0 Views

บทที่ 54

พลังของพระเจ้า

 

เจียงซิ่วยิ้มอย่างใจเย็น และเพ่งมองตามหลังของเย่ยี่เหลียงไป ขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น “เทพค- เย่ปิงและฉัน เป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นกัน และไม่มีอะไรอื่นอีก”

 

“คุณคิดเรื่องนี้มากเกินไป!”

 

เย่ยี่เหลียงหันกลับมา และยกยิ้มที่คล้ายคลึงกันขึ้น “นั้นดีที่สุดแล้ว” เขาเดินออกไปหลังจากที่กล่าวได้แบบนั้น แต่ก็แอบแอบส่ายหัว เขาประเมิณเจียงซิ่วต่ำลงเล็กน้อย เขากับปิงปิง ถูกจับได้คาหนังคาเขาบนเตียง และถูกแยกออกจากกัน โดยพวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าชายคนนั้นขาดความกล้าที่จะยอมรับว่าเขาทำอะไร นั่นก็หมายความว่าเขาได้สูญเสียรากฐานที่จะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จแล้ว

 

เขากำลังวางแผนที่จะแนะนำเจียงซิ่วอยู่พอดี ว่าให้เขาออกไปให้ไกลจากลูกสาวเขามากที่สุดเท่าทีจะเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ เขาได้กล่าวคำสบประมาดเจียงซิ่วไปเรียบร้อยแล้ว

 

กลุ่มคนเปิดเผยตัวเองออกจากที่ซ่อนตัว พวกเขาดูเคร่งขรึม และได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีขณะที่พวกเดิมตามเบื้องหลังเย่ยี่เหลียงไป พวกเขาเป็นบอดี้การ์ดของเขา และแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา

 

จากการปรากฏตัวของพวกเขา ดูเหมือนว่าระดับของพวกเขาจะสูงกว่าบอดี้การ์ดของถังเฉิ่นเชียนอยู่มาก

 

ผู้นำของพวกนั้นเป็นชายชรา เขายื่นแผนกระดาษให้เจียงซิ่วขณะที่เขาเดินสวนไป “เด็กเหลือขอ นายน้อยไม่เคยแนะนำเด็กรุ่นใหม่บางคนอย่างง่ายๆ เธอยังไม่ตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองอีก?”

 

“อะไร?”

 

ชายชราเศร้า เมื่อเห็นว่าเจียงซิ่วดูมึนงง

 

“ตั้งแต่ที่เธอได้ถาม ให้ฉันจะอธิบายให้เธอฟังเอง”

 

เขาเยาะเย้ยเจียงซิ่ว “นายน้อยทำเกินควรอยู่บ้าง ตราบเท่าที่เธอยอมรับความสัมพันธ์ของเธอกับนายหญิงน้อย และสัญญาว่าจะแยกต่อกัน เขาสามารถให้อนาคตเธอได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว แต่เธอก็พลาดโอกาสนี้ไป เนื่องจากความขาดเขลาและความขี้ขลาดของเธอเอง”

 

“เธออาจจะกลายเป็นคนที่เหมือนนายน้อยได้ แต่ตอนนี้ เธอจะจบลงด้วยการที่เป็นแบบเดียวกับตัวฉัน”

 

เขาเชื่อว่าด้วยคำแนะนำของเย่ยี่เหลียง แม้ว่าเจียงซิ่วจะไม่สามารถกลายเป็นบุคคลที่น่าเกรงขาม ดังเช่นเย่ยี่เหลียง หรือถังเฉิ่นเชียนได้ แต่เขาก็ยังคงประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ตอนนี้ เจียงซิ่วจะจบลงไป อย่างมากสุดเขาก็เป็นได้แค่นักเลง หรืออีกหนึ่งก็คือเป็นเจ้านาย และอื่นๆ ก็เป็นลูกน้อง แม้ว่าเขาจะไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆ มากสุด เขาจะได้เป็นแค่ข้าราชการระดับสูงแต่เพียงเท่านั้น

 

เขาจะอยู่ภายใต้ใครบางคนเสมอและตลอดไป!

 

หลังจากที่อธิบายแบบนี้แล้ว ชายชราตบไหล่เจียงซิ่ว ขณะที่เดินผ่านเขาไป เขาทำมันเพื่อประโลมความขาดเขลาและความขี้ขลาดของเขาเอง และก็ยังเป็นการบอกบ่งชี้ว่ามันสายเกินไปแล้ว…

 

เขาไม่แม้แต่จะมองย้อนกลับไป…

 

เจียงซิ่วกระพริบตา แล้วก็ตอบกลับอย่างใจเย็น “ความโปรดปรานในสายตาของคุณนั้น มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นแค่เรื่องตลกในสายตาฉัน”

 

“อะไรนะ?”

