0 Views

บทที่ 66

การปรากฏตัวอย่างฟุ่มเฟือย

 

อย่างที่คาดไว้ เจียงซิ่วได้ชี้ไปยังลุงฟู สมาชิกของตระกูลหลินทั้งหมด หายวับไปจากตรงนั้น พวกเขามาที่นี่เพื่อดูการแสดงแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการพบปะผู้รับใช้เต๋าเสียหน่อย พวกเขาก็ย่อมปฏิเสธได้อยู่แลว แต่ถ้าตระกูลหลินที่ยิ่งใหญ่ปฏิเสธการท้าทายของเยาวชนที่ดุร้ายคนนี้ พวกเขาก็จะสูญเสียหน้าอย่าไม่ต้องสงสัย และไม่มีทางที่ตระกูลหลินจะทนมันได้

 

หน้าของหลินมี่เปลี่ยนไป “สารเลว แกจะไม่มีจุดจบที่ดี ถ้าแกตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลหลิน”

 

เจียงซิ่วจ้องมองเธออย่างไม่แยแส “ศัตรูของเทพคนนี้ทั้งหมดล้วนต้องหายไป”

 

“เทพคนนี้จะให้เขาตายที่นี่ วันนี้ ไม่ว่าเขาจะเข้าสู่เวทีหรือไม่”

 

ไม่มีใครสงสัยคำพูดของเขา สิ่งที่เขาแสดงออกมาก่อนหน้านี้ ก็เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานแล้วว่าเขาจัดการกับฝ่ายตรงข้ามของเขาอย่างไร

 

สมาชิกตระกูลหลินทั้งหมดกลายเป็นหวาดกลัว

 

ตั้งแต่สถานการณ์ได้มาถึงจุดๆนี้ มันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก สำหรับเขา เจาไม่มีเหลือทางให้ตระกูลหลินเลือก นอกเสียจากพวกเขาต้องคุกเข่าและขออภัย ลุงฟูหัวเราะออกมาดังๆ “ไอเด็กป่าเถื่อน แกคิดว่าตัวเองนั้นน่าอัศจรรย์ เพราะแกเพิ่งฆ่าคนไปได้คนสองคน?”

 

เขาทะยานขึ้นสูงหลายเมตร และร่อนลงอยู่ที่รูปปั้นหินสิงโต ร่อนลงมายังมันด้วยปลายนิ้วเท้าของเขา เขายืนอยู่ที่นั้นด้วยการทรงตัวที่สมบรูณ์แบบ กลิ่นอายแห่งโทสะปรากฏขึ้น และสายตาของเขาก็มองไปรอบๆ เหมือนหมาป่าที่หิวกระหาย

 

“แกกล้าทำให้ตระกูลหลินของฉันขายหน้า? หาที่ตาย!”

 

การคงอยู่ของลุงฟูกลายเป็นดุร้าย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเลือด เขาไข้วแขนของตัวเอง พวกมันเต็มได้เต็มพลังงาน พลังเหล่านั้นไหลออกมาทางฝ่ามือ มันแหลมคมดุจดาบ และก็ตามมาด้วยเสียงดัง บูม พลังงานคล้ายดาบก็ปรากฏออกมา ขณะที่เขากลายเป็นนิ่งงันไป

 

“สุดยอดนิกาย – วิธีแห่งดาบ!”

 

หัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกับพลังงาน เลือดไหลวนเวียนไปพร้อมๆกับพลังนี้ เมื่อเขาจดจ่อเคลื่อนพลังไปที่ฝ่ามือ ขณะนั้นเอง มือที่คล้ายดาบข้างนั้นของเขามีการเคลื่อนไหว ขณะส่วนที่เหลืออยู่ของเขาเอง กลายเป็นไร้ความรู้สึก

 

เมื่อดาบเล่มนั้นหลุดออกมามือ มันก็ราวกับว่าความว่างเปล่าถูกแยกออกเป็นสองส่วน

 

วูสสส!

 

พลังงานแพร่กระจายออก ราวกับว่ามันมีรูปร่างปรากฏขึ้นมาจริงๆ เกิดเสียง ฟูวว เมื่อมันถูกปลดปล่อยออกมา

 

ดาบของเขาแตะถึงขอบเขตเหนือธรรมชาติแล้ว มันห่างเพียงไม่กี่ก้าวจากระดับ เซียน

 

ทุกคนร้องอุทานออกมา หลังจากที่เห็นบุคคลในระดับกึ่งเซียนยืนอยู่บนเวที

 

“ฆ่าเขา!”

