0 Views

บทที่ 47

การกลับบ้าน

 

เจียงซิ่วเข้าใจสถานการณ์ทันที หลังจากได้ยินคำเหล่านั้น ตระกูลเฉิงอาจเล่าเรื่องที่ยกเลิกการหมั้นให้กับพ่อแม่ของเขาฟังไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงถาม “ไม่นิ เกิดอะไรขึ้น?”

 

หลินเยี่ยหลิงกล่าว “ป้าซันของลูกโทรมา และเธอบอกว่าต้องการที่จะยกเลิกการหมั้น ระหว่างลูกและซูซู โดยจะจ่ายค่าเสียหายให้ทั้งหมด!”

 

วันนี้ เจียงซิ่วได้ตบนายน้อยทั้งสี่ไป และตระกูลเฉิงของเธอก็ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงหนาน เธอจะอนุญาตให้ลูกสาวของเธอ แต่งงานกับเจียงซิ่วที่ทำผิดต่อนายน้อยเหล่านั้นได้อย่างไร? นับประสาอะไร กับการที่เธอไม่ชอบเจียงซิ่วอยู่แล้วตั้งแต่แรก

 

เธอรีบกลับบ้านทันที และโทรหาหลินเยี่ยหลิง บอกว่าเธอต้องการที่จะถอนการหมั้น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้บอกเหตุผลทั้งหมดก็ตาม เธอบอกว่าเจียงซิ่วไปข่มขู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงมา ดังนั้นเธอจึงต้องการให้ตระกูลเฉิงของเธอถอนหมั้นกับเขา เธอยังบอกอีกด้วยว่าเฉิงหลิงซูและเจียงซิ่วไม่เหมาะสมกันและกัน

 

“พวกเขาสามารถทำสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ ใช่ไหม?”

 

เขาได้วางแผนทุกอย่างดีแล้วเมื่อเขาเซ็นสัญญา

 

“เราจะอนุญาตได้อย่างไร? ลูกไม่เคยทำอะไรให้ซูซูเศร้าใจนิ ใช่มั้ย? ลูกแค่ทำให้ดีที่สุด และไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ มุ่งเน้นไปที่การเรียนก็พอ”

 

พูดได้ดังนั้น หลินเยี่ยหลิงก็วางสายไป

 

ในระยะเวลาก่อนหน้า เจียงซิ่วมีความมานะพากเพียร เว้นก็แต่เสียเรื่องความรัก เจียงหยี่และหลินเยี่ยหลิงปล่อยให้ยิกเลิกหมั้นได้ง่ายๆเช่นไร? ของขวัญสำหรับการหมั้นคือ 10,000 หยวน ในช่วงเวลานั้น มันสามารถหาอาหารมาเติมกระเพาะได้เป็นระยะเวลานาน มันเป็นเงินก้อนใหญ่ ภายหลัง ตระกูลเฉิงก็ยังใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของเจียงหยี่เพื่อทำกำไร ซึ่งนั้นเองก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องติดคุก พวกเขาเชื่อว่าตระกูลเฉิงเป็นหนี้พวกเขา ดังนั้นแล้ว จึงไม่มีทางที่พวกเขาจะยกเลิกการหมั้นครั้งนี้

 

“ช่างมันเถอะ มันจะดีที่สุด ที่ปล่อยให้เรื่องเป็นไปตามธรรมชาติ การบ่มเพาะต้องมาก่อน”

 

เจียงซิ่วเป็นคนที่บ้าการบ่มเพาะ และมีความสนใจในการเรียนรู้ความลี้ลับของการบ่มเพาะ เช่นเดียวกับที่เพื่อนสนิทของเขาที่ชื่นชอบการเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ เขาจะรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าพลาดการบ่มเพาะไปวันนึง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขายังได้พลังงานวิญญาณที่อาจสามารถช่วยในการบ่มเพาะเขาได้มาอีก

 

เขายื่นมือออกมา แล้วมุกก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ ขณะที่มันเปล่งแสงอันเปล่าเปรียวอ้างว้างออกมาอย่างริบหรี่ เจียงซิ่วหลับตา และเริ่มใช้ทักษะลับเพื่อดูดซับพลังงานภายในมุก

 

“ปลุกตื่นระดับ 1 ขอบเขตในตำนาน อ่อนแอ่เกินไป ควบคุมสายฟ้าได้เพียงครั้งเดียว ก็กินพลังงานไปทั้งหมดแล้ว แม้แต่กระทั่งทักษะสายฟ้าคำรนก็ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์ และมันก็ยังต้องขว้างออกไปแทนด้วยที่จะถืออย่างมั่นคงอีกด้วย”