 

ใบหน้าของชายชราเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อได้ยินดังนั้น ส่งผลให้เขาหันหลังกลับมา “นิสัยชอบกล่าวแต่ใจตัวเอง เด็กเหลือขอโง่เง่า!”

 

เขาโยนเสื้อคลุมออกจากตัว และก็ยังโยนมาทางเขา

 

ชายชราคนนี้ได้บรรลุศิลปะการต่อสู้ระดับผู้เชี่ยวชาญแล้วเรียบร้อยแล้ว แต่ในสายตาของเจียงซิ่ว มันนับว่าไม่มีอะไรเลย ต่อให้มาทั้งเมืองเจียง บางทีแม้แต่ยกคนในมณฑลเจียงหนาน าทั้งหมด ทั้งประเทศจีน หรือทั้งโลก จะมีใครที่สามารถต่อกรกับเจียงซิ่วได้บ้าง?

 

แม้ว่าคนหนึ่งคนใดจะมีอำนาจพอที่จะล้มล้างท้องฟ้าได้ แต่เมื่อเทียบกับระยะเวลาชีวิตที่เจียงซิ่วได้เผชิญพบมา พวกเขาก็นับว่าไม่มีอะไรเลย เป็นได้แค่ดินบนท้องถนน

 

ชายชราเดินข้ามแม่น้ำ และไปพบกับเย่ยี่เหลียง

 

เย่ยี่เหลียงกำลังมองแอ่งน้ำชายเลนที่ซึ่งกำลังปกคลุมไปด้วยหมอกอยู่ จ้องมองภายใต้ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ ทิวทัศน์ดูแล้วราวกับแดนสวรรค์ เขาถาม “เฒ่าหลิน คุณพูดเรื่องอะไรกับเด็กน้อยคนนั้น?”

 

เย่ยี่เหลียงใคร่รู้ที่จะรับฟัง

 

“นายน้อยไม่ได้ให้คำแนะนำกับเขา เกี่ยวกับวิธีการพูดคุยกับฉัน ใช่ไหม?”

 

เจ้านายและลูกน้องค่อยๆ เดินไปไปรอบๆ บริเวณนี้ มันแสดงให้เห็นว่าสำหรับพวกเขาแล้ว เจียงซิ่วไม่ใช่คนสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าใบหน้าของชายชราจะมืดมน เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อึมครึมและมีความโกรธ “เขายังเด็ก และไม่ทราบว่าโลกนี้ดำเนินไปได้ด้วยอะไร”

 

เย่ยี่เหลียงรู้สึกประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้น? เด็กเหลือขอนั้นทำให้เฒ่าหลินไม่พอใจ?”

 

“ความขาดเขลาและความโง่งเของเขาน่าขบขันเกินไป เขาบอกว่าคำแนะนำของนายน้อยเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ มันเป็นพียงเรื่องตลกในสายตาของเขา”

 

“อะไรนะ?”

 

เย่ยี่เหลียงไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน

 

“หยิ่งเกินไปแล้ว!”

 

นี่ไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง แต่เป็นความโง่เง่าที่มากจนล้น “ช่างมันเถอะ ไม่ต้องสนใจเขา เฒ่าหลิน เราได้รับข้อมูลของหลิ่นเฉิ่นไบ๋มาแล้ว ดูเหมือนว่าข่าวลือนั้นจะเป็นความจริง เขากลับมารับช่วงต่อที่เมืองเจียงแห่งนี้จริงๆ”

 

“เขากล้าที่จะมีความใฝ่ฝัน แต่เขากลับไม่มีอะไรเลย”

 

ชายชรารู้สึกว่าเรื่องนี้ตลกมาก

 

“ฉันหาปัญหามาให้เฒ่าหลินแล้ว ในคราวนี้”

 

เฒ่าหลินยิ้มบางๆ “อุ่นใจได้นายน้อย หลินเฉิ่นไบ๋จะต้องเต้นไปตามฝ่ามือของฉันอย่างแน่นอน”

 

“ถ้านายน้อยยังไม่เด็กเกินไปในสมัยนั้น และไม่ขาดผู้ใต้บังคับบัญชา นายน้อยก็คงจะไม่ต้องไปหาถังเฉิ่นเชียน เพื่อที่จะต่อกรกับหลินเฉิ่นไบ๋ และก็ยังต้องยอมยกเมืองเจียงแห่งนี้ให้กับเขาไปอีก ในอีกความหมายนึง เมื่อนายน้อยมีกำลังที่จะพร้อมสู้ตอนนี้ นายน้อยก็จะได้ปกครองเมืองเจียง”

