0 Views

บทที่ 5

ลำบากเกินไป

แปลโดย : ราตรีสีทา

เกลาสำนวนโดย : ราตรีสีเทา

แก้คำผิดโดย : ราตรีสีเทา

 

(ขอเปลี่ยนแปลงชื่อคู่หมั่นเจียงซิ่วนะครับ เปลี่ยนจาก ชิงหลิงสู เป็น เฉิงหลิงซู ขอขอบคุณผู้อ่านที่น่ารัก555)

 

เพื่อนสนิทของพ่อเจียงซิ่ว คือพ่อของเฉิงหลิงซู เฉิงฮันหลิน(Cheng Hanlin)ได้ตกลงการหมั้นหมายพวกเขาตั้งแต่วัยเด็ก และมันก็ไม่ใช่แค่คำสัญญา กลับกัน มันเป็นคำมั่นที่ให้เงินหมั่นมาถึง10,000หยวน ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเลขที่เล็กเลยในเวลานั้น มันแม้แต่กระทั่งเพียงพอซื้อบ้านในเมืองเจียง และก็เพียงพอสำหรับการไปประกอบธุระกิจย่อมๆได้

 

สถานะทางการเงินของบ้านเจียงซิ่วในช่วงวัยเด็กนั้น ค่อนข้างดี พ่อของเขาเป็นข้าราชการ และตำแหน่งของเขาก็ถือว่าดี แต่หลังจากที่โดนลงโทษทางวินัยเรื่องการละเมิดกฎ โชคลาภที่ตระกูลเขามีก็กลายเป็นตรงกันข้าม และเหตุผลการณ์ดังกล่าวก็เกี่ยวข้องกับพ่อตาของเขาเช่นกัน เฉิงฮันหลินได้ล่วงละเมิดที่ดินผิดกฏหมาย

 

ป๋าเจียงเสียงานและถูกจำคุก สำหรับตระกลูเฉิง เนื่องจากป๋าเจียง ค่อยช่วยเหลือพวกเขาตลอดในเวลาหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงประสบความสำเร็จและมีความมั่นคง โดยการมีที่ดินเป็นรากฐาน และเมื่อเวลาผ่านมาอีกสิบปี พวกเขาก็พัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด ชะตากรรมของสองตระกลู กลายเป็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันทำให้พวกเขาค่อยๆ ห่างเหินออกจากกัน

 

ตระกลูหนึ่งกำลังอยู่ในช่องแคบแห่งหายนะ ในขณะที่ตระกลูนี้ได้โยนความมั่งคั่งและเกียรติให้แก่ผู้อื่นไป

 

เฉิงหลิงซูสามารถขโมยหัวใจผู้อื่นได้ด้วยความอ่อนเยาว์ของเธอ และจะนับประสาอะไรกับเจียงซิ่วตอนนั้น แถมเธอยังเป็นคู่หมั่นของเขาอีกด้วย ในเส้นเวลาก่อนหน้านี้ เจียงซิ่วได้เริ่มมีความรักครั้งแรก และเขาตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความรักตลอดเวลา แต่กำปั้นขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าชะตากรรมได้ถูกตัดสินแล้ว มันเป็นอีกครั้งที่เขาได้สร้างเรื่องตลกขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

เฉิงหลิงซูไม่ได้ชอบเขา และเธอต้องการทำลายการหมั้นหมาย เจียงซิ่วโดยธรรมชาติย่อมไม่เต็มใจและไม่ยินยอม หรับไอขี้แพ้ในร้านผลไม้ก็ยังต้องการที่จะมีภรรยาสวยๆ ใครจะยินดีที่จะปล่อยไปมั้งละ? และนับประสาอะไรกับการที่เขาได้ชอบเธอไปเรียบร้อยแล้ว!