 

พลังงานวิญญาณนี้บริสุทธิ์มาก วิญญาณตนนั้นอ้างว่ามันปกป้องวัดพระมหากษัตริย์ที่แท้จริงก็เพื่อตัวพระมหากษัตริย์ที่แท้จริงเอง แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะมีโอกาสเล็กน้อยมากที่จะเป็นเช่นนั้น ถ้ามันเป็นความจริง เมื่อนั้นแล้วเขาก็คงเป็นวิญญาณรับใช้ของพระมหากษัตริย์ที่แท้จริง และมันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะถูกปิดผนึก เพราะการเป็นวิญณาญรับใช้นั้นเติบโตได้ค่อนข้างช้า และก็เกือบจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในกรณีที่พวกมันถูกปิดผนึก

 

วิสสส!

 

ฉีและเลือดภายในร่างของเจียงซิ่วรุมร้อน ส่งผลทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงสด เส้นชีพจรภายในร่างเขากำลังเต้น กระดูกของเขากลายเป็นทนทานประดุจเหล็กกล้า ขณะที่เส้นเลือดของเขาพองออกมา ส่วนประกอบของสายเลือดเขาค่อยๆ วนเวียนไปในเส้นทางที่ต่างออกไปจากมนุษย์ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่คล้ายกับสัตว์โบราณกาล ในตำนานปรัมปรา

 

“อ๊ากกกก!”

 

เจียงซิ่วเปล่งเสียงทุกข์ทรมาณน่าสะท้านใจออกมา ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท และมีเลือดไหลออกมาจากมุมหางตา ส่งผลทำให้เขาดูลึกลับเหนือบรรยาย

 

การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดก็คือสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏขึ้นมาที่แขนของเขา

 

เจียงซิ่วไม่ทราบว่าเป็นทักษะพระเจ้าประเภทไหน ช่วงระยะเวลาของการปลุกตื่น สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์หลายตัวจะปรากฏขึ้น และเมื่อพวกมันโผล่ออกมา จะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นที่แข็งแกร่ง และเมื่อลวดลายของสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เสร็จสมบรูณ์ มันก็จะเกิดทักษะพระเจ้าที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา เขามองไปลงไปอย่างจริงจัง ทักษะศักดิ์สิทธ์มีหลายๆอย่าง และแม้แต่มนตร์คาถาก็ไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งเหล่านี้ได้

 

ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ข้างนอกตอนนี้มันได้สว่างเรียบร้อยแล้ว

 

เจียงซิ่วหยุดการบ่มเพาะ และเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อที่จะทำให้เลือดที่ไหลเวียนอยู่นั้นเย็นลง เขามองไปที่รูปลักษณ์ของเขาในกระจก มันเปลี่ยนไปอีกครั้ง ใบหน้าของเขากลายเป็นคมขึ้น ถามว่ามันแตกต่าจากเดิมยังไง? รูปลักษณ์ของเจียงซิ่วก่อนหน้านี้ก็คือรูปร่างก่อนที่จะใช้ PS* แต่ตอนนี้ก็คือรูปร่างหลังจากที่ใช้PSแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดคือความสูงของเขา มันเพิ่มขึ้นอีก2-3 ซม. และทำให้เขาดูสูงขึ้นมาก

[T/N: *PS – Photoshop]

 

ในช่วงกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นโชคชะตาเล่นตลกหรือไม่ เขาก็เดินมาพบกับเฉิงหลิงซู โอหยางเชียน หลี่ดั่น และส่วนที่เหลือของสาวๆ ในโรงอาหาร พวกเธอรู้สึกประหลาดใจเมื่อมองไปที่เจียงซิ่ว ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในโรงเรียนได้อย่างเฟอร์เฟ็ก โอหยางเชียนกล่าว “ทำไมนายน้อยทั้งสี่ไม่ได้สอนบทเรียนให้แก่เขา?”