 

เย่ยี่หลิงกล่าว “นี่เหมือนเป็นพรที่ถูกประทานลงมาให้ ถ้าฉันไม่ได้ถูกบังคับให้ออกจากบ้าน ปู่ของฉัน ก็คงจะไม่ไปขอร้องให้เฒ่าหลินตามฉันกลับไป อย่างไร้ภัยอันตราย แม้ว่าล่าช้าถึง 10 ปี มันยังไม่สายเกินไป”

 

เฒ่าหลินรู้สึกว่าหัวใจของเย่ยี่เหลียงหนักแน่นด้วยตัวของมันเอง “อย่างไรก็ตาม ถ้านายน้อย ต้องการเข้ายึดเมืองเจียงในตอนนี้ นายน้อยจะต้องต่อสู้กับถังเฉิ่นเชียนด้วย เพื่อนเก่าคนนี้ หยั่งรากฐานลึกของตัวเอง ลงไปในเมืองเจียงตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน มันไม่ง่ายที่จะจัดการกับเขา”

 

เย่ยี่เหลียงพึมพำ “หลินเฉิ่นไบ๋นั้นนับว่าไม่สำคัญ เขาไม่แม้แต่จะลงมืออย่างสุดกำลัง เพียงแค่สับแขนของถังเฉิ่นเชียนแต่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในอดีต ทำให้เขาหวาดกลัวมาก”

 

“โดยเฉพาะถังเฉิ่นเชียนอายุขึ้น70ปีแล้วในตอนนี้ และเขาก็ได้สูญเสียแขนไป ฉันเพิ่งจะเข้าสู่วัยสี่สิบ ฉันสามารถรอให้เขาตายได้”

 

 

เจียงซิ่วเข้าไปในวิลล่า มันถูกตกแต่งไปด้วยสิ่งประดิษฐ์โบราณที่น่าชมมอง ส่งผลทำให้ดูสง่างามตามาก เห็นได้ชัดว่าถังเฉิ่นเชียนจัดเตรียมวิลล่าแห่งนี้ไว้อย่างพิถีพิถัน ขณะที่เขาวางแผนว่าจะใช้มันหลังเขาเกษียณ

 

หลังจากใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์มา คนๆหนึ่งก็ปรารถนาที่จะมีความสุขกับชีวิต หลังจากที่แก่ตัวขึ้น

 

สายตาของเขากวาดผ่านวิลล่าแห่งนี้ หลังจากคำนวณทิศทางฮวงจุ้ยแล้ว เขาก็เลือกห้องนอนเป็นของตัวเอง และเตรียมที่จะบ่มเพาะ แต่ขณะนั้นเอง เขาก็ได้รับข้อความโทรศัพท์มือถือ

 

มองไปที่มัน มันดูเหมือนว่าจะมาจากเย่ปิง

 

เย่ปิง : เจียงซิ่ว นายมันตัววายร้าย ฉันถูกลงโทษจากแม่ของฉัน มันก็เพราะนาย

 

เจียงซิ่ว : มันจะเกี่ยวกับเทพคนนี้ได้อย่างไร?

 

เย่ปิง : ถ้านายไม่ได้มาหาฉัน แม่ของฉันก็จะไม่ลงโทษฉัน

 

เจียงซิ่ว : หยุดล้อเล่นกับตัวเองได้แล้ว บ้านใหม่ของเทพคนนี้ อยู่ที่นี่

 

เย่ปิง : บ้านของนายอยู่ที่นี่? หยุดหลอกฉันได้แล้ว! ตัววายร้าย ห้ามปรากฏตัวต่อหน้าเลดี้คนนี้ที่โรงเรียนอีก ฉันจะตีนายทุกครั้งที่เจอ ถ้านายยังรั้นอยู่

 

หลังจากส่งข้อความนี้แล้ว เย่ปิงก็โยนโทรศัพท์ของเธอลงไปบนเตียง เธอโกรธมากจริงๆ และด้วยเหตุผลบางประการ แก้มของเธอก็กำลังแดงขึ้นเรื่อยๆ

 

เจียงซิ่ววางโทรศัพท์ไว้บนเตียงขนาดใหญ่ “ยัยโง่ เธอต้องการที่จะตีเทพคนนี้? เธอคิดว่าเทพคนนี้ยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ ที่ไม่มีพลังวิเศษ?”