 

เนื่องจากการยืนกรานของเจียงซิ่ว แม้พ่อแม่ของเขาแม้จะทุกข์ทรมาน แต่ป๋าเจียงก็ไปคุยกับเฉิงฮันหลินให้ และเขาก็ได้สัญญาว่าจะแต่งงานกันต่อไปคงเดิน แต่ทว่าระหว่างทางกลับจากตระกลูเฉิง รถก็ชนเข้ากับป๋าเจียง และแม้ว่ามันจะไม่ได้ฆ่าเขาก็ตาม แต่ร่างกายของเขาก็กลายเป็นอัมพาตที่ไม่สามารถรักษาได้

 

มันเหมือนสายฟ้าสีฟ้าได้ฟาดใส่ตระกลูที่ยากจน ป๋าเจียงก็ไม่เต็มใจที่จะเป็นภาระ คืนนั้นเอง เขาได้ฆ่าตัวตาย และมาม้าเจียงก็ได้ฆ่าตัวตายตามเขาไปด้วยเหมือนกัน

 

เจียงซิ่วไม่สามารถลืมคืนนั้นได้ ในคืนนั้น เขาร่างถูกฉีกออกด้วยความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง!

 

เขาเดินผ่านเฉิงหลิงซูไปทีละก้าว ทีละก้าว มันมีประกายตาที่เย็นชาวูบวาบอยู่ภายในตาเขา

 

ในช่วงเวลานั้นฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ที่แท้จริงมันกลับกลายเป็นเรื่องโง่เง่า สำหรับฉิงหลิงซูเธอมักจะมองสูงขึ้นไปเสมอ ฉะนั้นเธอจะมองมาที่ฉันได้อย่างไร? คนที่เธอชอบคือชายหนุ่มที่อยู่ข้างเธอ ลูกชายของข้าราชการอาวุโส และยังมีอิทธิพลในโรงเรียนอย่างมาก เย่เหวินเฉิน(Ye Wenchen) หลังจากตอนนั้น พวกนี้ก็ไปเรียนมหาลัยในเมือแห่งจักรพรรดิ(เมืองหลวง) โดยการถูกรับรองโดยตรงจากมหาลัย จากนั้นเป็นต้นไป พวกนี้ก็ได้ไต่เต้าชีวิตขึ้นไปจนกลายเป็นคนระดับสูง

 

แต่มันช่างหน้าเสียดายที่ในตอนนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้อีกต่อไป…

 

เทพคนนี้กลายเป็นยิ่งใหญ่แล้ว จากคนขี้ขลาดตาขาวและไร้ความสามารถ กลายเป็นบุคลที่ขึ้นไปยังจุดสูงสุด ราวกับต้นไม้ที่กว้างใหญ่ปกคลุมไปทั้งสวรรค์และโลก ต่อหน้าของเทพคนนี้ แม้จะเป็นผู้ปกครองของอณาจักรดวงดาวก็ยังต้องก้มหัวให้ ฉันจะปล่อยเธอไปก่อน ตระกลูเล็กประติ๋วนี้ย่อมไม่สำคัญ!

 

เฉิงหลิงซูรู้ได้โดยธรรมชาติ ว่าคนที่ผ่านไปย่อมเป็นคู่หมั่นของเธอ รูปลักษณ์ของการดูถูกแวบผ่านในสายตาเธอ เมื่อเทียบกับเย่เหวินเฉินด้านข้างเธอ ความแตกต่างระหว่างพวกเขามันมีมากเกินไป

 

รูปลักษณ์ของเย่เหวินเฉินโดดเด่น และเขายังเป็นประธานสภานักเรียน ตระกลูของเขามีรากฐานมาจากข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ ความสามารถพิเศษ หรือสถานะครอบครัว เขาค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียว และที่สำคัญเขาเป็นคนมาจีบเธอเอง สำหรับคนอื่นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็คือคู่รัก

 

มันเป็นเรื่องทั้งสามคนได้พบกันและกัน

 

ภายในห้องเรียน นักเรียนทุกคนมาถึงแล้ว เจียงซิ่วเป็นคนสุดท้ายที่ไปถึงที่นั้น ขณะที่เขาเดินเข้าไปในห้องเรียน ในห้องที่อาจารย์เหม่ยจิ๋วเป็นคนรับผิดชอบ เธอถึงกับผิวเปลี่ยนสี

 

“อัยหย๊า.. พี่ชายซิ่วช่างน่ายำเกรง! เขากล้าที่จะมาช้า!”

