0 Views

บทที่ 74

ข้าจะช่วยชี้นำเจ้า

 

เธอเห็นเขาจับหนังสือและก็ลอกมัน แต่ก็หายไปเมื่อตอนที่เธอพยายามคว้ามัน มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะรู้สึกงงงวย อย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอเชื่อว่าเจียงซิ่วกำลังใช้เทคนิคอะไรบางอย่าง

 

อย่างที่คาดไว้ หลังจากนั้นสักครู่ เธอก็เห็นเขาเอาหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง หลังจะทำให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้คิดไปเองแล้ว เธอก็เข้าไปหาเขาอย่างเงียบๆ และก็มองดูอย่างระมัดระวังอยู่ทางด้านหลังของเขา

 

เจียงซิ่วกำลังลอกหนังสือวรรณคดีของม.6 อยู่

 

มาดูกันว่าเธอจะทำท่าทางอะไรออกมาในเวลานี้

 

แม้เธอไม่ได้เปิดเผยตัวตนแก่เขา แต่เมื่อเงาของเธอพาดทับลงที่กระดาษสอบของเจียงซิ่ว ก็ซึ่งเพียงพอสำหรับเขาที่จะค้นพบเธอแล้ว เธอจ้องมองเขาอย่างเย็นชา มันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่าเธอรู้ว่าเขาโกง และในเวลานี้ เขาก็ไม่มีแก้ตัวได้อีกแล้ว

 

เจียงซิ่วยิ้มอย่างเฉยเมยให้เธอ และจากนั้นก็ดูคำตอบต่อไป

 

มันเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ไม่ได้อ่านวรรณคดีมาเป็นเวลาสามพันปี มาสอบเขียนวรรณคดีเช่นนี้ ดังน้นแล้ว เขาจึงต้องหาคำตอบด้วยหนังสือที่อยู่ในมือนี้

 

ผู้คุมสอบกลายเป็นโกรธ เธอไม่ได้ทำหยิ่งเกินไปแล้ว? เธอกำลังโกงข้อสอบต่อหน้าฉันอย่างหน้าด้านๆ

 

“พอแล้ว!!”

 

เธอขบฟัน “ส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ฉัน!”

 

ผู้เข้าสอบและผู้คุมสอบคนอื่นๆ มองไปที่เธอ

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

ผู้คุมสอบอีกคนรีบวิ่งเข้าไป

 

“เขาลอกบทความจากหนังสือวรรณคดี”

 

เธอไม่ได้พยายามที่จะคว้าหนังสือในครั้งนี้ เพราะเธอทำมันล้มเหลวไปถึงสองครั้งแล้ว เธอต้องการให้คนอื่นได้เห็น และก็ตัดสินกันไปเลยว่า เธอที่เป็นบ้า หรือนักเรียนคนนี้เป็นคนที่โกงกันแน่

 

อย่างไรก็ตาม เธอก็ค้นพบในที่สุด ว่าทุกคนกำลังมองเธออย่างแปลกประหลาด

 

ราวกับว่าพวกเขากำลังมองไปยังคนบ้า

 

“คุณไม่เห็นมันหรอ? เขาจับหนังสือไว้และกำลังลอกมันอยู่!”

 

นักเรียนคนนึงกล่าว “ครูครับ ไม่มีหนังสืออยู่ในมือของเขา”

 

เธอรู้สึกมึนงงอีกครั้ง “มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร?”

 

“เป็นไปไม่ได้!”

 

ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกนอกเสียจากกระดาษข้อสอบที่อยู่บนโต๊ะ

 

“แม้ว่าเขาจะต้องการที่จะโกง แต่เขาคงจะต้องใช้โพยสิ เฉพาะคนงี่เง่าเท่านั้นเหละ ที่จะเอาหนังสือมาลอก”

 

“ใช่ ไม่ก็ลอกคำตอบจากคนอื่นเอา”

 

ผู้คุมสอบอีกคนนำโทรศัพท์มือถืออกมา และโทรไปยังฝ่ายบริหารของโรงเรียน

 

“นี่เป็นสำนักงานบริหารใช่ไหม?”

