0 Views

บทที่ 61

สะพรึงกลัว

 

“อะไรนะ?” เจตนาฆ่าพรั่งพรูออกมาจากรูม่านตาหลินมี่ ชายหนุ่มคนนี้ ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากชาวนาบนภูเขา เขาแม้แต่กระทั่งโอ้อวด ว่าจะมาจัดการกับตระกูลหลิน ซึ่งมันก็ร้ายแรงมาก เสียจนไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

 

ทุกคนที่อยู่ในวัดแห่งนี้ก็กลายเป็นตกใจ

 

เขาเป็นบ้า?

 

แม้ว่าแกจะไม่เต็มใจ แกก็สามารถปฏิเสธได้โดยการบอกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติมากพอ แกไม่จำเป็นเลย ที่จะต้องจุดไฟใส่ตระกูลหลินในลักษณะนี้ มันกลายเป็นการก่อศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นมาแล้ว

 

“ฆ่าเขาให้ฉัน”

 

นายหญิงกล่าวด้วยความโกรธ อกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิดออก

 

“ฆ่าเขา!”

 

เธอไม่ได้ชี้ไปที่เจียงซิ่ว ซึ่งอยู่ตรงหน้าของเธอ ในสายตาของเธอ เจียงซิ่วนั้นคล้ายกับแมลงที่ตระกูลหลินของเธอสามารถฆ่าให้ตายได้ภายในหนึ่งวิ หากต้องการทำเช่นนั้นจริงๆ เธอสามารถฆ่าเขาก่อนได้แล้วก็ค่อยแก้ปัญหา แต่เนื่องจากเจียงซิ่วปฏิเสธเธอ เธออยากจะแก้ปัญหาก่อน และคอยทำให้เจียงซิ่วเสียใจ เธอต้องการให้เขาคุกเข่าลงกับพื้น และขอร้องเธอ

 

ดังนั้น เธอจึงชี้ไปยังชายที่อยู่บนเวทีคนนั้น

 

มันเป็นชายที่ให้ความปราชัยแก่คนในหมู่บ้านภูเขาทิศใต้

 

“เข้าใจแล้ว!”

 

ลุงฟูตอบรับ เขากระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้า เหยียบไปที่ไหล่ของเด็กหนุ่มหัวเกรียน เพื่อตัดผ่านจากตรงนี้ไป เขาใช้การเคลื่อนที่จากแรงกระโดด เพื่อขึ้นไปบนลานประลอง

 

ในเวลาเดียวกัน เขาก็กล่าว “หนึ่งกระบวนท่า!”

 

เขาชกหมัดออกไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งมันก็พุ่งเข้าไปหาคู่แข่งดังเช่นพายุ

 

ใบหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนไป เขาพยายามตอบโต้การโจมตีนั้นเป็นพัลวัน แต่หมัดนี้ก็ยากที่จะต้านทาน ราวกับว่ามีแรงหลายล้านปอนด์กำลังเคลื่อนที่มาหาเขา เขากลายเป็นปวกเปียกและล้มลงไปที่พื้นดุจก้อนโคลน

 

หัวของชายคนนั้นเอียงอยู่ในทิศทางแปลกๆ รูม่านตาของเขาขยายขึ้น ขณะที่ปากของเขามีเลือดไหลออกมา ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆอีกต่อไป

 

“ตาย…”

 

“เขาตายแล้ว!”

 

สูด!

 

ผู้คนในที่แห่งนี้สูดหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ

 

สำหรับลุงฟู เขาหายตัวไปจากลานตรงนั้น และได้กลับมายังที่เดิม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มันราวกับว่าเขาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย พัดผ่านดังเช่นพายุ และรวดเร็วดังเช่นสายฟ้า เหมือนปีศาจที่มาเก็บเกี่ยวชีวิตมนุษย์ คนอื่นๆ อกสั่นขวัญหาย เมื่อมองไปยังเขา

 

ในวัดกลายเป็นเงียบ

 

หลินมี่ใบหน้าสวยๆของเธอ กลายเป็นแสดงออกอย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันนั้น เธอหยิบนามบัตรออกมา และก็เดินไปตรงหน้าของเจียงซิ่ว สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เธอใส่บัตรนั้นลงไปในกระเป๋ากางเกงของเจียงซิ่ว หลังจากที่เธอหันไปรอบ ๆ เธอออกไป และไม่แม้แต่จะหันกลับมาอีก

 

ลุงฟูและส่วนที่เหลือ ยิ้มให้เจียงซิ่วอย่างเย็นชา ขณะที่พวกเขาก็เดิมตามเธอออกไป

 