 

พวกเธอกำลังพูดถึงเจียงซิ่วอยู่ว่าเขาจะทุกข์ทรมานมากแค่ไหนกัน

 

หลี่ดั่นไม่สามารถเข้าใจได้ “ใช่ เขาตบนายน้อยทั้งสี่ไป มันไม่มีทางที่พวกเขาจะปล่อยเขาไป”

 

เฉิงหลิงซูยังคงเงียบ เมื่อวานนี้ เธอกลับมาที่บ้านพร้อมกับซันเสี่ยวหง สิ่งแรกที่ซันเสี่ยวหงทำคือการโทรไปหาหลินเยี่ยหลิงเพื่อขอยกเลิกการหมั้น แต่หลินเยี่ยหลิงไม่เห็นด้วย ทั้งสองคนทะเลาะกันทางโทรศัพท์ เธอยังไม่ได้เอาข้อตกลงออกมาให้แม่ดู ก็เพราะเหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ หลังจากนั้น เจตนาของผู้ปกครองในครอบครัวเจียงเหมือนจะแตกต่างจากพวกเรามาก นี่ทำให้เธอรู้สึกกระวนกระวายใจ

 

เธอโพล่งออกมา “บางทีนายน้อยทั้งสี่คนอาจจะตกใจเพราะเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อวานนี้ก็ได้”

 

โอหยางเชียนพยักหน้า “สารเลวนี้เหมือนจะโชคดีเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะไม่ลืมที่จะชำระหนี้นี้ เมื่อพวกเขาตระหนักถึงมัน แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องมาสอนบทเรียนแก่เจียงซิ่ว”

 

เห็นได้ชัด ว่าเธอรู้สึกแย่มาก

 

ในตอนนี้เอง เย่เหวินเฉินก็มาถึงแล้ว กลุ่มของพวกเขารวบรวมสาวสวยทั้งหมดของเซ็กเก้นไฮไว้ เย่เหวินเฉินเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นเจียงซิ่วจากพื้นที่ๆห่างไกล

 

“นายน้อยเย่ สารเลวนั้นดูปกติสุขดี!”

 

“นี่มันแปลกจริงๆ”

 

โอหยางเชียนกล่าว “เดี๋ยวก่อน ทำไมไม่เตือนให้นายน้อยไบ๋นึกเกี่ยวมันหล่ะ? แม้แต่ฟันของเขาก็หัก ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่มีทางที่จะลืมเรื่องนี้ได้

 

เย่เหวินเฉินพยักหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ในวันถัดไป เจียงซิ่วก็ยังอยู่ในโรงเรียนอย่างสบายใจเฉิบ นายน้อยไบ๋ไม่เคยมาหาเจียงซิ่ว ดังนั้นแล้วโอหยางเชียนและส่วนที่เหลือไม่สามารถทนต่อมันอีกต่อไป “นายน้อยเย่ เหตุใดนายน้อยไบ๋จึงไม่ทำอะไรเลย?”

 

เย่เหวินเฉินเองก็งงงวย “ฉันพูดเรื่องนี้กับนายน้อยไบ๋ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็เพียงแต่พูดว่า ‘โอเค’ ”

 

บ่ายวันอาทิตย์ หลินเยี่ยหลิงโทรศัพท์หาเจียงซิ่ว และถามว่าเขาจะกลับบ้านไหม หลังจากถึงช่วงเวลานี้แล้ว เขาไม่ได้กลับบ้านมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาคิดถึงเขามาก

 

บ้านของเจียงซิ่วตั้งอยู่ที่ชานเมืองของเมืองเจียง มันเป็นแทบพื้นที่ที่ถูกเรียกว่าหมูบ้านสายธารเมฆา การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนี้ หลังจากเกือบสิบปีผ่านไป หมูบ้านสายธารเมฆาแต่เดิม ก็ได้เปลี่ยนเป็นเขตสายธารเมฆา ลักษณะปัจจุบันนี้ของมัน อยู่ห่างจากลักษณะตอนนั้ยที่มีลักษณะเป็นเมือง

 

อย่างไรก็ตาม มันปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากที่เป็นหมู่บ้านเมื่อสิบปีที่แล้ว ดังนั้นจึงมีถนนเก่าหลายแห่ง ครอบครัวของเจียงซิ่วดีที่ไม่ต้องย้ายไปไหน ครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ในถนนสายเดิม และการไหลเข้าของลูกค้าก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพ

 

ขณะที่เขาลงรถ และเดินเท้าไปตามถนนสายเก่า ฉากหลายฉากเมื่ออดีต กระพริบผ่านในใจของเขา เขารู้สึกคิดถึงบ้าน

 

จากระยะไกลเขาสามารถมองเห็นแผงผลไม้ของบ้านเขาได้

 