 

หลังจากที่ได้เห็นความแข็งแกร่งของเจียงซิ่ว กลุ่มตระกูลหลินก็สูญเสียความเชื่อมั่นทั้งหมดที่มีไป แต่ตอนนี้ หลังจากที่ได้เห็นความแข็งแกร่งของลุงฟูแล้ว พวกเขาก็เหมือนจะฟื้นคืนกลับมาได้อีกครั้ง มันก็เพราะลุงฟูคือกึ่งเซียน

 

แต่พวกเขาก็ลืมเลือนไปอย่างสิ้นเชิง ว่าเจียงซิ่วสามารถให้ความปราชัยแก่ระดับกึ่งเซียนได้ภายในสองวินาที

 

“ตาย!”

 

เจียงซิ่วจ้องที่เขาอย่างเย็นชา แสงเย็นยะเยือกกระพริบผ่านสายตาของเขา เขาโบกมือขวาของเขา สิ่งนี้มันเหมือนกับว่าเขากำลังเหวี่ยงตัวบ้านออกไป

 

บูมม!

 

เวลานี้ เขาไม่ได้แสดงทักษะที่น่ากลัวใดๆ เพราะเขาเข้าใจถึงพลังของสิ่งที่เรียกว่ากึ่งเซียนแล้ว เขาไม่แม้แต่จะจำเป็นต้องใช้ทักษะเซียนต่อสู้ พลังที่คล้ายคลึงกับการทัณฑ์สวรรค์ ถูกเหวี่ยงออกไป พุ่งผ่านพื้นดินไปตลอดแนว ผ่านไปยังที่ค้ำรูปปั้น ตัวรูปปั้น…. พวกมันถูกบดขยี้เป็นชิ้นๆ มันถูกปลดปล่อยให้พุ่งไปหาลุงฟู ที่อยู่ห่างออกไป 25 เมตร ไม่มีอะไรแตกต่างกันระหว่างตัวเขากับพื้นดิน เขาระเบิดออกคล้ายกับเศษผงที่ทำจากกระดาษ

 

ไม่เหลืออะไรไว้ให้ช่วยเหลือ!

 

ความเงียบ ความเงียบคลืบคลานไปทั่วสถานที่แห่งนี้

 

แม้ลมจะพัดอยู่ แต่ก็ดูเหมือนมันจะไม่ได้พัด

 

ทุกคนตะลึงงัน ผู้คนที่ห่างออกไปก็ตกตะลึง จิตใจของพวกเขาถูกบดบี้ละเอียดไม่เหลือชิ้นดี

 

นะนี้เขา…. ยังเป็นมนุษย์?

 

พลังที่บดขยี้มนุษย์ให้เป็นละอองเลือดได้ด้วยการเหวี่ยงมือเพียงครั้งเดียว มันได้ฝั่งความหวาดกลัวลงลึกไปในจิตใจของพวกเขา ขาของพวกเขาสั่นด้วยความรู้สึกที่อยากจะคุกเข่าลง และเทิดทูนเขาให้กลายเป็นเทพเจ้า

 

“นี่…”

 

เย่ยี่เหลียง หลินจินหนาน และหลินมี่ คือบุคคลที่เคยเห็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงมาก่อน แต่แม้แต่ระดับเซียน ก็ไม่ได้น่าหวาดกลัวเช่นนี้

 

ในความเป็นจริงแล้ว พลังของเจียงซิ่วก็ไม่ใช่ของมนุษย์ มันเป็นอำนาจของพระเจ้า แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ปลุกตื่นโดยสมบรูณ์ เพียงแค่อยู่ในระดับการปลุกตื่นที่ 3 ขอบเขตในตำนาน แต่มันก็สามารถจัดอยู่ในระดับเซียนได้แล้ว และอำนาจดังกล่าว ก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเข้าใจได้

 

เช่นเดียวกับการเผชิญหน้ากันระหว่างจิตกร และทหารนักรบที่ติดอาวุธพร้อมเสร็จสับ

 

มันจะจบลงด้วยการล้างบาง!

 

เจียงซิ่วมองไปยังหลินมี่ “เธอไม่ได้ต้องการทำให้เทพคนนี้กลัว? โง่เง่าและน่าหัวร่อเสียจริง! เทพคนนี้ฆ่าคนรับใช้ของเธอไปแล้ว ในตอนนี้ แล้วตระกูลหลินจะจัดการกับฉันอย่างไรบ้างหล่ะ?”

 

สีบนใบหน้าของหลินมี่ หายออกไปทั้งหมด ขณะที่หน้าอกเธอพองขึ้นลงอย่างรุนแรง

 

คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ถูกสังหาร และเธอก็ได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้อีก ไม่มีทางที่หลินมี่จะไม่รู้สึกโกรธ แต่เธอก็ยังมีความรู้สึกกลัวที่มากกว่า เจียงซิ่วครอบครองความแข็งแรงที่ไม่สามารถจินตนาการได้ และเธอก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้สึกเสียใจในตอนนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่พอใจคนๆนี้ ลุงฟูก็จะไม่ตาย และเธอก็จะไม่ต้องมาทนบอกช้ำใจเช่นนี้ แล้วก็ยังจะได้ไม่ต้องไปก่อความผิดกับศัตรูที่ทรงอำนาจขนาดนี้อีกเช่นกัน

 

“เธอไม่มีอะไรจะพูด?”