หลังจากที่ออกจากวัดแล้ว เด็กหนุ่มหัวเกรียนก็ถาม “มี่มี่ เธอจะปล่อยสารเลวนั้นไปเช่นนี้?” คำพูดของเขามันแฝงไปด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าลุงฟูฆ่าสารเลวนั้น ตรงนั้นเลย

 

หลินมี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “สารเลวในชนบท โดยธรรมชาติแล้วคงจะไม่รู้จักคำว่า ‘ตระกูลหลิน’ แต่หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่ลุงฟูทำ เขาจะต้องเคารพบูชาตระกูลหลินของฉันอย่างแน่นอน”

 

“เขาจะมาที่เมืองหลวงจักรพรรดิ เพื่อคุกเข่าลงหน้าประตูของตระกูลหลิน และก็กล่าวคำขอร้อง”

 

เยาวชน ในที่สุดก็ตระหนักถึงมันได้ “นั่นคือเหตุผลที่เธอให้นามบัตรแก่เขา”

 

หลินมี่ยิ้มอย่างเย็นชา

 

“เรากำลังออกไปไหนกันดี?”

 

“ออกไป? การแสดงที่แท้จริงยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ผู้ที่มีอำนาจแห่งโลกใต้ดินของเมืองเจียงยังมาไม่ถึง ฉันต้องการดู ว่าใครจะได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งโลกใต้ดินของเมืองเจียง”

 

หลังจากที่กลุ่มของหลินมี่ออกไป ผู้คนในวัดก็เกิดความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง

 

“ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดี?”

 

ในตอนแรก หมู่บ้านภูเขาทิศใต้ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของหมู่บ้านภูเขาทิศเหนือก็สูญเสียชีวิตไปเช่นกัน น่าเสียดาย ที่เธอผู้นั้น ไม่ได้จะแสดงท่าทีที่จะช่วยเหลือหมู่บ้านภูเขาทิศใต้เลย มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น การทะเลาะกันระหว่างพวกเขาก็เริ่มขึ้นเนื่องจากทั้งหมดนี้

 

ในตอนท้าย พวกเขาก็ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผลในการแก้ไขปัญหาได้อยู่ดี

 

หลังจากออกมาจากวัด ชวูเชียนเฉิงกล่าว “นายน้อยซิ่ว ทำไมนายถึงไม่รับข้อเสนอของหญิงสาวตระกูลหลินหล่ะ? ผู้คนมากมายหวังที่จะเข้าร่วมกับตระกูลหลิน แต่ความหวังของพวกเขาก็เป็นเพียงสิ่งที่ไร้สาระ”

 

แม้แต่ชวูเชียนเฉิงก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น ทั้งหมดก็เนื่องมาจากตระกูลหลินสืบเชื้อชายมาจาก 1 ใน 10 ผู้บัญชาการ ดั้งวลี ‘เลื่อนขั้นหลายครั้ง ไม่เท่ากับการเจอรัฐมนตรีเพียงครั้งเดียว’ นี้มันคงจะอธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าชวูเชียนเฉิงได้กลายเป็นยามเฝ้าหน้าประตูหรือคนขับรถของตระกูลหลิน เขาเชื่อว่านั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะได้รับในชีวิตแล้ว

 

“ให้ตายเถอะ นายคิดแบบนั้นได้ยังไง?”

 

ชวูเชียนเฉิงรู้สึกเศร้าเสียใจ

 

ผู้คนจะต้องตัดสินใจอะไรสักครั้งในชีวิต โชคชะตาอาจให้โอกาสเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลานั้นๆ และถ้าพลาดช่วงเวลานั้นไป คนๆ นั้นก็อาจจะเป็นสามัญชนไปชั่วนิรันดร ชวูเชียนเฉิงเชื่อว่าเจียงซิ่วได้สูญเสียโอกาสดังกล่าวไปแล้ว

 

เฉิงเซี่ยเองก็ยังเห็นด้วย “ใช่!”

 

เธอมองไปที่เจียงซิ่วอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนหน้านี้ เธอรู้สึกว่าเจียงซิ่วเป็นคนธรรมดา และแม้แต่กระทั่งขี้อาย แต่เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นคนที่หล่อเหล่าทั้งกายใจ ในเวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้น แม้แต่ตระกูลหลินก็ยังต้องมอบโอกาสครั้งใหญ่ให้แก่เขา แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านี้ ก็คือการที่เขาปฏิเสธมัน

 

เจียงซิ่วกล่าว “ฉันมีวิธีที่จะบรรลุขึ้นสวรรค์ ฉันจึงจำเป็นจะต้องปัดผ่านอุปสรรค์ทั้งหมดที่เข้ามาในอ้อมอกของฉัน”

 

“ต้องมีบางอย่างผิดปกติกับหัวของนายแน่!”