 

“เทพนี้ได้มาถึงการปลุกตี่นระดับ 2 ขอบเขตในตำนานแล้ว แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของฉัน นับประสาอะไรกับสาวน้อยเซ่อซ่าคนนึง เธอยังพูดเรื่องไร้สาระอย่างเช่นจะตีฉันทุกครั้งที่ไปปรากฏตัวต่อหน้าเธอ? ถ้าคำกล่าวเหล่านั้นของเธอ ถูกพูดขึ้นที่ทวีปการต่อสู้นิรันดร์ และถูกส่งไปยังนิกายย่างก้าวสวรรค์ ว่าคำเหล่านั้นพูดถึงผู้นำนิกายอย่างไร นั้นก็เทียบเท่ากับอาชญากรรมร้ายแรงแล้ว”

 

“หึ่ม! หญิงสาวตัวเหม็น!”

 

เขาตะโกน และก็นั่งไขว่ห้างเพื่อเริ่มต้นการบ่มเพาะ

 

ยังมีพลังงานวิญญาณเหลืออยู่หลังจากที่เขาดูดซับไปก่อนหน้านี้ พลังงานนี้มีค่าต่อเขามาก เมื่อพลังทางจิตวิญญาณบนโลกหมดลงเช่นนี้ เขาต้องการที่จะดูดซับมันทั้งหมด

 

ราวกับว่าคนที่กินอาหารสุดหรู ต้องเลียชามให้สะอาด เมื่อถึงเวลาที่อาหารเกิดขาดแคลน

 

แม้ว่าจะฟังดูน่าเศร้า แต่เทพซิ่วก็หมดหนทางเช่นกัน

 

ทักษะบ่มเพาะศักดิ์สิทธิ์ที่เขาบ่มเพาะอยู่ เป็นทักษะบ่มเพาะที่โหดร้ายอย่างมาก มันดูดซับพลังของโลกภายนอกเข้าไปในร่างกาย และส่งผลทำให้เร่งการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ระดับการบ่มเพาะของพวกเขาจึงค่อนข้างไม่เสถียร ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น ระหว่างการบ่มเพาะ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างนั้น มันง่ายมากที่การบ่มเพาะของคนผู้นั้นจะลดลง

 

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเชื้อสายพระเจ้าจะมีบทบาทสำคัญมากในทวีปการต่อสู้นิรันดร์ แต่ในกรณีที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาต้องการใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่าคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม มันเป็นไปได้ที่จะอุดข้อบกพร่องนี้ โดยการทำให้พลังงานที่ได้มานั้น บริสุทธิ์ขึ้น และก็ค่อยๆบ่มเพาะอย่างมั่นคง เจียงซิ่วมีทักษะมากมายอยู่ในใจของเขา

 

“สุดท้ายแล้ว”

 

“หืม?”

 

ดวงตาของเขาเปิดออกอย่างฉับพลัน เขายังไม่ทันได้ทำให้พลังงานบริสุทธิ์ขึ้น แต่เขากลับรู้สึกก่อนว่า มีความผันผวนของพลังงานลึกลับภายในบ้านนี้ เขารีบลุกออกจากเตียง และหลับตาลง พยายามหาแหล่งที่มาของพลังงาน

 

เขารู้สึกตื่นเต้นมาก พลังงานที่เป็นเอกลักษณ์นี้ เป็นสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์ในการบ่มเพาะทักษะศักดิ์สิทธิ์

 

หลังจากเดินไปมาภายในบ้าน ประตูไม้ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา เขาผลักมันเพื่อเปิดออก และก็ค้นพบกับห้องน้ำชาเก่าแก่ ตั้งที่ภายใน ศาลเจ้าถูกตั้งไว้ภายในห้องน้ำชา ไม่มีการเผาไหม้ของธูปที่ด้านหน้าของศาลเจ้า และพลังงานไม่ได้มาจากมัน กลับกัน มันมาจากหน้ากากที่ตั้งไว้อยู่เหนือศาลเจ้า

 

“หืม?”

 

เจียงซิ่วเอาหน้ากากลงมา หน้ากากมีความคล้ายคลึงกับหน้ากากนับรบเครื่องปั้นดินเผามณฑลเสฉวน มันมีดวงตาใหญ่โตและปากขนาดยักษ์ ส่งผลทำให้มันดูไม่ค่อยดีนัก เป็นชิ้นงานที่หยาบกร้าน และมีสนิมขึ้น

 

“นี่คือ…”

 

เจียงซิ่วตกใจอย่างมาก

 

“นี่คือพลังของเทพเจ้า…”

 

 

นิยาเรื่องนี้มี*กลุ่มลับ*แล้วนะครับ ถึงตอนที่ 184 แล้ว สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ปักหมุนเพจ

ติดตามข่าวสารได้ก่อนใครที่ เพจ INdy-Novel