0 Views

บท 138 แกะอัศจรรย์

ทุกคนต่างก็ตกตะลึงในคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่

 

โดยที่ไม่ต้องให้ใครพูดอะไรออกมา โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกอยากตบปากตัวเอง

 

เขาเพียงแค่รู้สึกว่าบรรยากาศมันช่างเหมาะเจาะพอดี อีกทั้งเขาสามารถคาดเดาความตั้งใจของหลิงเซี่ยวได้อยู่หน่อยๆ นั่นจึงทำให้เขาหลุดปากคำพูดพวกนั้นออกมา

 

คนที่ได้สติคนแรกคือหลิงเซี่ยว เขาไม่อาจหยุดไม่ให้หัวเราะได้ แม้ว่าเขาจะชินกับการที่โหยวเสี่ยวโม่หลุดปากพูดคำพูดแปลกๆออกมาแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังคงทำให้เขาหัวเราะได้ทุกครั้งไป

 

“หลุดพ้นออกจากการเป็นทาส และร้องเพลงแห่งอิสระออกมา” นี่เป็นวลีที่มีเอกลักษณ์อย่างมาก และมันก็มีความหมายที่เขาต้องการจะพูดอีกด้วย

 

“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าได้คิด และบอกคำตอบหลังจากที่คิดเสร็จแล้วกัน”

 

หลิงเซี่ยวดึงโหยวเสี่ยวโม่กลับสู่ข้างตัว ดึงแขนเสื้อขณะที่เขาพูดออกมา เขาไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆเพิ่มเติมอีก แต่เขารู้ว่าทั้งห้าคนเข้าใจถึงความหมายของเขา หากพวกเขาไม่เข้าใจ เขาคงจะไม่จำเป็นต้องใช้คนพวกนี้

 

“ข้าจะจงรักภักดีต่อท่านผู้ยิ่งใหญ่”

 

หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ผู้จัดการจึงเผยถึงท่าทางอันแสนสุขออกมา และตัดสินใจโดยที่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะไม่รับลาภก้อนโตที่หล่นจากท้องฟ้าเช่นนี้

 

“พวกเราเองก็ปฏิญาณชีวิตต่อท่านผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน”

 

ชายชุดดำทั้งสามและอีกหนึ่งคนที่คลานอยู่บนพื้นพูดขึ้นพร้อมกัน และเช่นเดียวกับผู้จัดการ พวกเขาทั้งหมดดีใจเป็นอันมาก ลาภก้อนนี้ไม่ใช่ลาภก้อนเล็กๆเลย

 

จากนั้น ทั้งห้าคนก็เริ่มต้นกล่าวคำสาบาน แต่กลับถูกหลิงเซี่ยวหยุดไว้เสียก่อน

 

เขารู้สึกว่าคำสาบานที่เหมือนของเล่นแบบนั้นไม่แข็งแกร่งพอ เขาเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการหากว่าทั้งห้าคนต้องการติดตามเขาจริงๆ พวกเขาจะต้องให้เขาทำอะไรบางอย่างกับวิญญาณของพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาตั้งมั่นกับหลิงเซี่ยวตลอดไป มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา

 

ทั้งห้าคนมองกันและกัน แต่พวกเขาก็ตอบตกลงในไม่ช้า เนื่องจากหากพวกเขาไม่ตกลง ทางออกมีเพียงความตายเท่านั้น

 

แต่นี่เป็นเพียงแค่สาเหตุเดียวเท่านั้น ในสายตาของพวกเขา ถังฮุนเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่มีทางที่จะเทียบได้กับนักสู้ระดับราชาได้เลย นักสู้ระดับราชานั้นเท่าเทียมกับพรรคเถียนซินและพรรคชิงเฉิง หรือพรรคชั้นนำอื่นๆได้เลย การที่พรรคเหล่านั้นยิ่งใหญ่และมีอำนาจได้ก็เนื่องมาจากว่าพรรคเหล่านั้นมีนักสู้ระดับราชาอยู่ในครอบครองนั่นเอง

 