 

หลินมี่และผองเพื่อนจะพูดอะไรได้บ้าง? เมื่อวานนี้ พวกเขาได้แสดงท่าทีเอาแต่ใจไปเช่นนั้น แต่แล้วในตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็มีแต่เพียงแสดงตัวเหมือนหมาเร่ร่อนแต่เพียงเท่านั้น ไม่มีใครกล้าโวยวายอะไรออกมา

 

“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ก็หายไปให้พ้นจากมุมมองสายคนของเทพคนนี้”

 

นายหญิงคนโตของตระกูลหลิน หลินมี่ ไม่เคยรู้สึกอับอายขายหน้ามาก่อน เธออยากจะตะโกนสาปแช่งเขาด้วยความโกรธ แต่หัวใจของเธอรู้สึกเย็นยะเยือก เมื่อเธอเห็นท่าทางไม่แยแสของเจียงซิ่ว ซึ่งดูคล้ายกับการจ้องมองของพระโพธิสัตว์ที่ถูกวางไว้ในพระวิหาร

 

“หึ่มม!”

 

ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ เจียงซิ่วได้เข้าไปยังเมืองหลวงจักรพรรดิ หลังจากที่พ่อและแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว และเขาก็ได้รับความอับอายมามากมาย ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้ และก็ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความตั้งใจของมารดาตัวเองด้วยแล้วละก็ เขาไม่มีทางที่จะปล่อยให้หลินมี่ออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน

 

กลุ่มของหลินมี่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้น ขณะที่เดินจากไป

 

ตระกูลหลินได้สูญเสียใบหน้าในดงซง

 

ลุงฟูตายไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่กลับบ้านไปด้วยมือเปล่าได้ “ใช้ ชื่อของคนๆนั้นชื่อว่าอะไร?”

 

เยาวชนหัวเกรียนเป็นคนกล่าว “ดูเหมือนเขาจะถูกเรียกว่าคุณเจียง”

 

คนที่คลานขึ้นมาตามบันได เขาเต็มไปด้วยความโกรธ เขาได้รับบาดเจ็บหนัก เลือดไหลผ่านเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของเขา ไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากถังเต๋าที่ถูกทำให้บินออกไปโดยเจียงซิ่ว

 

“ฉันจะฆ่าแก… ฆ่าแก…”

 

หลินมี่สาปแช่งอยู่ในใจของเธอ ไอ้โง่ แต่ก็ยังคงลงไปตามภูเขาต่อ

 

ตอนนี้เอง ในวัดได้กลายเป็นเคร่งเครียดมากขึ้น เนื่องเพราะเจียงซิ่วกำลังจะเลือกคนต่อไป ด้วยการบ่มเพาะของเขา ไม่ว่าเขาจะชี้ไปทางไหน พวกนั้นก็จะพบแต่ความตาย ไม่มีใครสามารถยืนหยัดอย่างกล้าหาญอยู่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาทั้งหมดอธิษฐานและขอพร หวังว่าจะได้รับการปกป้องจากพระพุทธเจ้า

 

อย่างไรก็ตาม ถังเหวินชงกลายเป็นรู้สึกตื่นเต้น ที่ตระกูลถังได้เสียหน้าทั้งหมดก่อนหน้านี้ ในตอนนี้พวกมันถูกกู้คืนกลับมาหมดแล้ว ด้วยชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ

 

ความอัปยศอดสูทั้งหมดที่เขาได้รับก่อนหน้านี้ ปลิวหายไปหมดแล้ว

 

“คุณเจียง?”

 

เย่ยี่เหลียงรู้สึกเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน วีรบุรุษมักไม่เต็มใจที่จะยอมจำนน การจ้องมองของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ตั้งแต่ที่รู้ถึงพลังของเด็กหนุ่มคนนี้ เขาจะต้องมีชื่อเสียงในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัยเลย และเป้าหมายชีวิตของเขา ที่เขาพยายามจะทำให้มันสำเร็จมาโดยตลอด ก็ถูกทำให้สำเร็จไปแล้ว โดยเจียงซิ่ว

 

เขามีรู้สึกไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

 

“เธอคิดว่าไม่มีใครสามารเอาชนะเธอได้แล้ว?”

