0 Views

 

“จักรพรรดิ-ร่วงโรยไปเเล้ว-เช่นนั้นแล้วหรือ!”ซุนเซ็ก มันค่อยๆรำพันคำพูดของ ลิโป้ อย่างช้าๆ ในยุคสมัยโบราณผู้คนให้ความเกรงขามต่อดวงดาวบนท้องฟ้า บุคคลใดถ้าถูกยกย่องและเปรียบเทียบให้เป็นดั่งดวงดาวบนท้องฟ้าแล้ว นั่นแปลว่าบุคคลนั้นได้รับการยอมรับจากคนอื่นเป็นอย่างสูง

ลิโป้ และ ซุนเกี๋ยน แต่เดิมพวกมันทั้งสองต่างเป็นศัตรูกัน แต่ในเวลานี้ ลิโป้ กลับกล่าวคำยกย่อง ซุนเกี๋ยน ว่า”จักรพรรดิร่วงโรยจากท้องฟ้าไปแล้ว“เมื่อพิจารณาให้ดีๆในคำพูดของ ลิโป้ ที่กล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมามันตั้งใจที่จะแฝงความหมายที่มีมิตรภาพระหว่างมันและ ซุนเกี๋ยน  ซุนเกี๋ยน นั้นเป็นทั้งศัตรูและคู่แข่งที่คู่ควรรับคำชมจากมันแล้วมิใช่หรือ?

“โอ ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านคงเดินทางไปปรภพอย่างหมดห่วงได้แล้วกระมัง แม้กระทั่งศัตรูของท่านมันยังยอมรับในตัวท่านแล้ว!”

ด้วยคำพูดของ ลิโป้ ที่กล่าวยกย่อง ซุนเกี๋ยน เพียงแค่ประโยคเดียวทำให้อารมณ์ของ ซุนเซ็ก ถึงกับพุ่งพล่านขึ้นจนถึงขีดสุด ความใกล้ชิดของพวกมันทั้งสองคนบัดนี้ขยับเข้าใกล้ชิดกันมากยิ่งกว่าเก่าก่อนหลายเท่านักจาก เสมือนเป็นลุงกับหลานชายที่กลมเกลียวกันและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชื่นมื่น

ซุนเซ็ก กล่าวเยินยอ ลิโป้ ลิโป้ ยอมรับคำชื่นชมนั้นโดยมิปฏิเสธ ชาวเมืองกังตั๋งและเหล่านายทหารใต้บังคับบัญชายามนี้พวกมันพบว่าสถานะการณ์ในตอนนี้พวกมันสุดที่จะทนได้อีกต่อไปแล้ว เหตุผลที่พวกมันเหลือทนนั่นเพราะ ลิโป้ ไม่ได้แสดงมารยาทอันดีต่อผู้เป็นนายพวกมันเท่าใดนัก

โดยปรกติหากถูกกล่าวคำยกย่องชื่นชมจากผู้อื่นแล้ว ผู้ที่ถูกกล่าวชื่นชมเป็นธรรมดาที่มันจะต้องกล่าวคำพูดว่า”ท่านกล่าวเกินไป”จากนั้นจึงค่อยยินยอมน้อมรับคำชมทั้งหมด แต่ ลิโป้ ในตอนนี้ มันไม่ปฏิเสธคำยกยอใดๆ มันยอมรับคำยกยอทั้งหมดอย่างไม่แยแส

ไม่ว่าคำยกยอนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

สุดท้ายขุนนางและกุนซือของกังตั๋งผู้่หนึ่งก็ไม่อาจที่จะอดทนได้อีกต่อไป มันยกจอกสุราแล้วยืนขึ้น”ท่านขุนพล ลิ ได้โปรดชี้แนะคำสอนของขงจื้อจนกระจ่างแจ้ง วันนี้ ข้า เปียนฮอง(QIN SONG)อยากถามข้อข้องใจในใจของข้ากับท่าน  ท่านขุนพลโปรดชี้แนะได้หรือไม่!”