ดังนั้นแทนที่จะติดตามถังฮุนที่ปฏิบัติกับพวกเขาราวกับลูกน้อง พวกเขาเลือกติดตามชายคนนี้ยังเสียจะดีกว่า บางทีพวกเขาอาจสามารถบุกเบิกแผ่นดินของตัวเองด้วยกันกับคนคนนี้ได้ เมื่อคิดว่าเจ้านายที่พวกเขาติดตามอยู่มีความสามารถที่จะสร้างกองกำลังอย่างพรรคเถียนซินหรือพรรคชิงเฉิงได้ พวกเขาก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้

 

เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ หลิงเซี่ยวไม่ได้มีความตั้งใจจะก่อตั้งกองกำลังอันแข็งแกร่งอย่างพรรคเถียนซินเลย คนที่เฉยเมยเช่นเขาไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบอะไรหรอก เพียงแต่การที่เขาปล่อยให้พวกนั้นไปแทนที่ถังฮุนในเมืองฮันจีนั้นมีเหตุผลอยู่

 

หลังจากที่พูดคุยกันแสร็จแล้ว หลิงเซี่ยวจึงปล่อยทั้งห้าคนไป

 

เมื่อกลับมายังโลก โหยวเสี่ยวโม่มองไปที่หลิงเซี่ยวด้วยความไม่มั่นใจ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านจะไปที่เมืองฮันจีอีกครั้งรึ?”

 

หลิงเซี่ยวมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งแม้จะพูดจบประโยคแล้ว ก็ยังคงมองมาที่เขาราวกับว่ามีบางอย่างจะพูดต่ออีก เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป และหยิกเข้าที่แก้มของโหยวเสี่ยวโม่ พร้อมกับกล่าวอย่างอ่อนนุ่ม “มีอะไรรึ? หรือว่าศิษย์น้องไม่อาจทนเห็นข้าจากไปได้?”

 

“ใครไม่อาจทนเห็นท่านจากไปกัน อา!”

 

โหยวเสี่ยวโม่กรอกตาขณะที่พึมพำแผ่วเบา

 

แน่นอนว่าหลิงเซี่ยวได้ยิน แต่มันก็เป็นเพราะว่าโหยวเสี่ยวโม่ปากไม่ตรงกับใจ หลิงเซี่ยวหยุดเพียงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น “ข้าไม่ได้สนใจที่จะก่อตั้งกองกำลัง แต่หากมีเส้นสายบ้างก็คงจะดีกว่า นี่จะทำให้เราสามารถสอบถามสิ่งที่ต้องการได้ราบรื่นขึ้น อีกทั้ง เมื่อเจ้ากลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับกลางหรือระดับสูง เจ้าสามารถให้พวกเขาช่วยหาสมุนไพรวิเศษหรือเมล็ดสมุนไพรได้ เช่นนี้จะง่ายกว่าการที่เจ้าวิ่งไปนู่นนี่”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตะลึง เขาไม่คิดว่าหลิงเซี่ยวจะคิดรวมไปถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย เขาจึงรู้สึกประทับใจมากๆ แต่หลิงเซี่ยวกลับพูดต่อให้จบ

 

เขากล่าว “เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าสามารถหลอมโอสถให้ข้าได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ “…….”

 

เขาตัดสินใจที่จะเอาความรู้สึกประทับใจก่อนหน้านี้กลับคืนมา

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านมีแผนจะออกไปเมื่อใดกัน? มิใช่ว่าประมุขพรรคสั่งห้ามมิให้ท่านออกไปด้านนอกตามใจชอบหรอกรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะเอ่ยปากถาม

 

แม้ว่าความเข้าใจของเขาที่มีต่อหลิงเซี่ยวจะไม่ได้ลึกซึ้งขนาดที่คิดไว้ก็ตาม เขายังคงคาดเดาได้ เมื่อดูจากธรรมชาติที่รักอิสระ เรียบง่าย และไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆของหลิงเซี่ยวแล้ว คนประเภทนี้ไม่ต้องการภาระอย่างการก่อตั้งกองกำลังหรอก คล้ายๆกับพวกที่รักสนุกของศตวรรษที่ 21 ที่ให้เพียงแค่ความสนใจเท่านั้น

 

หลิงเซี่ยวกล่าว “คนทรยศพูชานถูกจับตัวแล้ว ถังฟานไม่จำกัดอิสระของข้าอีกต่อไป ข้าสามารถเดินทางออกจากพรรคเถียนซินได้ทุกเมื่อ”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานออกมา “โอ” ดวงตาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

