0 Views

บทที่ 32

วิธีการตกสาวของเทพซิ่ว

 

แปลโดย : ราตรีสีทา

เกลาสำนวนโดย : ราตรีสีเทา

แก้คำผิดโดย : ราตรีสีเทา

 

นับตั้งแต่ที่เหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในไซต์งานก่อสร้าง อนันทรัพย์ก็เชิญหมอผีมาหลายคน และใช้ทรัพย์ยากรการเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่ผลที่ได้ก็คือ สถานกาณ์ที่เป็นปัจุบัน ไม่ได้ดีขึ้น และมีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆด้วย แม้แต่ตอนนี้เอง พวกเขาก็หมดหนทางที่จะแก้ไขแล้ว

 

ทั้งคู่ ชิงเหว่ยผิงและหนานก๋งฉิน นั่งตรงข้ามกันและกัน โดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ สำนักงานแห่งนี้กลายเป็นเงียบกริบ และบรรยากาศก็ดูหดหู่มาก

 

หลังจากผ่านไปเป็นระยะเวลานาน ชิงเหว่ยผิงจึงหยิบบุหรี่คุณภาพเลวออกมาตัวนึง และเขาจุดมันต่อหน้าภรรยา “ทำไมคุณไม่ลองโทรหาไปโควเอ๋อหล่ะ และลองถามเธอดู ว่าที่อยู่ของหมอผีคนนั้นอยู่ไหน มิสเตอร์เจียงโหลวเซี่ยคนนั้นนะ?”

 

มันไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายามหาตัวหมอผีหนุ่มคนนั้น เขาได้ตระเวนไปรอบๆเมืองเจียงแล้ว แต่มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี

 

หนานก๋งฉินกล่าว “ฉันโทรหาเธอแล้ว แต่เธอก็ไม่เต็มใจที่จะบอกฉัน ฉันเลยข้อร้องให้น้องสะใภ้ เข้าไปถามเธอให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอปฏิเสธที่จะช่วยเหลือฉัน”

 

คนที่เป็นมารดา มักจะรู้อยู่เสมอว่าลูกของพวกเธอนั้นคิดอะไรอยู่ เมื่อมองไปที่พฤติกรรมของหนานก๋งโควเอ๋อ แม่ของเธอ ก็เข้าใจทันทีว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ถ้าหนานก๋งฉินไม่ได้ทำอะไรที่มากเกินไปสำหรับลูกสาวเธอ ตัวลูกสาวของเธอเองก็คงจะไม่ได้ประพฤติตัวในลักษณะแบบนี้  และด้วยเหตุนี้เอง ตามเรื่องตามราวแล้วเธอย่อมต้องเข้าข้างลูกสาวเธอ

 

ชิงเหว่ยผิงเกรี้ยวกราด “เพียงแค่ตำแหน่งของพี่ชายถูกยกระดับขึ้น ทุกคนในครอบครัวนั้น ก็ดูเหมือนจะหยิ่งจองหองกันไปหมด พวกนั้นไม่ได้คิดถึงความจริงที่ว่านั้นเลย เหตุผลที่พวกเขามีชีวิตสุขสบายราบรื่นได้ขนาดนี้ ก็เนื่องเพราะตาแก่นั้น! เขาให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีแก่ครอบครัวเขา และตอนนี้ ครอบครัวพวกเขาก็ยังจะมาแว้งกัดเราในลักษณะเช่นนี้!?”

 

เมื่อเห็นสามีของเธอโกรธ หนานก๋งฉินเองก็เงียบลง

 

เขาเป็นเพียงลูกเขยระดับท้ายๆ เขาไม่เคยสัมผัสทรัพย์สินของตระกูลหนานก๋งมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาเองเป็นเพียงแค่นักธุรกิจธรรมดาๆเท่านั้น

 

ในสายตาของผู้มีอำนาจ นักธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ พวกสามารถเล่นด้วยยังไงก็ได้

 

สำนักงานจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง

 

นี่เป็นเรื่องที่ยืนยันได้แล้วว่าอนันทรัพย์เหมือนจะถึงคราวจบสิ้นอย่างแท้จริง

 

พวกเขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่แสดงนิสัยแบบนั้นต่อหน้าเจียงซิ่วอย่างไร้การไตร่ตรอง ใครจะไปรู้ ว่าเขาจะกลายเป็นหมอผีที่แท้จริง ซางเที่ยชานได้ทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ หลังจากที่เขาตระหนักได้ว่าเจียงโหลวเซี่ยคนนั้น รู้ว่าเขากำลังเดาสถานณ์แบบผิดๆอยู่ นี้จึงไม่ต้องสงสัยอะไรอีกเลย ว่าเขาคนนั้นจะต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหานี้ ว่ามันคืออะไร

 

หนานก๋งฉินกล่าว “ลองโทรไปหาพ่อแก่ถังเฉิ่นเชียนดูไหม? เขาเป็นคนใหญ่คนโตที่สุดในเมืองเจียง ดังนั้นแล้วเขาน่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่บ้าง?”