เปียนฮอง ชื่อเดิมมันคือ เหวินเปา เป็นชาวเมืองกองเหลง มันเป็นที่ปรึกษาของ ซุนเซ็ก และตระกูลมันเองก็เป็นขุนนางของกังตั๋งเช่นกัน ความดีความชอบนี้มันได้รับเป็นเพราะว่ามันเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลความสงบมั่นคงในกังตั๋ง ตระกูลมันจึงได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นขุนนางภายหลังจากที่ ซุนเซ็ก ได้ปราบปรามภูมิภาคกังตั๋งแห่งนี้ให้สงบเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

“ถ้าเจ้าต้องการคำชี้แนะ ข้าคงมิกล้ากล่าวชี้แนะใดๆให้เจ้าได้ จงกล่าวออกมาอย่างตรงๆอย่าได้อ้อมค้อมว่าเจ้ามีปัญหาใดในใจของเจ้า!!”ลิโป้ มันรู้สึกสะกิดใจแล้วว่าเหล่าบรรดากุนซือพวกผู้นี้กำลังพร้อมใจกันจะฉีกหน้ามัน และเป็น

เปียนฮอง ที่เป็นผู้ที่อดทนไม่ไหวเป็นคนแรก

ความเป็นจริงแล้วตอนนี้ เปียนฮอง มันต้องการที่จะหัวเราะเยาะเย้ยใส่ ลิโป้ เป็นอย่างมาก”ข้าน้อยเพียงอยากถามในข้อข้องใจจากท่านขุนพลที่มากประสบการณ์ตระเวณไปทั่วทั้งสี่ทิศว่า บุคคลที่สมควรถูกเรียกว่าเป็นวีรบุรุษจากคนทั่วแผ่นดินมันผู้นั้นมีคุณลักษณะเป็นเช่นไร?ท่านขุนพลโปรดชี้แนะข้อนี้แด่ข้าที่เถิด!”

“มาคุยเรื่องวีรบุรษกันในวงเหล้าเนี้ยนะ?!คุยเรื่องของ โจโฉ และ เล่าปี่ ไม่ดีกว่าเหรอ?!”หลิว หม่าง ชะงักไปพักหนึ่ง และเมื่อเขาเหลียวมองไปที่ ลิโป้ พ่อตาของเขา ใบหน้าพ่อตาของเขากำลังยับยู่ยี่อีกทั้งยังแสดงสีหน้ายุ่งเหยิงสุดๆอยู่ สีหน้า ลิโป้ ที่แสดงออกผสมผสานไปด้วยอารมณ์ความเจ็บใจและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก หลิว หม่าง รู้ทันทีว่านี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆของพ่อตาเขาที่จะโต้ตอบคำพูดกลับไปได้แน่ๆ

“มีประสบการณ์ที่กว้างขวางรอบรู้ตระเวณไปทั่วสี่ทิศงั้นเหรอ?!”ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้พูดอย่างนี้เพื่อจะฉีกหน้าคนตอบคำถามไม่ใช่เหรอฟร่ะ เฮ้ย???ซุนเซ็ก เป็นขุนศึกและ ลิโป้ ก็เป็นขุนศึกเหมือนกัน ผู้ที่เป็นขุนพลอย่างมากก็แค่ได้ปกครองแคว้นหรือดินแดนใดๆเพียงที่เดียวไม่ใช่เหรอ ที่ตาเฒ่าเหลี่ยมจัดคนนี้พูดว่าพ่อตาเขา ลิโป้  เป็นขุนพลกล้ามากประสบการณ์ตระเวนไปทั่วสี่ทิศนั้นก็หมายถึงว่าพ่อตาเขาเป็นเหมือนหมาจรจัดไร้บ้านไร้ที่ซุกหัวนอนนั่นเอง

“เหวินเปา เลิกไตร่ถามกวนใจท่านพระยาเหวินเสีย!”ซุนเซ็ก มันขมวดหัวคิ้วจนยับย่น มันทราบดีว่าคำถามของ เปียนฮอง ได้เหน็บแนม ลิโป้ อยู่”ท่านพระยาเหวิน ได้โปรดอย่าถือสามัน!”