 

“โปรดส่งคนของคุณมาหน่อย ครูชางทำตัวไม่เหมาะสม ก็เนื่องจากแรงกดดันที่ได้รับมา ฉันขอเปลี่ยนแปลงบุคลากร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้เข้าสอบคนอื่นๆ”

 

ครูชางยังคงขยี้ผมอยู่ และพึมพำเป็นครั้งคราว “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้”

 

เธอเสียสติไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เจียงซิ่วก็ได้รับบทเรียนบางอย่างมาเช่นกัน

 

เขาตระหนักได้ว่าการกระทำของเขานั้นช่างไร้ IQ เสียจริงๆ เขาไม่ได้ลองลอกคนอื่นดูก่อน และก็พยายามทำด้วยตัวเองเลย

 

เขาดีใจอยู่ภายใน ที่ไม่มีคนรู้เรื่องนี้ ไม่งั้นแล้ว ถ้าคนอื่นรู้เข้า เทพซิ่วจะเสียหน้าหมด

 

“แสงเสริมจินตภาพ” (ขอเปลี่ยนจากบท 3 ที่เป็น ‘ไฟอาถรรพ์เสริมจินตภาพ’ มาเป็นอันนี้นะ)

 

จะลอกจากใครหล่ะ?

 

สายตาของเขาเพ่งมองไปยังบุคคลสองคน หนึ่งคือเย่เหวินเฉิน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอัจฉริยะตัวท็อป และอีกคนก็คือเย่ปิง บทความวรรณคดีของเธอก็อยู่ในอันดับต้นๆ

 

เขามองไปที่คำตอบของเย่เหวินเฉิน คำถามทั้งหมดเป็นแบบเลือกช้อย ติก ติก ติก ความรู้สึกพึงพอใจนี่ มันช่างเป็นเรื่องยากที่จะสรรหาคำมาบรรยาย

 

จากนั้นเขาก็ไปเช็คที่คำตอบของเย่ปิง มันมีสองข้อที่ไม่เหมือนกัน ส่วนที่เหลือเหมือนกันหมดอยู่แล้ว

 

เขามองไปที่แผ่นกระดาษคำตอบของคนอื่นๆ ก็เพื่อที่จะได้เช็คให้แน่ใจ และผลก็คือผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ตอบคำถามแบบเดียวกันกับเย่เหวินเฉิน เขาคาดเดาว่าเป็นเย่ปิงเองที่ตอบผิด

 

เขาเริ่มลอกมันมาใส่ช่องว่าง

 

ลอก ลอก ลอก

 

ความรู้สึกที่เขียนได้อย่างไหลลื่น มันเป็นอะไรที่น่าพึงพอใจยิ่ง

 

ขณะนี้เอง มีร่างเงาได้พุ่งลงมาจากผนังของห้องเรียน บุคคลดังกล่าวมีลักษณะร่าเริงแจ่มใสและดูสมจริง สายตาของเขายังล็อคอยู่ที่เย่เหวินเฉิน ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด ผู้ที่กำลังครุ่นคิดสิ่งที่จะเขียนลงไปในกระดาษคำตอบอยู่ ณ ตอนนี้ แรงบันดาลใจพุ่งออกมาจากตัวเขาประดุจน้ำพุ หากไม่มีการจำกัด จำนวนตัวอักษร เขารู้สึกว่า ตัวเขาอาจเขียนผลงานชิ้นเอกที่เกิดจากตัวอักษร 3 ล้านคำขึ้นไป เขียนขึ้นมาได้

 

ภาพเงานั้นจับคางอย่างพึงพอใจ หลังจากที่เห็นท่าทางของเย่เหวินเฉิน และพูดกับตัวเอง “ชะตากรรมเกี่ยวกับวรรณคดี และยังมีวาสนาอยู่ในระดับสูง ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องเป็นบุคคลระดับที่ติดท๊อปได้อย่างแน่นอน”

 

“อ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของเทพคนนี้ คงจะเติบโตขึ้นได้เล็กน้อย หลังจากที่ไปอยู่ในร่างกายของเจ้า”

 

ขณะที่เขากำลังจะส่งอ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ไปยังร่างของเย่เหวินเฉินก็มีเสียงนึงส่งมาทางเขา

 

“แกเป็นใคร?”