 

ชิงเหว่ยผิงพึมพำกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพื่อที่จะโทรหาถังเฉิ่นเชียน “ฮัลโหล นี่พ่อแก่ถังใช่รึเปล่า? ฉัน ชิงเหว่ยผิงกำลังพูดเอง”

 

“โปรดรอสักครู่…” อาด๊งเป็นคนรับโทรศัพท์ “พ่อแก่ ชิงเหว่ยผิงจากอนันทรัพย์”

 

“สวัดดี นี่ถังเฉิ่นเชียน”

 

ชิงเหว่ยผิงกล่าว “พ่อแก่ ฉันมีปัญหาบางอย่างต้องให้คุณช่วยในตอนนี้…” ชิงเหว่ยผิงอธิบายด้วยคำพูดที่ฟังเข้าใจง่าย แต่ตามเรื่องราวแล้ว เขาย่อมที่จะไม่พูดถึงหมอผีหนุ่มโหลวเซี่ย

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า…”

 

ถังเฉิ่นเชียนหัวเราะออกมาสุดเสียง เมื่อได้ยินปัญหาของเขา “เหว่ยผิง หมอผีที่แท้จริงและก็มีเกียรติอันสูงส่ง ย่อมแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายใช่ไหมหล่ะ? ถ้าเธอต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงเหล่านี้ออกมา แค่เงินมันไม่เพียงพอ เธอจะต้องเสนอในสิ่งที่พวกเขาสนใจด้วย”

 

ชิงเหว่ยผิงกล่าวถาม “พ่อแก่คุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่?”

 

เขากำลังสับสน ในขณะที่เขาไม่รู้เลยว่า อะไรกัยที่จะดึงดูดความสนใจของหมอผีได้

 

ในที่สุดคนของปลายสายก็ตอบออกมา ถังเฉิ่นเชียนให้คำตอบง่ายๆกับเขา “สิ่งประดิษฐ์!”

 

“สิ่งประดิษฐ์?”

 

สิ่งเหล่านี้สำหรับนักธุรกิจอย่างเขาแล้ว คงไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้วแน่นอน

 

“ใช่ สิ่งประดิษฐ์” ถังเฉิ่นเชียนกล่าว “สิ่งประดิษฐ์ที่มีพลังวิเศษอยู่มากมาย มันผสมผสานไปด้วยค่ายกล ซึ่งไว้ใช้สำหรับในการฆ่าอสูรและปีศาจ หรืออื่นๆ สิ่งประดิษฐ์ยกตัวอย่างมันก็คล้ายๆกระบี่ของนักดาบนั้นแหละ สิ่งประดิษฐ์เท่านั้น ที่จะสามารถปลุกกระตุ้นความสนใจของหมอผีที่แท้จริงได้ แน่นอน ว่าเธอสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงได้ถ้ามีพวกมัน”

 

ชิงเหว่ยผิงรู้สึกกระอักกระอวน “แต่ฉันไม่ที่สิ่งประดิษฐ์ที่ว่านั้นสักอันเลยนะ”

 

ฉันจะไปมีมันได้ยังไง ในเมื่อแม้แต่หมอผีที่แท้จริงพวกนั้น เขาก็ยังหามันอยู่เลย?!

 

“อย่าบอกนะว่าพ่อแก่มีมัน?”

 

ถังเฉิ่นเชียนส่ายหัวของเขา สิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นสามารถหาเจอได้ แต่ก็เอามาไม่ได้ เขากล่าว “ฉันเองก็กำลังหาสิ่งประดิษฐ์พวกนี้มาเป็นระยะเวลานาน แต่ฉันก็ไม่เคยโชคดีได้รับมันมาสักที อย่างไรก็ตาม ฉันสะสมวัตุโบราณไว้มากมายนับไม่ถ้วนอยู่ภายในบ้าน มันอาจจะมีบางอันที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ก็ได้ เราจะจัดงานประมลูแสดงสินค้าขึ้น และพวกที่มาก็ต้องมีกำลังพอที่ถือครองสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ไว้ด้วย บางที นี้อาจจะเป็นการดึงดูดหมอผีที่แท้จริงมาได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆมานัก”

 

“สำหรับเรื่องที่พวกเขาจะรับขอตกลงหรือเปล่า นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอแล้ว”

 

ชิงเหว่ยผิงดีใจมาก “ขอบคุณสำหรับเรื่องนี้มาก พ่อแก่!”