จะเยาะเย้ยถากถาง ลิโป้ ว่าไม่มีดินแดนยังงั้นเหรอ?เฮอะ??หลิว หม่าง รู้ทันเจตนาของ เปียนฮอง ดี น่าเสียดายที่ตาแก่ ตันก๋ง ไม่อยู่ที่นี่ด้วยเพราะมีธุระที่เจ้านาย ลิโป้ สั่งการให้ไปดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ ถ้าตาแก่อยู่ด้วยนะ แน่นอนว่าตาแก่ ตันก๋ง ต้องติเตียนคนอย่าง เปียนฮอง ที่ถามปัญหาแบบนี้แน่ๆ แต่ตาแก่ ตันก๋ง กำลังยุ่งๆกับงานของตัวเองที่ได้รับมอบหมายมาอยู่ ลิโป้ จึงเรียก จงป้า มาแทนตาแก่ ตันก๋ง ในการเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้แทน

เมื่อ จงป้า ได้ยินคำสบประมาทนี้ มันเองเป็นเพียงแค่ขุนพลบู๊ มันไม่มีคำพูดที่เป็นสำบัดสำนวนใดๆจะมาใช้ตอบโต้อะไรกับ เปียนฮอง ได้ มันต้องการกระทำในสิ่งที่เป็นตัวมันเองที่สุดคือ ฆ่า(cut down)ผู้ที่สบประมาทนายมัน

แต่ หลิว หม่าง เขาได้ขัดขวาง จงป้า ไว้ก่อน

จะสู้กับ ซุนเซ็ก ในจวนเจ้าเมืองที่เป็นถิ่นของอีกฝ่ายเหรอฟร่ะ?ในห้องโถงนี้อย่างน้อยมีขุนพลห้าคนของ ซุนเซ็ก ที่อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมเต็มที่ ยังมีพวกองครักษ์ของทั้งห้าขุนพลที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกเพียบ คนพวกนี้กำลังรอให้เขา จงป้า และ ลิโป้ หมดความอดทนกับคำสบประมาทและทนต่อไปไม่ได้อยู่ คนพวกนี้ก็แค่ยังรักษามารยาทไว้อยู่เท่านั้น จุดประสงค์จริงๆของคนพวกนี้คืออยากให้คนอื่นๆทั่วแผ่นดินได้รับรู้ว่ากองทัพของลิโป้เป็นพวกไร้มารยาทและธรรมเนียมสินะ?

“ท่าน เปียนฮอง ท่าน เปียน เหวินเปา ถามที่ว่าผู้ใดสมควรถูกเรียกว่าวีรบุรุษในยุคสมัยแห่งความวุ่นวายนี้เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นแล้ว สมควรให้ตัววีรบุรุษมาตอบคำถามนี้มิถูกต้องกว่าหรือ?ดังนั้น ข้าขอถาม ท่าน เปียนฮอง กลับบ้าง ท่านใช่วีรบุรุษหรือไม่?!”คำถามของ เปียนฮอง ไม่ใช่จะตอบได้แบบลวกๆ ถ้าตอบว่าเป็นวีรบุรุษนั่นเท่ากับว่ายอมรับคำเยาะเย้ยล้อเลียนของ เปียนฮอง แล้วถ้าตอบว่าไม่ใช่วีรบุรุษก็มีความหมายที่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นคนที่พิสมัยมีความสุขกกับตระเวณไปทั่วทั้งสี่ทิศและยังแสดงให้เห็นได้อีกว่าไม่มีแผนการใหญ่อะไรในใจอีก

ดังนั้น หลิว หม่าง เลยจัดการทำให้คำถามมันละมุนละม่อมซอฟท์ๆลงหน่อย เขาเลยถามกลับไปว่า แล้วเมิงอ่ะใช่วีรบุษไหมล่ะ?แล้วถ้าตาเฒ่า เปียนฮอง ตอบกลับมา ใช่ เป็นวีรบุรุษ ตาแก่นี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไร้ยางอายอย่างที่สุด วีรบุรุษต้องมาจากคนทั่วแผ่นดินประเมินค่าให้ตัวเขาเองไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาอ้างสิทธิ์เป็นวีรบุรุษ แล้วถ้าหาก เปียนฮอง ตอบว่า ไม่ เรื่องนี้ก็ตัดจบเลย จะมีใครกล้ามาปะทะคารมกับเขาในหัวข้อนี้ได้อีก