 

“เขาเมินเฉยต่อการจ้องมองขงคุณครู”

 

“พี่ชาย คุณป่าเถื่อนเกินไป!”

 

ที่นั่งของเจียงซิ่วอยู่ด้านหลัง ขณะที่นักเรียนที่มีผลการเรียนแย่ๆ ก็นั่งอยู่ด้านหลังเช่นกัน ขณะที่ครูเหม่ยจิ๋วจ้องมองเจียงซิ่วที่กำลังเดินผ่านหน้าเวทีไปอย่างช้าๆ เธอรีบคว้าไม้บรรทัดที่อยู่บนโต๊ะและตีกลับลงไป ทำให้เจียงซิ่วเดินเซ

 

เธอกล้าหาญมากที่กล้าจะท้าตีกับเทพคนนี้

 

หน้าบึ๊งงอกลับไป เขาได้พบกับการจ้องมองที่ดูวิปริต

 

“เดินให้เร็วกว่านี้สิ เธอต้องการให้ทั้งชั้นรอเธอใช่หรือไม่?”

 

ตามความทรงจำของเขา ครูเหม่ยจิ๋วคนนี่เป็นผู้รับผิดชอบชั้นมัธยมปลายปีที่3 แม้กระทั่งตอนก่อนหน้า เธอก็จะไม่สามารถเริ่มต้นการสอนได้ จนกว่าจะโดนเธอด่าสักสองสามครั้ง คนนี้เป็นคนที่บ้าคลั่งและโรคจิต เธอเป็นคนที่รู้สึกไม่สบายตลอดทั้งวัน เว้นเสียแต่ว่าเธอจะได้ดุด่าหลายๆคน

 

ดี… ดีมาก ตอนนี้เทพคนนี้จะอดทนกับคุณ รอให้พลังของเทพคนนี้ฟื้นตัว และเมื่อนั้นฉันอยากจะเห็นว่าเธอจะทำอะไรฉันได้

 

“ทำไมเธอถึงจ้องมา? เธอกำลังโกรธ? ไปนั่งลงเร็วๆซะ” (ลุงกับป้าเจอกันหรือป่าวเนี่ย 555)

 

เจียงซิ่วโกรธอย่างแท้จริง ทุกคนที่กล้าพูดลักษณะนี้กับเขาในทวีปการต่อสู้นิรันดร์ตายไปหมดแล้ว ช่างปรารถนาถึงความวิโรธเสียจริง เขาเดินตรงไปที่ที่นั่งของเขา เมื่อเขาผ่านเย่ปิง เขาพบว่าผู้หญิงคนนี้แอบหัวเราะพร้อมกับปิดปากของเธอไปด้วย เธอเหมือนจะยินดีในความทุกข์ของเขา การแสดงออกในสายตาของเธอดูเหมือนจะพูดว่า นายทำตัวเอง!

 

ผู้รับผิดชอบชั้นเรียนกล่าวด้วยใบหน้าที่เคร่งครึม “เช้านี้เราจะสอบภาษาอังกฤษครั้งที่1 การทดสอบครั้งนี้ค่อนข้างยาก ฉันหวังว่าทุกคนจะพยายามทำให้ดีที่สุด ให้ครูเข้าใจระดับความสามารถของพวกเธอ ผู้คุมแจกเอกสาร”

 

การสอบเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับมัธยมปลายปี3 สอบสั้นๆทุกๆสามวัน และทำบททดสอบทุกๆอาทิตย์

 

ถือกระดาษทดสอบไว้ในมือ เจียงซิ่วก็หัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ ถ้อยคำพวกนี้เขารู้ตื้นเขินและก็ไม่เคยสำคัญสำหรับเขา เมื่อก่อนเขาก็มีเกรดที่ไม่ดีและเขาก็ไม่ได้รู้จักคำศัพท์มากมาย และการที่อยู่มามากกว่า3พันปี เขาจึงจำไม่ได้แม้แต่กระทั่งคำว่า ‘เหี้*’ ด้วยซ้ำไป

 

คลืด! คลืด! คลืด! คลืด! คลืด!!