 

เพียงแค่ดูท่าทางของโหยวเสี่ยวโม่แค่ครั้งเดียว และหลิงเซี่ยวก็เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไร หลิงเซี่ยวยิ้มขณะกล่าว “ศิษย์น้อง เจ้ากำลังคิดว่า เจ้าอยากไปด้วยกันกับข้า?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้สึกเขินอายที่ถูกจับได้เลยแม้แต่น้อย “ที่จริง ข้าไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ แต่หากท่านมีเวลาว่าง และหากท่านสะดวก ท่านสามารถซื้อเนื้อกระต่าย เนื้อแกะ หรือของจำพวกนั้น และนำกลับมาให้ข้า”

 

เขารู้ถึงน้ำหนักของตนเองดี หากเขาไป เขาจะทำให้หลิงเซี่ยวมีปัญหามากขึ้น

 

“เสี่ยวพีชิวงั้นรึ?”

 

มุมปากของหลิงเซี่ยวกระตุกขึ้น ดวงตามีแววขบขันขึ้นมาชั่วแวบราวกับว่าเขากำลังคิดถึงบางสิ่งที่ดูน่าตลก

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้คาดว่าหลิงเซี่ยวจะเดาออกง่ายขนาดนี้ เขาไม่ซ่อนอีกต่อไป ขณะหัวเราะ *แฮะ แฮะ* และกล่าว “เสี่ยวพีชิวเป็นสัตว์กินเนื้อ หลายวันมานี้มันสวาปามเนื้อทั้งหมดที่ข้าเก็บไว้ในมิติ ดังนั้นข้าจึงคิดที่จะลงไปด้านล่างภูเขาเพื่อซื้อเนื้อ”

 

มิติของเขาสามารถที่จะเก็บความสดของอาหารได้ ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงซื้ออาหารมามากมายเมื่อครั้งที่เขาลงด้านล่างภูเขารอบก่อน แต่เนื่องจากเขาชอบอาหารมังสวิรัติ เขากินเนื้อไม่ค่อยเยอะนัก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ซื้อเนื้อมามากมายนัก

 

“ศิษย์น้อง อา….”

 

หลิงเซี่ยวมองมาอย่างล้อเลียน และไม่อาจทนทำหน้าตายได้

 

“อะไรรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หดตัวลง เขารู้สึกว่ารอยยิ้มนี้มีบางอย่างไม่ปกติ อีกทั้ง ดูเหมือนหลิงเซี่ยวจะยิ้มเช่นนี้น้อยครั้งมาก

 

“เจ้ารู้รึไม่ว่าสัตว์วิเศษมักจะกินอะไร?”

 

หลิงเซี่ยวแสยะยิ้มขณะถาม

 

“หรือว่าพวกมันไม่กินเนื้อรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม รู้สึกอับอาย

 

หลิงเซี่ยวพูดกระตุ้น “แน่นอนว่าพวกมันกินเนื้อ แต่ก็ไม่เหมือนกับที่เจ้าพูด…..”

 

เนื้อกระต่ายและเนื้อแกะ นั่นเป็นอาหารสำหรับคนธรรมดา สิ่งเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นสัตว์วิเศษ พวกมันเป็นเพียงแค่สัตว์ธรรมดาเท่านั้น หมู สุนัข วัว และแกะ สิ่งที่แตกต่างอย่างมากเกี่ยวกับสัตว์พวกนี้กับสัตว์วิเศษคือพวกมันไม่มีความสามารถด้านเวทมนต์ สัตว์เหล่านี้สามารถทำให้อิ่มได้หากกินพวกมัน ดังนั้นสำหรับสัตว์วิเศษระดับกลางอย่างหมาป่าสายเลือดน้ำเงินแล้ว สิ่งที่พวกมันกินไม่ใช่เนื้อธรรมดา

 

สัตว์วิเศษเองก็มีศัตรูตามธรรมชาติอยู่ และศัตรูพวกนั้นเองก็เป็นแหล่งอาหารของพวกมันด้วย ศัตรูตามธรรมชาติของหมาป่าสายเลือดน้ำเงินคือแกะอัศจรรย์

 

แกะอัศจรรย์นั้นก็ถือว่าเป็นสัตว์วิเศษระดับแปด เช่นเดียวกับหมาป่าสายเลือดน้ำเงิน แต่มีสิ่งที่แตกต่างอย่างมากระหว่างพวกมันอยู่ นั่นก็คือแกะอัศจรรย์เป็นสัตว์กินพืช พวกมันกินสมุนไพรวิเศษ ดังนั้น ที่ไหนก็ตามที่เจอพวกมัน ก็จะเจอสมุนไพรวิเศษด้วยเช่นกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้วิเศษทุกคนรู้ดี!