แต่มีอย่างหนึ่งที่ หลิว หม่าง ไม่ได้รับรู้มาก่อนคือ เฒ่าสารพัดพิษ เปียนฮอง เป็นโรคหลงตัวเอง(narcissist)”เด็กน้อย บางที่เจ้าสมควรใช้คำพูดใหม่ในการตั้งคำถามกับข้า เมื่อเจ้าต้องการถามคำถามนั้น เจ้าถามข้าว่า ข้าใช่วีรบุรุษใช่หรือไม่? ข้าก็จะตอบคำนี้ของเจ้าให้เอง สำหรับวีรบุรุษของข้าแล้ว มันผู้นั้นคือผู้ที่อ่านหนังสือของราชาปราชญ์***(Confucius is regarded as sage king)***ทั้งหมดและเข้าใจว่ายอดแห่งปราชญ์ต้องการสื่อถึงสิ่งใด อีกทั้งต้องยึดถือและปฏิบัติตามคำสอนของราชาปราชญ์ให้ถึงที่สุด นอกจากนี้มันสมควรมีแค่แซ่เดียวทั้งยังต้องเคารพบรรพบุรุษของมันอีกด้วย”

มีแค่แซ่เดียวงั้นเหรอ?ต้องเคารพบรรพบุรุษด้วยงั้นเหรอ?ตาเฒ่าเหนียงยานคนนี้ยังไม่ลืมวีธีพูดเยาะเย้ยใส่คนอื่นจริงๆสินะ

ด้วยชื่อไอ้ลูกสามพ่อของ ลิโป้ ที่ เตียวหุย ได้ตะโกนด่า ลิโป้ เมื่อครั้งศึกที่ประตูเลาโฮก๋วน ทำให้ชื่อนี้ได้ติดตัว ลิโป้ นับตั้งแต่นั้นมา มาตอนนี้ เปียนฮอง ตาเฒ่าตายยากคนนี้ยังพูดอีกว่าวีรบุรุษในสายตามันต้องมีแค่แซ่เดียว ไอ้วิธีการพูดเปรียบเปรยแบบนี้มันเป็นคำพูดเยาะเย้ย ลิโป้ ที่ได้ชื่อว่าไอ้ลูกสามพ่อไม่ใช่เหรอฟร่ะ?

หลิว หม่าง เหลือบมองไปที่พ่อตาของตัวเอง ใบหน้าของ ลิโป้ ค่อยๆเย็นชาลงเรื่อยๆแถมมือยังเลื่อนไปวางอยู่บนด้ามดาบของตัวเองแล้วด้วย

โอ๊ะโอวววว จะเอาแบบนี้ก็ด๊ายยย!!!ตาแก่ เปียนฮอง ตอนแรกที่ตรูข้าช่วยไกล่เกลี่ยให้ตาแก่เหนียงยานอย่างเอ็งก็เพราะตรูรู้สึกนับถือแต่ตาเฒ่าอย่างเอ็งกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของตรูข้าที่ช่วยรักษาหน้าไว้ให้ งั้นก็ดี ตรูข้าคนนี้จะแสดงให้ดูเองว่าตรูข้ามีวิธีร้อยแปดสารพัดวิธีที่จะถอนหงอกคนยังไง

หลิว หม่าง เป็นคนที่มีจุดเดือดต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆและเขาก็ถูก เปียนฮอง ยั่วยุจนปรอทจะแตกแล้ว แน่นอนอยู่แล้วว่าในใจของเขาตอนนี้กำลังสรรเสริญบรรพบุรุษของ เปียนฮอง ไปสิบแปดชั่วรุ่นและหัวเราะเย้ยให้กับ เปียนฮอง จากนั้นก็สรรเสริญบรรพบุรุษตาเฒ่าคนนี้อีกครั้ง เขาเริ่มกล่าวคำพูดยกยอออกว่า”ข้าได้ยินเรื่องเกี่ยว ท่าน เปียนฮอง เปียน เหวินเปา กุนซือผู้ชาญฉลาดแห่งเมืองกองเหลงมาเป็นอย่างมาก ในทั่วแผ่นดินคงไม่มีผู้ใดที่คู่ควรกับความเก่งกล้าของท่านอีกแล้ว และในวันนี้ ข้าเองได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าข่าวลือเหล่านั้นล้วนเป็นความจริงเเท้!!”