มันมีขนาดเล็กเพียง 4-5 ตารางฟุต และผลไม้บางอย่างถูกจัดเรียงไว้ ทางด้านนอก มีผู้หญิงมาคุยกับแม่ของเขา เจียงซิ่วจำผู้หญิงคนนี้ได้ เธอเป็นเจ้าของบ้านที่พวกเขากำลังขายผลไม้กันอยู่ มันมักเป็นฝันร้ายของเจียงซิ่ว เพราะบรรยากาศในบ้านจะหดหู่ใจขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เธอปรากฏตัว พ่อของเขาซ่อนตัวอยู่บนระเบียง และยังคงเงียบอยู่ ในขณะที่เฝ้าดูแม่ของเขาอย่างสงบ ทั้งหมดก็เนื่องจากเรื่องค่าเช่า

 

“เยี่ยหลิง ฉันรู้ว่าครอบครัวของเธออยู่อย่างยากลำบาก แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ค่าเช่า 800 หยวนต่ำเกินไป เพียงแค่มองไปที่ถนนสายนี้ ไม่มีใครเช่าอยู่ในราคาที่ต่ำเช่นนี้แล้ว”

 

หลินเยี่ยหลิงอายุ 40 ปี แต่ใบหน้าของเธอค่อนข้างสง่างาม มันมีก็แต่เพียงรอยย่นที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงสวย แต่เธอก็ต้องทนทุกข์ทรมานเนื่องจากโชคชะตาของเธอเอง และแม้ว่าชะตากรรมของเธอจะทรมานตัวเธอ แต่อารมณ์ของเธอ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงในตลาดจะสามารถเปรียบเทียบได้ มันมีเพียงหน้าของเธอที่เปลี่ยนสีไปด้วยความเจ็บปวด “พี่สาวเอ๋อหลิน คุณก็รู้ ว่าเดี๋ยวนี้มันยากที่จะทำธุรกิจ ลูกชายของฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเร็วๆ นี้ด้วย”

 

“มันยากที่จะหาบ้านเช่นนี้ได้ คุณสามารถปล่อยค่าเช่าปีนี้ไป และค่อยไปเพิ่มขึ้นปีหน้าได้ไหม?”

 

ตาของพี่สาวเอ๋อหลินเบิกกว้าง “เพิ่มขึ้นในปีหน้า? เธอกำลังล้อเล่นใช่ไหม? จำนวนเงินที่ฉันสูญเสียในแต่ละเดือนคือ 200 และมันก็เกือบ2000เมื่อเป็นต่อปี”

 

“พี่สาวเอ๋อหลิน”

 

พี่สาวเอ๋อหลินขัดจัดหวะเธอ “บ้านใครบ้างที่ไม่ได้ยากลำบากบ้าง? ฉันทำธุรกิจที่นี่ ไม่ใช่ทำการกุศล ถ้าเธอคิดว่าค่าเช่าที่นี่ราคาแพง งั้นก็ไปที่มุมถนนนั้น มันถูกกว่าที่นี้ เพียงแค่ 500หยวน ต่อเดือนเท่านั้น”

 

ร้านขายผลไม้พึ่งพาการไหลเข้าของผู้คน และมุมถนนก็ไม่มีเลย นอกจากนี้ ครอบครัวเจียงก็แทบไม่สามารถสร้างกำไรได้จากการขายผลไม้นี้อยู่แล้ว ดังนั้น พวกเขาไม่กล้าที่จะเปลี่ยนที่ ไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะต้องจบลงด้วยความอดอยากจากการหาธุรกิจดีๆไม่ได้

 

หลินเยี่ยหลิงกล่าว “พี่สาวเอ๋อหลิน ฉันข้อร้องคุณ แค่ปีนี้ ลูกของฉันต้องเรียน …”

 

“พอแล้ว! เท่าที่ฉันเห็น ลูกชายของเธอก็ไม่ได้ดูมีอนาคตอะไรเลย ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้เขายังอยู่ที่โรงเรียนอยู่ และเธอคิดว่าเขาจะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองได้ หลังจากที่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว? ฉันแนะนำให้เธอประหยัดเงินมากยิ่งกว่านี้เสียดีกว่า”

 

“แม่!”

 

มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างหลัง หลินเยี่ยหลิงหันกลับไปมอง มันไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากเจียงซิ่ว

 

 

 

 

นิยาเรื่องนี้มี*กลุ่มลับ*แล้วนะครับ ถึงตอนที่ 104 แล้ว สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ปักหมุนเพจ

ติดตามข่าวสารได้ก่อนใครที่ เพจ INdy-Novel