 

เจียงซิ่วอยากรู้อยากเห็นแหล่งที่มาของเสียง เย่ยี่เหลียงเป็นคนที่กล่าวมัน “ยังมีอยู่อีกคนนึง เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุดของเมืองเจียง”

 

“โห? มันคือใครกัน”

 

ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก่กันและกัน ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงที่นี่ พวกเขาได้ยินเรื่องหนึ่ง นั้นก็คือเรื่องที่หลินเฉิ่นไบ๋ได้กลับมาแล้ว

 

“เขาคนที่ครอบครองโลกใต้ดินของเมืองเจียงมาเป็นระยะเวลาหลายปี”

 

“หลิน…”

 

พับๆๆๆๆ!

 

ขณะนั้นเอง เสียงของใบพัดหมุนก็ดังมาจากฟากฟ้า เป็นการง่ายที่จะตัดสินว่าเป็ เฮลิคอปเตอร์

 

ทุกคนเงยศีรษะของพวกเขาขึ้น ทีละคนๆ

 

เฮลิคอปเตอร์ขับเข้ามาหาพวกเขาจากฟากฟ้า ประตูห้องโดยสารถูกเปิดออก และชายคนนึงก็ยืนอยู่ที่นั่น ขณะที่เขาโผ่ลตัวออกมาด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย สายตาของเขามองลงมายังทุกๆคนที่อยู่ด้านล่าง

 

“มันคือเขา!”

 

เย่ยี่เหลียงไม่สามารถลืมชายคนนี้ได้

 

“เขาพูดว่าเขาจะกลับมา และเขาก็ทำอย่างนั้นจริงๆ”

 

เย่ยี่เหลียงสัมผัสถึงการแสดงออกที่เคร่งขรึมซึ่งบนใบหน้าของตัวเอง บุคคลสำคัญคนอื่นๆ ที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็จดจำเขาได้

 

“เขากลับมาแล้ว?”

 

เฮลิคอปเตอร์ลดระดับความสูงลงอย่างช้าๆ

 

เจียงซิ่วก็อยากจะรู้ ว่าผู้ชายเป็นแบบไหนกัน ถึงกับต้องทำให้ทุกคนแสดงท่าทางแบบนั้นออกมาได้ ราวกับว่าความซวยของพวกเขาได้มาถึงแล้ว “เขาเป็นใคร?”

 

เย่ยี่เหลียงกล่าวที่ละคำ “หลิน! เฉิ่น! ไบ๋!”

 

ที่แห่งนี้กลายเป็นสับสนวุ่นวาย หลังจากได้ยินชื่อนี้

 

แม้ว่าหลายคนจะไม่รู้ว่าชายที่ยืนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์คนนั้นเป็นใคร แต่ชื่อนี้ค่อนข้างดูเลวร้าย

 

“มันต้องเป็นเขา หลินเฉิ่นไบ๋ เพียงแค่คนนี้เท่านั้น ที่ปรากฏตัวได้อย่างสิ้นเปลืองเช่นนี้”

 

เฮลิคอปเตอร์ยังคงลดระดับความสูงอย่างต่อเนื่อง สายตาของหลินเฉิ่นไบ๋เต็มไปด้วยความตื่นเต้น 13 ปี มันครบ 13 ปีแล้ว

 

เขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว

 

และตอนนี้ 13ปีต่อมา เขาวางแผนที่จะกู้คืนทุกสิ่งที่เขาสูญเสียไป

 

ถังเฉิ่นเชียน เย่ยี่เหลียง วันนี้จะไม่มีใครที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีก

 

“เมืองเจียง ฉัน หลินเฉิ่นไบ๋ กลับมาแล้ว!”

 

การกลับมาของพระมหากษัตริย์ โดยธรรมชาติแล้วมันย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกตื่นเต้น เนื่องมันก็เพราะการแข่งขันเพื่อตัดสินว่าใครจะปกครองเมืองเจียงนี้เป็นชนวน

 

หลินเฉิ่นไบ๋สังเกตเห็นเด็กที่ยืนอยู่ตรงกลางของเวที ดูเหมือนว่าทุกคนที่อยู่ด้านล่าง กำลังมองไปยังเขาด้วยความเคารพ เขาเยาะเย้ย เมืองเจียงใช่เสื่อมถอยลงไปมากหลังจากผ่านไป 13 ปีหรือไม่ แม้แต่เด็กก็สามารถกดขี่ข่มเหงพวกนั้นได้แล้ว?

 

“หืมม เดี๋ยวก่อนนะ…”

 

“ภาพเงานั้น…”

 

เมื่อหลินเฉิ่นไบ๋เห็นรูปลักษณ์ของเจียงซิ่วอย่างชัดเจน ดวงตาของเขาก็โตขึ้นโดยความตกใจ มันคือเขา!!!!!!