“ฮั่นหยาง เจ้ากำลังทำสิ่งใด?!”จงป้า มันไม่เข้าใจจริงๆว่า หลิว หม่าง กำลังกระทำสิ่งใดอยู่ เจ้าสารเลว เปียนฮอง มันสบประมาทผู้เป็นนายเราและพ่อตาของเจ้าอยู่มิใช่หรือ แล้วเหตุใดเจ้า หลิว ฮั่น หยาง เจ้าถึงมิได้กล่าววาจาช่วยเหลือพ่อตาและเจ้านายตนเองโต้กลับมันไปเล่า กลับกันเจ้ากลับไปพูดเยินยอ เปียนฮอง เพื่อสิ่งใดกัน

หลิว หม่าง ไม่ตอบคำถามของ จงป้า เขายังส่งยิ้มให้ เปียนฮอง อยู่เรื่อยๆ

“โอ๊ ****ท่านอาจารย์****ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังได้โปรดสอนบทเรียนข้าสักหน่อยได้หรือไม่?!”เปียนฮอง มองไปที่ผู้ที่เป็นคนใต้บังคับบัญชาของ ลิโป้ ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่มีการปิดบังใดๆ ลิโป้ ชื่อเสียงของมันตอนนี้ถูกทำลายไปครึ่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีกุนซือบางคนที่ยังรับใช้และอดทนกับคนที่มีชื่อเสียงย่อยยับเช่นมันอยู่ ในสายตากุนซือเหล่านั้นคงเห็นว่ามันคือบุรุษที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นหรือ ตันก๋ง ตันเต๋ง หรือแม้กระทั่ง จิวยี่ ในสายตาของพวกมัน ลิโป้ นั้นถือว่าเป็นบุคคลที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก

ด้วยคำพูดที่ไร้มารยาทในตอนนี้ของ เปียนฮอง แน่นอนว่าบางคนอาจทนฟังได้ หากแต่บางคนก็ไม่อาจที่จะทนฟังคำพูดไร้มารยาทเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะกุนซือที่ถูกสั่งสอนด้วยศีลธรรมเช่น ขงหยง(Kong Rong) ; เปียนฮอง คืออีกด้านของบัณฑิตที่ไม่มีศีลธรรมนั่นเอง

“เด็กน้อย ถ้าเจ้ามีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาเรียนรู้อยู่ในตอนนี้ เช่นนั้น ท่านปู่ของเจ้าผู้นี้บางที่อาจจะสั่งสอนเจ้าได้ฉลาดขึ้นได้บ้าง!!”เปียนฮอง ลูบเคราของตนเอง ขณะที่มันกล่าวคำพูดในใจตนเอง”ในกองทัพลิโป้จะมีคนที่ฉลาดหลักแหลมเทียบเท่าตัวเราคงไม่มีอีกแล้ว เรากล่าววาจาเหยียดหยามดูถูกพวกมันแล้วจะอย่างไร ก็ยังไม่มีผู้ใดโต้ตอบเราได้สักคน พวกมันกระทำได้แค่เพียงยิ้มรับคำเย้ยหยันของเราเพียงเท่านั้น!!!”

ยิ้มเสียสิ เมื่อยังยิ้มได้ก็ให้แย้มยิ้มไว้เสียก่อน!!เพราะหลังจากนี้ ข้าผู้นี้จะเป็นผู้ที่กระทำให้พวกเจ้าต้องหลั่งน้ำตาจนเป็นสายเลือดเอง

“ข้าได้รับทราบมาว่า ท่าน เปียนฮอง เป็นผู้ที่น่าเคารพนับถืออีกทั้งยังปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมของขงจื้ออีกด้วย ข้านั้นอยากจะอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้เหล่าสุภาพชนทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้และวันนี้ได้รับรู้ว่าท่านเป็นคนอย่างไร!!!”ปากของ หลิว หม่าง ปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นมา คนอื่นๆไม่สามารถมองเห็นรอยยิ้มนี้ได้ แต่ ลิโป้ คือผู้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของแขกกิตติมศักดิ์ที่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน มันเห็นลูกเขยของมัน หลิว หม่าง หลิว ฮั่นหยาง กำลังเดือดดาลจนควันออกหูเเล้วในยามนี้

จะถือว่าครั้งนี้เป็นคราวเคราะห์ของ เปียนฮอง ก็คงไม่ผิดนัก ลิโป้ มันเคยได้เห็นมาแล้วว่า หลิว หม่าง สามารถกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามคนได้เลวร้ายถึงขนาดไหน ที่เมืองกุ้ยหยาง  หลิว หม่าง มันกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามใส่ โจโฉ จน โจโฉ โกรธแค้นบ้าเลือดอยากที่จะสังหาร หลิว หม่าง เป็นการส่วนตัวมาแล้ว นั่นคือสิ่งที่ได้เห็นมากับตาว่าลูกเขยของมันผู้นี้มีความช่ำชองในการกล่าววาจาดูถูกคนได้ลึกซึ้งปานใด