 

นักเรียนทุกคนตอบคำถามด้วยความจริงจัง มัธยมปลายปีที่3 พวกเขาทำอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะพวกเขาได้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยความรวดร้าว พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถ!

 

“หืมม?”

 

จิตวิญญาณของเจียงซิ่วรู้สึกถึงเสียงตอบรับบางอย่าง มันคือการตอบสนองจากยันต์เผยแพร่การสังเวยสู่ความว่างเปล่า เขารู้สึกยินดีมาก ฉันรู้ว่าคาถาของฉันต้องทำงานได้ดี หญิงสาวที่โง่เขลา ความเร็วในการส่งผ่านเสียงนี้มันแค่ช้าเกินไปเท่านั้น ในเรื่องนี้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังก็ไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับการเผยแพร่เสียง จากอีกฟากหนึ่งของจักรวาลไปยังอีกฟากของอีกจักวาลนึงได้

 

และสุดท้ายเขาพูด “จงปรากฏ!”

 

อักขระหลายตัวอักษรปรากฏขึ้นบนกระดาษทดสอบภาษาอังกฤษทันทีที่เขากล่าวจบ การส่งเสียงมันไม่สามารถส่งมาได้  แต่พลังอำนาจแห่งการสังเวย ยังสามารถเดินทางผ่านช่องว่างได้ดี ต่อมาไม่นาน อักษระก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับว่ามันมีคนกำลังเขียนจดหมายด้วยปากกา แต่มันกลับไม่ใช่ภาษาสมัยใหม่ ในทางกลับกัน มันคล้ายกับคำพยากรณ์โบราณการณ์ ลักษณะมันเหมือนถูกสร้างมาด้วยจิตสำนึก แต่ลักษณะของมันเกาะก็ถูกยึดติดกันด้วยกระบวนการแปลงของกฏที่สมบรูณ์ และมันยังเป็นการเขียนที่ให้อารมณ์ลึกลับโบราณไม่มีที่สุดสุดอีกด้วย

 

“มันมาจากเจียนยี่!”

 

เจียนยี่เป็นศิษย์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา

 

เนื้อหาตอบกลับมีดังนี้ : ท่านผู้นำ กระบี่บินแบบใช้ครั้งเดียวพร้อมที่จะใช้ส่งวัถตุดิบบ่มเพาะระดับเริ่มต้นและเม็ดยาแล้ว เวลาที่คาดว่าน่าจะถึงโลกน่าจะในอีก321ปี ฉันหวังว่าการเดินทางกลับบ้านของท่านผู้นำจะน่ารื่นรมย์

 

321ปี?

 

“เวรเอ้ย!”

 

เทพซิ่วเกือบจะพลิกโต๊ะคว่ำด้วยความโกรธ เพียงแค่มีชีวิตผ่านไป100ปี ก็เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ยาวนานสุดสำหรับคนธรรมดาแล้ว 300 ปีต่อมา ท่านผู้นำของแกคงกลายเป็นโครงกระดูกแล้ว

 

“พวกเด็กสารเลวเหล่านี้ไว้ใจไม่ได้ ทั้งหมดเป็นความผิดของดวงตาที่มืดบอดของเทพคนนี้เอง ฉันไม่เคยรับศิษย์ที่ฉลาดมาเลยแม้แต่คนเดียว”

 

ความโกรธนึงจะทำให้อีกความโกรธนึงเพิ่มมากขึ้น ฉันต้องหาวิธีอื่นไปก่อน

 

เมื่อพลังแห่งการสังเวยกำลังจางหายไปจากกระดาษทดสอบ ไอเดียนึงก็พุ่งเข้ามาหาเจียงซิ่วอย่างกะทันหัน เขาพึมพำบางสิ่งบางอย่าง ครูเหม่ยจิ๋วเองก็เบิกตาของเธอกว้างขึ้น เพราะเจียงซิ่วได้กัดนิ้วมือของเขา ทำให้เลือดไหลออกมา ขณะที่เขาถือกระดาษทดสอบระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางของเขา

 

เขากำลังทำอะไร? ทำร้ายตัวเองเพื่อประท้วงหรือไม่?