 

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเจียงซิ่วก็เริ่มส่งเสียงดัง เขาค้นพบว่ามันเป็นถังเหวินชง โดยการดูจากรายชื่อเบอร์โทร เจียงซิ่วออกไปนานมากเกินไปแล้ว และกลับมาไม่ทันอาหารเย็น เขาจึงเป็นกังวล “คุณเจียง… คุณอยู่ที่ไหน? ต้องการให้พวกเราไปรับคุณรึเปล่า?”

 

“ไม่ต้อง! ฉันจะหาที่นอนเองในคืนนี้”

 

ผู้มีอำนาจมากมายหลายคนในเมืองเจียง ยืนอยู่ข้างๆ ถังเหวินชง นั้นรวมถึงยิ่งใหญ่เหล่ย เช่นเดียวกับคนในกองทหารหมาป่าประจัญบาน เขาถูกเรียกว่า ถังเต๋า มีอยู่สองสามคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขา เขาเป็นผู้ถูกเชิญจากตระกูลถังในครั้งนี้ ถ้ามีใครบางคนที่อยากจะท้าทายตระกูลถัง ก็ต้องผ่านพวกเขาเหล่านี้ไปก่อน

 

“เข้าใจแล้ว คุณเจียง พรุ่งนี้เป็นวันที่การพบปะผู้รับใช้เต๋าจะเริ่มขึ้น ฉันขอร้องคุณเจียงว่าอย่าพลาดมันเลย”

 

ถังเต๋าเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นถังเหวินถงแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกว่าลูกหลานของตระกูลถัง ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทีเช่นนี้ ดังนั้นสมาชิกที่ดุร้ายแห่งเจียงหู่ จึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณเจียงอะไรกัน? เขาดูหยิ่งยะโสมาก”

 

ยิ่งใหญ่เหล่ยกล่าว “คุณเจียงคนนั้นทรงพลังมาก พี่ชายเต๋า”

 

“ฉันกระทำพิดพลาดลงไปโดยไม่ตั้งใจ พี่น้องทั้ง 300 คนไม่สามารถจัดการกับเขาได้ พวกเขาทั้งหมดถูกจัดการลงในเวลาที่น้อยกว่า 5 นาที และไม่มีใครที่ลุกขึ้นยืนได้อีกหลังจากนั้น”

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า…”

 

ถังเต๋าเริ่มหัวเราะเสียงดัง เผยให้เห็นการดูถูกลึกๆ อยู่ถายในดวงตาของเขา พี่ชายด้านข้างก็ส่ายหัวด้วยเช่นกัน ถังเต๋าตบไหล่ของยิ่งใหญ่เหล่ย และกล่าว “ฉันไม่ได้ดูแคลนนายนะ แต่ตราบใดที่คนเหล่านั้นบ่มเพาะกำลังในภายใน พวกเขาก็สามารถจัดการกับนายได้ทั้งนั้น ดังนั้นสำหรับเรื่องพี่น้องของนาย ก็กลายเป็นเรื่องง่ายแล้ว”

 

ยิ่งใหญ่เหล่ยรู้สึกอาย และเผยรอยยิ้มอันขมขื่น คุณไม่ได้กำลังบอกว่าพวกเราทั้งหมดนั้นโง่เง่า?

 

“พรุ่งนี้เป็นวันที่เทศการเต๋าไร้สิ้นสุดจะเริ่มขึ้น ลองให้ฉันดูสิ่งที่เขาจะทำให้กับตระกูลถัง ว่ามันจะคุ้มค่าที่ตระกูลถังต้องจ่ายเงินไปมหาศาลเพื่อเขารึเปล่า”

 

 

โดยธรรมชาติแล้ว เจียงซิ่วย่อมต้องวางแผนค้างคืนที่บ้านของพี่สาวเซียง เขาใช้เวลาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเป็นวัยรุ่น แม้ว่าบ้านจะทรุดโทรม แต่เขาก็ไม่ได้หลีกเลี่ยงมัน ยิ่งไปกว่านั้น ที่นับว่าเป็นทำเลที่งดงาม

 

เขาหยิบบันได และปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน เขาอยู่ตรงนั่น และมองไปที่แสงของดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมา

 

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่น มันเป็นข้อความจากเย่ปิง : เจียงซิ่ว เจ้าตัววายร้าย โดดโรงเรียนทั้งวัน นายมันจะหยิ่งจองหองเกินไปแล้ว

 