 

เขาเชื่อว่าเขาสามารถทำมันได้ แม้แต่หมอผีก็จำเป็นต้องกินและต้องใช้เงิน

 

มนุษย์คนไหนไม่ชอบให้ตัวเองมีเงินมากขึ้น?

 

 

 

ภายในห้องเรียน ชั้นเรียนฟิสิกส์กำลังเริ่มต้นขึ้น น้ำลายกระเด็นออกมาจากปากของครู นักเรียนทุกคนที่อยู่ด้านหน้ากำลังตั้งใจฟังอย่างจริงจัง แต่สำหรับนักเรียเจียงซิ่วแล้ว แม้ว่าเขาจะนั่งตัวตรง แต่ตาของเขาปิดลงอยู่ มันดูราวกับว่าเขากำลังนอนหลับ และคุณครูก็สังเกตเห็นมามากกว่าสองครั้งแล้ว แต่ทว่านักเรียนคนนี้ค่อนข้างพิเศษนิดหน่อย เขาเอาชนะผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน และทำให้อาจารย์ใหญ่ต้องตกงาน ปัจจุบันนี้ ไม่มีครูคนไหนกล้าที่ยั่วยุเจียงซิ่วอีก

 

พวกครูทั้งหมดปล่อยเขาไป

 

อันที่จริงแล้ว คุณครูนั้นเข้าใจผิดอยู่อย่าง นักเรียนเจียงซิ่วของพวกเขานั้น ไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด เขากำลังเข้าญาณ เพื่อจะตระหนักรู้ความลับร่างกายของตัวเอง ในโลกภายใน เจียงซิ่วกำลังบ่มเพาะอยู่ เขากักเก็บรวบรวมพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่ อย่างต่อเนื่อง มันก็เพื่อที่จะได้บรรลุ การปลุกตื่นที่ 2 ขอบเขตในตำนาน พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้เพิ่มพูนมากขึ้น เมื่อมาถึงริมขอบที่กว้างใหญ่ที่สุดของของขอบเขตแล้ว เขาก็หยุดลง

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากบ่มเพาะเป็นเวลามากกว่าหลายวัน เขาก็ค้นพบ ว่าความคืบหน้ามันช้ามากเกินไป แน่นอนว่ามันย่อมมีเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ หนึ่งก็คือสายเลือดพระเจ้าในร่างกายเขานั้น ถูกปิดผนึกมาเป็นระยะเวลานานมากเกินไป และอีกอย่างที่เขาขาดไป ก็คือสมบัติล้ำค่า

 

ดิงด๊อง กระดิ่งระฆังดังขึ้น บ่งบอกว่าชั้นเรียนได้จบลงแล้ว คุณครูสอนบทเรียนต่อไปอีกสองสามนาที คุณครูมากมายได้สอนเกินเวลาของตัวเอง หลังจากที่ชั้นเรียนจบลงแล้ว และมันก็จะดีอย่างมาก เมื่อพวกเขาบอกว่าขอสอนต่อไปอีกสองสามนาทีนั้นเป็นเรื่องจริง ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะขยายเวลาออกไปราวๆครึ่งชั่วโมง

 

หลังจากจบชั้นเรียนแล้ว เจียงซิ่วรีบวิ่งไปที่โรงอาหาร เขาใช้พลังงานจำนวนมากในระหว่างการบ่มเพาะ และเขาก็หิวกระหายมากด้วย

 

“เจียงซิ่ว!”

 

“อะไร?”

 

เย่ปิงกล่าว “ในห้องไม่มีถังน้ำเลย ไปเอาน้ำมาสองสามถังเลยนะ”

 

ตาของเจียงซิ่วเบิกกว้าง เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เขา เทพซิ่วผู้น่าเกรงขาม ถูกใช้ให้ไปยกถังน้ำ? “น่าขันเกินไปแล้ว เธอกล้าที่จะใช้เทพคนนี้ไปยกถังน้ำจริงๆ?”