 

นี้เป็นการดูถูกตัวเองอย่างกระทันหันงั้นหรอ?

 

ถ้าเธอมีความสามารถ ก็คงไม่ต้องกัดนิ้วของตัวเอง กลับกันถ้าจะทำก็น่าจะใช้ใบมีดตัดตัวเองไปเลย

 

“การสังเวยที่ยิ่งใหญ่ ศิลปะการดูดซึมจิตวิญญาณแห่งเลือด!”

 

มีประกายตาปีศาจที่ชั่วร้ายแวบผ่านดวงตาของเจียงซิ่วเมื่อนิ้วที่เปื้อนไปด้วยเลือดละโลมตัวอักขระลงบนกระดาษทดสอบ

 

ทักษะนี้มาจากเต๋าปีศาจ มันโหดร้ายอย่างมาก ใช้เลือดเพื่อเป็นสื่อในการดูดซับภายในของผู้อื่น ทักษะปีศาจอันพิเศษนี้เป็นของเผ่าพันธุ์อารามโลหิต พวกเขาถูกครอบงำจิตใจในการท้าทายสวรรค์ ด้วยการผลิตทักษะแห่งเลือดใหม่ๆออกมา พวกมันอนุญาตให้ใช้คาถาของพวกมันได้ และถูกใช้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มันคือความสามารถในการดูดซับพลังภายในของฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่นานพวกเขาก็จะถูกครอบงำโดยมัน

 

ถึงแม้พลังในการสัยเวยที่มาจากเจียนยี่จะอ่อนแอมาก สำหรับเจียงซิ่วในปัจจุบันแล้วมันยังกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ด้วยสิ่งนี้อย่างน้อย มันก็ทำให้เขาครอบครองพลังจำนวนหนึ่ง และมันจะทำให้เขาแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างมาก

 

ในทันที เจียงซิ่วรู้สึกว่ากระแสเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านทางเส้นเลือด แววตาของเขาเปล่งประกาย นี่คือพลังใช่หรือไม่? เขากำกำปั้นเล็กน้อย มุ่งเน้นพลังงานของเขาเข้าไปในนั้น ซึ่งทำให้มันเรืองแสง

 

ตอนนี้เจี้ยนซิ่วรู้สึกว่าเขาสามารถทุบโต๊ะในโรงเรียนตรงหน้าเขาให้เป็นหลุมได้อย่างง่ายดาย

 

“นี้มันควรจะคล้ายคลึงกับการเข้าไปในระดับแรกของการสกัดระดับพลังฉี”

 

“แม้ว่ามันจะเหมือนกับการเข้ามาอยู่ในระดับของมด แต่มันก็ยังคงดีกว่าไม่มีอะไร”

 

ดิงด๊อง.. ระฆังดังขึ้น แสดงว่าชั้นเรียนสิ้นสุดลงแล้ว “เอาหล่ะ ทุกคนวางปากกาลงได้ ผู้คุมสอบ ไปเก็บแบบทดสอบ” คุณครูเหม่ยจิ๋วกล่าว

 

หลิวยุ่ยหยาง(Liu Yuyang) ขมวดคิ้วของเธอเมื่อได้กระดาษคำตอบของเจียงซิ่ว “เจียงซิ่ว นี้มันอะไรกัน? กระดาษทดสอบของเธอว่างเปล่า เธอจะทำบททดสอบออกมาแบบนี้จริงๆ?”

 

“มันไม่ใช่กงการอะไรของคุณ ควบคุมตัวเองซะหน่อย และหยุดโอ้อวดอำนาจที่ไม่มีจริงได้แล้ว” เจียงซิ่วกล่าว

 

 

ติดตามข่าวสารได้ก่อนใครที่ เพจ INdy-Novel