เจียงซิ่วยิ้มขึ้นมาอย่างเงียบๆ ตอนนี้เวลา 21.00 น. มันเป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนเลิกเรียนพอดี เขาคาดเดาว่าสาวน้อยเย่ปิง กำลังรอให้ถึงเวลานี้เพื่อส่งข้อความมา

 

เจียงซิ่ว : เทพคนนี้ ไม่จำเป็นต้องบอกสิ่งที่เทพทำอยู่ ให้กับเธอได้ฟัง

 

เย่ปิงตอบกลับมาในทันที : ไม่จำเป็นยังไง? การกระทำของนายมันมำให้เกิดผลกระทบต่อชั้นเรียนของเรา เนื่องจากนายโดดเรียนไปทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลใดๆ เลย ชั้นเรียนของเราจึงเสียธงแดงสัปดาห์นี้ไป ที่อุตสารักษากันมา ทั้งหมดนี้ก็เพราะนาย นายไม่ได้ช่วยอะไรเลดี้คนนี้เลย กลับกันหัวหน้าชั้นเรียนก็มาตักเตือนฉันอีกด้วย

 

เจียงซิ่ว : ยัยโง่ เคล็ดลับนี้เอาหลอกได้แค่เด็กเท่านั้นแหละ

 

เย่ปิง : แค่นั้นนายก็ควรรู้สึกเป็นเกรียติแล้ว

 

เจียงซิ่ว : เกียรติของเธอก็คือการมุ่งมั่นเพื่อท่ะมาเป็นสาวรับใช้ให้เทพคนนี้ นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

เย่ปิง : แบร่! ไอ้อันธพาลตัวเหม็น

 

เจียงซิ่ว : คิดถึงเรื่องนี้ ด้วยสถานะที่ยิ่งใหญ่ของเทพคนนี้แล้ว แม้ว่าเธอจะมีโอกาสที่จะเป็นนางสนมให้เทพคนนี้ได้อยู่ แต่เมื่อมองจริงๆ เธอก็ไม่น่าจะมีหวังสำหรับเรื่องนั้นไปตลอดชีวิต เพราะเธออ่อนโยนไม่มากพอ

 

ในอีกด้านนึง เย่ปิงเกือบจะเป็นบ้าไปแล้ว ใบหน้าของเธอแดงขึ้น เนื่องจากการจู่โจมอย่างฉับพลันของเขา เธอโทรหาเจียงซิ่วทันที และเริ่มพูด เมื่อสายได้เชื่อมต่อ “เจียงซิ่ว นายมันเป็นตัววายร้ายถูกสาป ไร้ยางอาย ขอให้ชีวิตนายไม่สดใสในคืนนี้ นายมันเด็กง่อยปากเจ๋อ นายมันชิมแปนซีที่ฮอร์โมนเพศไม่สมดุล นายเป็นมลพิษที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ ไอมลพิษชั่วร้าย ออกไปให้ไกลจากฉัน ออกไปให้ไกลจากระยะห่างระหว่างโอโซนเลยนะ!”

 

ติ๊ด หลังจากนั้นนายหญิงเย่ก็วางสายไปอย่างมีความสุข

 

ตอนนี้ มันเป็นตาของเจียงซิ่ว ที่มีสีหน้ามึนงง

 

หลอดเลือดดำโผล่ขึ้นมาบนหน้าผากเจียงซิ่ว ก็เนื่องจากความโกรธ “เทพคนนี้จะประกาศอย่างเป็นทางการ คุณสมบัติของเธอที่จะมาเป็นแม่บ้านให้ฉัน มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว ตลอด! ไป!”

 

ในวันถัดไป เวลาที่ท้องฟ้ายังไม่ทันสดใส ทั้งดงซงก็ตกอยู่ภายใต้บรรยากาศงานเทศการซะแล้ว

 

“มา มาทางนี้!”

 

มีวัดเต๋าสวรรค์ตั้งอยู่บนยอดเขาของดงซง ดวงอาทิตย์ขึ้นแต่เพียงที่นั้น แต่มันก็เต็มไปด้วยผู้คน เนื่องจากฝูงชนนั้นมันจึงค่อนข้างเอะอะ

 

“มันเป็นบอสซงจากเมืองชาหู่”

 

“ชิงเฉย เหวินซูหลิน”

 

“มองไปตรงนั้นสิ ไม่ใช่ว่านั้นเป็นปู่เหล่ย ยิ่งใหญ่เหล่ยจากเขตฉินเชิง?”

 

 

 

นิยาเรื่องนี้มี*กลุ่มลับ*แล้วนะครับ ถึงตอนที่ 286 แล้ว สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ปักหมุนเพจ

ติดตามข่าวสารได้ก่อนใครที่ เพจ INdy-Novel