 

เย่ปิงถลึงตา ทารกน้อยตัวนี้น่ารังเกียจอย่างแท้จริง เขามักว่างท่าอยู่เสมอๆ “อะไร? นายไม่ต้องการที่จะทำมัน? ไม่ใช่ว่านายเป็นสมาชิกของห้องเรียนเหมือนกันรึไง? ”

 

เจียงซิ่วนำมือไปล้วงกระเป๋ากางเกง และเดินออกจากห้องไปอย่างไม่ใยดี

 

“นาย…”

 

เหว่ยควญ เขาอยู่หอพักเดียวกับเจียงซิ่ว “เจียงซิ่ว นายน่าทึ่งจริงๆ แม้แต่ราชินีของโรงเรียน เย่ นายก็ยังกล้าที่จะเมิน น้องชายคนนี้นับถือนายจริงๆ หัวใจของนายต้องทำมาจากอะไร ถึงจะได้ไม่สนใจหญิงสาวที่งดงามอย่างเธอ หรือเป็นเพราะว่ามีอะไรผิดปกติที่หัว? ทำไมนายถึงได้ไม่ใยดี กับโอกาสที่จะได้คุยกับสาวสวยเช่นเธอ”

 

เจียงซิ่วยิ้มออกมาเล็กน้อย อาการเย่อหยิ่งโผล่ขึ้นมาในสายตา ฉันดูจาดลักษณะของนายแล้ว นายยังไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงสาวมาก่อน ตั้งแต่โชคชะตาได้นำพาให้นายมาพบเจอเทพคนนี้ ฉันอาจให้คำแนะนำนายได้ ซักสองอย่างสามอย่าง “ผู้หญิงเหล่านี้ก็เหมือนกันหมด ยิ่งนายไปเกาะเกะพวกเธอ พวกเธอก็จะยิ่งเกลียดนาย แต่ถ้านายเป็นคนที่มองการไกล แสร้งทำท่าทีให้ดูห่างเหินจากตัวพวกเธอ ในทางกลับกัน เมื่อเป็นยังงั้นแล้ว พวกเธอก็จะเป็นฝ่ายเข้ามาหานายเอง” (แหมๆ เทพซิ่ว เอาเรื่องคู่หมั้นให้รอดก่อนไหม 555)

 

เหว่ยควญตกตะลึง เนื่องจากคำพูดเหล่านี้ เขาโต้ตอบกลับ หลังจากผ่านไปสองสามวิ “เชี่ย! เจียงซิ่ว ถึงนายจะบ้าๆบอ แต่นายนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง! มา สอนให้ฉันอีกซักสองถึงสามเทคติก!”

 

เจียงซิ่วกล่าว “คำแนะนำเพียงข้อเดียวอันนี้ ก็สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตแล้ว”

 

มีผู้คนจำนวนมากอยู่ในโรงอาหาร ซึ่งก็เพราะ นี่เป็นช่วงเวลารับประทานอาหารกลางวัน “ใช่แล้ว เจียงซิ่ว คืนนี้พวกเราจะกระโดดข้ามกำแพงหอพัก ไปร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่กัน นายจะมาไหม?”

 

“ไม่” เขาบ่มเพาะคล้ายกับคนวิปริต ฟั่นเฟืองไร้สติ ดังนั้นแล้วเขาจะเสียเวลาบ่มเพาะดีๆ อย่างเช่นตอนกลางคืนไปทำไมกัน? “ถ้านายออกไปทุกคืน งั้นแล้วนายจะเสียค่าหอพักไปทำไมกันหล่ะ”

 

“ก็จริงอยู่นะ นี่มันก็จะถึงเวลาที่จะต้องจ่ายค่าหอพักอีกแล้ว”

 

เจียงซิ่วถาม “พวกมันไม่ได้รวมกับค่าเทมอหรอ?”

 

“ไม่นิ”

 

เจียงซิ่วหน้าบูดบึ้ง “เท่าไหร่?”

 

“1800หยวน”

 

เทพซิ่วจุติ แต่หางตาของเขาก็กำลังกระตุกอยู่ เท่าที่เขารู้ การจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าหอพักในทุกๆเทอม มันทำให้พ่อแม่ของเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากอยู่ร่ำไป เขาประสบพบเจอกับการเกิดใหม่ ดังนั้นแล้ว เทพซิ่วไม่สามารถแบกรับความอับอาย ที่จะต้องให้พ่อแม่ของเขาจ่ายเงินเพื่อเขาได้จริงๆ สำหรับความเป็นจริงในเรื่องยืมเงินจากเหว่ยควญไปก่อน มันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ยิ่งคนอื่นๆด้วยแล้ว พวกเขาอาจจะไม่มีจำนวนเงินดังกล่าวด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น มิตรภาพของเขากับพวกนั้น ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร คนๆเดียวที่เขาคิดออกในตอนนี้ก็คือเย่ปิง

 

“เพื่อนร่วมชั้นเย่ปิง!”