 

เจอกันพรุ่งนี้ครับ อ่านให้สนุกคนับ

———————————————————-

***Confucius is regarded as sage king ราชาแห่งปราชญ์ คือ ขงจื่อ***

****ท่านผู้เฒ่า****หลิวหม่างเรียก เปียนหองโดยใช้คำเรียกว่า เหลาฟู่ (lao Fu)ซึ่งหมายถึงผู้เฒ่าด้วยน้ำเสียงที่ให้เกียรติ แบบที่ หลิว หม่าง ชอบใช้เรียกตันก๋งว่าตาเฒ่า(Old man)แต่ว่าเวลาเขียนด้วยตัวอักษรจะกลายเป็นคำว่า เหลาโทว Lao Tou เป็นคำออกเสียงที่ไม่สุภาพ

ขอพูดเรื่องโรคหลงตัวเองหน่อยนะครับ narcissist นาซีซิติสNarcissistic Personality Disorder เรียกย่อๆว่า NPD ตอนสมัยม.ปลายเพื่อนผมคนหนึ่งเป็นโรคนี้ อาการป่วยก็จะเหมือนๆคนนิสัยปรกติมากๆถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้ อาการป่วยเป็นโรคนี้คืออะไร มันจะหลงในรูปลักษณะตัวเองไม่สนใจใครในโลก ในโลกนี้ไม่มีใครหล่อสวยเท่ากรูแล้ว เก่งระดับเทพใครจะมาเทียบ นานๆเข้าอาจพัฒนาไปถึงขั้นทำผิดขั้นร้ายแรงได้สบายๆ อาการเพื่อนผมคือชอบยิ้มให้กระจกจะเช็กตัวเงวกับกระจกทุกๆ5นาที โรคนาซีซิสติสนี้มาจากชื่อของวีรบุรุษนาซีซัสในตำนานของกรีกที่เป็นบุรุษรูปงามที่สุดมีคนมาหลงรักมากมายรวมไปถึงเหล่าเทพหลายๆองค์เช่นเทพธิดา(ECHO)เอคโค่ที่ถูกพระนางเฮร่า(HERA)สาปให้ต้องพูดตามคำพูดของคนอื่น เทพธิดาเอคโค่หลงรักนาซีซัสแต่ผิดหวังเพราะนาซีซัสไม่เคยรักใครนอกจากตัวเองทำให้ร่างกายนางกลายเป็นหินหลงเหลือไว้แค่เสียงสะท้อน เทพีแห่งความงามและความรัก อะโฟรไดซ์(Aphrodite)ไม่พอใจที่นาซีซัสหลงแค่ตัวเองเช่นนี้และยังไปดูถูกเหยียดหยามคนอื่นอีก อะโฟร์ไดซ์จึงสาปให้นาซีซัสหลงรักตัวเอง วันหนึ่งนาซีซัสไปที่บ่อน้ำแล้วเห็นเงาตัวเองสะท้อนในน้ำจึงเกิดหลงรักเงาตัวเอง ไม่กินไม่นอนไม่ดื่มเฝ้ามองแต่เงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในน้ำจนร่างกายซูบผอม สุดท้ายนาซีซัสจึงฆ่าตัวตายโดยใช้กริชแทงที่หัวใจตัวเองเพราะทนสงสารและไม่สามารถทรมานคนรักที่สะท้อนอยู่ในน้ำที่มีร่างกายซูบผอมเช่นตัวเองได้ เมื่อนาซีซัสตายเทพีอะโฟร์ไดซ์เกิดสงสารขึ้นมา จึงเนรมิตดอกไม้ให้งอกขึ้นมาตรงที่นาซีซัสตาย ดอกไม้นั่นจึงมีชื่อเรียกว่า ดอกนาซีซัสหรือดอกแดฟโฟดิล(Deffodill)อีกตำนานก็ว่านาซีซัสมีน้องสาวฝาแฝดและได้หลงรักน้องสาวเมื่อน้องสาวตาย นาซีซัสเลยฆ่าตัวตายตาม อีกตำนานก็ว่า มีชายหนุ่มชื่อ อมายเนียส(AMEINAS)หลงรักนาซีซัสแต่ถูกปฏิเสธและเหยียดหยามแถมยังยื่นดาบให้อมายเนียสอีกด้วยความหมายคือไปฆ่าตัวตายซ่ะไป๊ อมายเนียสเลยฆ่าตัวตายก่อนสิ้นใจเขาได้อ้อนวอนต่อเทพแห่งการล้างแค้นเนมิซิส(Nemesis)สาปแช่งต่อนาซีซัสเนมิซิสรับคำอ้อนวอนและสาปให้นาซีซัสหลงรักตัวเองจนตาย

