว่า 200 ปี แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ที่มีชื่อเสียงในโลกธุรกิจ แต่ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชนชั้นสูงของเจียงหนาน เป็นตระกูลดั้งเดิมที่แท้จริง”

 

“ดูเหมือนธุรกิจของครอบครัวเราจะขยายตัวขึ้นอีกครั้ง แม่หวังมาก ว่าพ่อของลูกจะกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเจียงได้สักวันหนึ่ง”

 

ซันเสี่ยวหงได้จิตนาการฉากนี้หลายครั้ง เดินไปตามทางเดิน และมีสถานะเป็นภรรยาของชายที่ร่ำรวยที่สุดในเมือง มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายมาเป็นคำพูดได้

 

“พ่อของลูกจะเป็นคนงี่เง่ามาก ถ้าเขายังต้องการให้ลูกแต่งงานกับเจียงซิ่วอยู่ แม้ว่าเขาได้รับสถานะดังกล่าวมาแล้ว”

 

“แม่ หนูรู้สึกเหนื่อยมาก งั้นตอนนี้หนูขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ”

 

“โอ้ พักผ่อน และระวังขณะออกไปข้างนอก”

 

หลังจากสิ้นสุดการโทร เฉิงหลิงซูก็เดินไปที่ทางหน้าต่าง พื้นที่ที่คึกคักที่สุดในเขตวิลล่าตอนนี้ก็คือ ที่ศาลาเบย์วิว มีไฟสว่างจ้าอยู่ที่นั่น จิตใจของเฉิงหลิงซูนั้นเต็มไปด้วยภาพเงาของเจียงซิ่ว ขณะที่เธอจ้องไปที่นั่น

 

“เจียงซิ่ว คุณเจียง…”

 

“นายจะเป็นคุณเจียงไปได้ยังไง…”

 

เธอโยนแก้วบนโต๊ะลงกับพื้น มันแตกออกเป็นชิ้นๆ

 

จากนั้น เธอก็ร้องไห้อย่างโศรกเศร้า