 

เย่ปิงย่อมต้องรู้สึกขุ่นเคืองอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเห็นว่าเจียงซิ่วโทรมา เธอกล่าวอย่างเย็นชา “อะไร? ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งอยู่” และเธอก็ตัดสายลงอย่างไร้ร่องรอยของความสุภาพ

 

โทรศัพท์เริ่มสั่นขึ้นมาอีกครั้ง เย่ปิงกดรับอย่างช่วยไม่ได้ “นายเลิกโทรกวนฉันไหม? ฉันไม่ได้บอกรึไงว่าฉันไม่ว่าง?”

 

“เพื่อร่วมชั้นเย่ปิง เทพคนนี้กำลังประสบกับปัญหาบางอย่าง และต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”

 

เย่ปิงไม่ทราบว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี เธอมองไปที่หลิวเซี่ยวหยิ่นที่อยู่ด้านข้างเธอ เธอจึงเดินออกไปอีกฝั่ง “นายป่วยรึไง? ทำไมนายถึงมาหาฉันเมื่อนายมีปัญหา?”

 

“เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน และเทพคนนี้ก็ใกล้ชิดเธอที่สุดแล้ว นอกจากเธอก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว เทพคนนี้จะเป็นหนี้บุญคุณเธออย่างมาก และถ้าเธอมีความปรารถนาใดๆ ก็ขอให้เทพคนนี้เป็นคนจัดการมันให้แก่เธอ”

 

เย่ปิงหัวเราะคิกคัก กล่าวคำสบประมาดออกไป “น้ำเสียงของนายดูยิ่งใหญ่มาก แต่ว่าเลยนะ เลดี้คนนี้ไม่สามารถจิตนาการได้เลย ว่านายจะช่วยเหลืออะไรฉันได้?”

 

เจียงซิ่วหัวเราะเบาๆ “ทุกคนๆมักต้องเผชิญหน้ากับปัญหา และก็ต้องย่อมมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่ดีในช่วงชีวิตของตัวเอง” เขารู้ว่าในอนาคต เย่ปิงจะประสบปัญหาเกี่ยวกับความรัก และสุดท้ายก็เลือกที่จะยุติชีวิตของตัวเอง ก่อนที่เธออายุจะถึงวัย30ปี

 

นักเรียนเย่ปิงกล่าว “นี่เป็นวิธีที่นายขอความช่วยเหลือ? ทำไมเสียงของนายเหมือนกับกำลังสั่งฉันอยู่? คนที่ขอความช่วยเหลือก็ควรจะต้องทำตัวเรียบร้อยๆ”

 

“เอ่อ เพื่อนร่วมชั้นเย่ปิง เทพคนนี้ขอร้องเธอ”

 

“ฉันยังไม่รู้สึกถึงความจริงใจเลย!”

 

“ฉันขอร้อง สาวน้อยปิง!”

 

เย่ปิงไม่ได้เคลื่อนไหวส่วนใดเพราะสิ่งนี้ คำพูดที่ว่า ‘สาวน้อยปิง’ มันทำให้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ เธอขบริมฝีปากของเธอ “นายนี่ไร้ยางอายจริงๆ ใครกันเป็นสาวน้อยปิงที่นายพูด? เรียกฉันว่าพี่สาวใหญ่ซะ มาเถอะเด็กน้อย บอกฉันมา ว่าต้องการอะไร”

 

“พี่สาวใหญ่ ฉันต้องการยืม 1800 หยวนจากเธอ”

 

ขนคิ้วที่สวยงามของเย่ปิงถูกเลิกขึ้น “นายต้องการยืมเงินจากฉัน?”

 

เขากับเธอ ยังคงเป็นนักเรียนมัธยมปลายกันอยู่ และยังต้องขอเงินจากพ่อแม่ เย่ปิงเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องได้ทันที สถานะครอบครัวของเจียงซิ่วไม่ได้ดีนัก และปัจจุบันก็ถึงช่วงเวลาที่จะต้องจ่ายค่าหอพักแล้ว

 

“โอเค รอฉันอยู่ในสวนป่าข้างสนามเด็กเล่น!”

 

 

ติดตามข่าวสารได้ก่อรใครที่ INdyNovel