 

ภาพเงานั้นกลายเป็นหวาดกลัว หลังจากได้ยินคำนี้ ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกเพ่งไปที่เย่เหวินเฉิน แม้แต่เทพเจ้าก็ยัเสียงทักอย่างฉับพลันนี้ อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าคงเขาเข้าใจผิด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะเห็นเขา

 

ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังมองไปยังแหล่งที่มาของเสียงโดยไม่รู้ตัว

 

สายตาของเจียงซิ่วเต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลังจากที่เขาเห็นบางสิ่งบางอย่าง ไม่ดูน่าเหลือเชื่อ

 

“ไม่สมเหตุสมผล เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมองเห็นเทพคนนี้”

 

ด้วยประการฉะนี้ ร่างกายของเขาก็ลอยไปทางซ้ายที ขวาที และในที่สุด เขาก็ค้นพบว่าสายตาของเจียงซิ่ว กำลังมองมายังเขาอยู่ ตอนนี้เขารู้สึกทึ่ง ในขณะที่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายสามารถเห็นเขาได้จริงๆ

 

“จะ เจ้ามองเห็นข้า?”

 

แกลอยไปมาอย่างโจ่งครึมนี้ต่อหน้าเทพคนนี้แบบนี้ เทพคนนี้คงจะตาบอดแล้ว ถ้าไม่เห็นแก

 

“แกเป็นปีศาจ?”

 

“แกกล้าแสดงท่าทียโสโอหังต่อหน้าเทพคนนี้?”

 

ชายคนนั้นช่วยไม่ได้ที่จะต้องหัวเราะออกมา แต่หัวเราะหลังจากที่ทำให้แน่ใจแล้วว่าเจียงซิ่วเห็นเขาจริงๆ “นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มนุษย์ธรรมดาๆ ย่อมไม่สามารถมองเห็นข้าได้”

 

“ข้า หลี่มี่!”

 

“ข้ามาที่นี่เพื่อเลือกทาสแห่งแสง เพื่อส่งมอบให้แก่จักรพรรดิ!”

 

ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงโบราณที่ดูนุ่มลึก

 

เจียงซิ่วเห็นเขาเตรียมที่จะส่งอ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เข้าไปยังร่างของเย่เหวินเฉินในตอนนี้ เย่เหวินเฉินอาจเป็นหนึ่งในตัวท๊อปของจังหวัด ในการสอบครั้งนี้ได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ดังนั้นแล้วชายคนนี้ไม่จำเป็นต้องชี้นำเขาเลย

 

เจียงซิ่วคาดเดาว่าชายคนนี้ต้องการจะใส่อ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ไว้ในร่างของเย่เหวินเฉิน และก็เอากลับมาหลังจากที่เขากลายเป็นตัวท็อปของโรงเรียนแล้ว ซึ่งมันจะเพิ่มการบ่มเพาะของเขาได้

 

“แกต้องการที่จะยืมชะตากรรมของเขา เพื่อเสริมสร้างอ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองใช่มั้ย?”

 

การแสดงออกของหลี่มี่เปลี่ยนไป “เจ้าเป็นใครกันแน่?”

 

เจียงซิ่วกล่าวต่อโดยที่ไม่ตอบคำถาม “นั่นเป็นตัวช่วยที่ดี ในการบ่มเพาะสายเลือดพระเจ้า!”

 

“โชคดีของแกแย่มาก ที่ในวันนี้ ได้มาพบกับเทพคนนี้ เข้าให้แล้ว”

 

รูม่านตาของเจียงซิ่วแผ่ขยายออก ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำ ในขณะที่เขาเปิดปากออกกว้าง ส่งผลทำให้แสงมาบรรจบกันที่ปากของเขา

 

หลี่มี่หันไปมองด้วยความหวาดกลัว ขณะที่หยางศักดิ์สิทธิ์ของเขา กำลังถูกดูดออกไป “อย่า! อ๊าาาา…”

 

ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ความอ่อนแอยังคงเป็นเหยื่อของความแข็งแกร่ง กฎนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง

 

หลี่มี่คิดถึงการเข้าสิงร่างของเย่เหวินเฉิน แต่ก็ยังคงถูกขัดขวางไว้จากเจียงซิ่ว

 

“ม่ายยย…”

 

หลี่มี่ตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก มันยังมีโอกาสหลบหนีออกจากทักษะกลืนกินเทพได้อยู่ ถ้าเจียงซิ่วยังอยู่แค่ระดับการปลุกตื่นที่ 2 ขอบเขตในตำนานอยู่และมีแค่สองสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์อะนะ อย่างไรก็ตาม เขามาถึงระดับการปลุกตื่นที่ 4 ขอบเขตในตำนานและมีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงสี่อัน แรงดูดนี่ไม่ใช่บางสิ่งที่หลี่มี่สามารถต้านท้านได้ มันถูกดูดเข้าไปในปากของเจียงซิ่ว ราวกับว่าตัวมันเป็นแค่อากาศ และก็ถูกกลืนกินลงไป

 

หลังจากที่จิตวิญญาณถูกกินโดยเขา เขาก็เริ่มที่จะดูดซับพลังของมัน

 

บิสสสส!

 

สายเลือดของพระเจ้า เริ่มที่จะทะลวงฝ่าอุปสรรค์อีกครั้ง

 

อีกหนึ่งอ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ถูกทิ้งไว้หลังจากที่เขาดูดซับวิญญาณเสร็จสิ้นแล้ว เจียงซิ่วใช้ทักษะเดียวกันกับครั้งก่อน ทำให้อ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของตัวเอง

 

เหตุการณ์นี้มันเป็นไปอย่างราบลื่น เจียงซิ่วได้ยึดอ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์อันนี้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาทำมันเสร็จแล้ว เขาก็ค้นพบว่าอ่อร่าพระเจ้าอีกอัน มันหายออกไปจากร่างกายของเขา อ่อร่าพระเจ้าของเทพเจ้าลัทธิเต๋าศรัทธาสวรรค์ ถูกแทนที่ด้วยอ่อร่าพระเจ้าของปัจจุบัน

 

เจียงซิ่วใช้ทักษะลับอีกครั้ง เพื่อยืนยันการคาดเดาของเขาเอง เวลานี้ อ่อร่าพระเจ้าของเต๋าศรัทธาสวรรค์ ได้ถูกแทนที่ด้วยอ่อร่าพระเจ้าของหลี่มี่

 

เขากลายเป็นแน่ใจแล้วว่า อ่อร่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่สามารถใช้ได้ในเวลาเดียวกันได้

 

ทั้งสองอ่อร่าพระเจ้า เป็นการดำรงอยู่ที่น่าอัศจรรย์ มันเป็นบางสิ่งที่ทรงพาลานุภาพ และพวกมันก็ยังมีคุณสัมบัติที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เจียงซิ่วยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการใช้อ่อพระเจ้านี้

 

บูมม!

 

สายเลือดแห่งพระเจ้าได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกครั้ง เจียงซิ่วควบคุมมัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องส่งผลกระทบต่อโลกภายนอกมากนัก พลังงานศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายของเขาพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง

 

ระดับการปลุกตื่นที่ 5 ขอบเขตในตำนาน สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ห้าปรากฏขึ้นมาบนแขนของเขา สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ใช้พื้นที่ใหญ่กว่าอันอื่นๆ ลวดลายโดยรวมแล้ว ก็ยังคงไม่สามารถถอดความออกมาได้เช่นเดิม

 

“นักเรียน อีก 30 นาทีหมดเวลาสำหรับการทำข้อสอบนะ รีบๆหน่อย”

 

“พวกคนที่เสร็จแล้ว ก็สามารถตรวจทานคำตอบได้อีกครั้ง”

 

เย่เหวินเฉินลุกขึ้นยืน “ครูครับ นี่คือกระดาษคำตอบของผม”

 

“นักเรียนคนนี้นิ ยังเหลือเวลาอยู่อีก 30 นาที เธอไปตรวจทานอีกครั้งนึงก่อน”