ดอกแดฟโฟดิล DEFFODILL หรือ ดอกดารารัตน์ เป็นดอกไม้ที่สมเด็จย่าทรงโปรดปรานเป็นอย่างมากเเละเป็นต้นแบบที่ใช้เป็นดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธิถวายพระเพลิงพระศพในหลวงรัชกาลที่9ของพวกเราชาวไทยด้วยครับ

ดอกแดลโฟดิลมีหลายสายพันธุ์และหลายสี พันธุ์ที่มีดอกสีเหลืองจะมีกลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ ความหมายของดอกไม้นี้คือเกียรติยศแห่งอัศวิน เกียรติยศอันสูงส่ง ความกล้าหาญ เป็นสัญลักษณ์เเห่งความหวัง

ข้อมูลอาการป่วยของโรคหลงตัวเองมาจากเวป มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ //http://shf.medicine.psu.ac.th/narcissistic-symptom-//

โรคหลงตัวเอง อาการแบบไหนเข้าข่ายป่วย ?

อย่างที่บอกว่าอาการของโรคหลงตัวเองมีแค่เส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างอาการป่วยกับนิสัยส่วนตัว ซึ่งถ้าจะเช็กให้ชัวร์ว่าป่วยด้วยโรคนี้จริงหรือไม่ อาจต้องดูจากอาการโรคหลงตัวเองตามนี้ด้วย โดยหากเช็กแล้วตรงกับความเป็นตัวเองเกิน 5 ข้อ ให้สงสัยว่าป่วยไว้ก่อนเลย

  1. คิดแต่เรื่องของตัวเอง แถมยังชอบพูดถึงตัวเองในแง่ดีบ่อย ๆ
    2. ชอบเรียกร้องความสนใจ อยากเป็นคนสำคัญตลอดเวลา
    3. คิดว่าตัวเองเป็นบุคคล VIP ฉันนี่แหละสำคัญที่สุดในโลกแล้ว
    4. ชอบเพ้อฝันถึงเรื่องเกินจริง มโนแจ่มไปกับสิ่งที่เป็นภาพลวงตา คิดว่าตัวเองเก่งสารพัดอย่าง และต้องได้รับแต่สิ่งดี ๆ
    5. อารมณ์แปรปรวน เหวี่ยงวีน และมักจะไม่พอใจอะไรบ่อย ๆ
    6. ไม่แคร์ใคร ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง
    7. ต้องการที่จะชนะทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ โดยไม่สนว่าอะไรจะผิดจะถูก คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า ทำอะไรก็ได้
    8. คิดว่าตัวเองมีแต่คนอิจฉา หรือรู้สึกอิจฉาคนรอบข้างบ่อยครั้ง
    9. ต้องการมีอำนาจ ต้องการคำชมเชย และอยากเป็นที่รักของคนอื่นอยู่เสมอ
    10. เอาแต่ใจตัวเอง จนไม่แคร์ว่าสิ่งที่ทำจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่
    11. มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง อวดสิ่งที่มีสิ่งที่ได้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ากร่างไปทั่ว
    12. คบกับใครไม่ได้นาน อยู่ร่วมกับคนอื่นยาก
    13. อ่อนไหวง่าย และมักจะฟูมฟายกับเรื่องที่เสียใจแบบเกินเหตุ
    14. ทนไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์
    15. ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง และมักจะโทษว่าเป็นความผิดของบุคคลอื่นร่ำไป
    16. รู้สึกเหมือนตัวเองเหนือกว่าคนอื่น และสามารถจะผลักใครให้พ้นทางก็ได้
    17. ชอบที่จะเป็นผู้รับ โดยที่ไม่คิดจะเป็นผู้ให้