 

“แล้ว…… ท่านหมายความว่า พวกเราจะต้องจับเจ้าแกะอัศจรรย์นี่เพื่อให้เสี่ยวพีชิวกินงั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลายขณะพูดด้วยความยากลำบาก

 

เขาอ่านเกี่ยวกับแกะอัศจรรย์ในคัมภีร์ มันเป็นสัตว์ประเภทอยู่เป็นฝูง ธรรมชาติของพวกมันนั้นอ่อนโยน แต่นั่นเป็นเพียงเวลาที่ไม่มีใครมายั่วยุพวกมันเท่านั้น หากพวกมันถูกยั่วยุ ดวงตาของแกะอัศจรรย์จะเปล่งประกายสีแดงฉานและเขาที่อยู่บนหัวของพวกมันเองก็เรืองแสงสีแดงเช่นกัน จากนั้นพวกมันจะเริ่มคลั่งและโจมตีคนนอกไม่เว้นว่าจะเป็นผู้วิเศษหรือสัตว์วิเศษด้วยกันก็ตาม

 

ยกเว้นหมาป่าสายเลือดน้ำเงิน เนื่องจากสัตว์วิเศษไวต่อศัตรูทางธรรมชาติอย่างมาก แกะอัศจรรย์เองก็ไม่ยกเว้น ทันทีที่พวกมันเจอกับหมาป่าสายเลือดน้ำเงิน พวกมันจะเข้าสู่สภาวะคลั่งทันที และพุ่งเข้าโจมตีหมาป่าสายเลือดน้ำเงิน

 

แต่การโจมตีลักษณะนี้มีข้อเสียเปรียบอย่างมากอยู่ นั่นก็คือพวกมันไม่แบ่งแยกระหว่างมิตรหรือศัตรู

 

การคลุ้มคลั่งทำให้สติของมันเลือนหาย จนทำให้พวกมันโจมตีทั้งมิตรและศัตรูโดยไม่แยกแยะใดๆ นั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้วิเศษน้อยคนนักที่จะทำพันธะสัญญาผูกมัดกับพวกมัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่มักจะปฏิบัติกับมันเหมือนเป็นสิ่งที่กินได้ เป็นอาหารวิเศษที่สามารถเพิ่มพละกำลังได้

 

“เนื้อของแกะอัศจรรย์ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อเสี่ยวพีชิวเท่านั้น มันยังสามารถเร่งความเร็วในการเติบโตเป็นวัยเต็มตัวได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นแกะอัศจรรย์วัยเต็มตัว เนื่องจากพวกมันเติบโตขึ้นโดยการกินสมุนไพรวิเศษ เนื้อของพวกมันจึงอร่อยมาก และเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ดังนั้น แม้กระทั่งผู้วิเศษเองก็ชื่นชอบที่จะกินมัน”

 

หลิงเซี่ยวกล่าว ก่อนจะทำท่าดื่มด่ำในรสชาตินั้น อันที่จริง นี่เป็นแรงจูงใจที่แท้จริงของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย แค่ดูเพียงครั้งเดียว เขาก็รู้แล้วว่าหลิงเซี่ยวเคยกินมาก่อนแน่ๆ แต่มันอร่อยถึงขนาดนั้นจริงๆรึ? เขารู้ว่าหลิงเซี่ยวนั้นเป็นพวกจู้จี้ในหลายๆเรื่อง ดังนั้นสิ่งที่ถูกหลิงเซี่ยวชื่นชมจึงควรจะดีมากๆ

 

ในฐานะที่เป็นชาวโมเดิร์นซึ่งเคยกินฮอตพอทเนื้อแกะ เขาไม่ได้มีอาการไม่สบายใจขณะที่กินเนื้อแกะหรืออะไร แต่หากบอกให้เขากินเนื้อหมาป่า นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้

 

“ศิษย์พี่หลิง ข้าได้ยินมาว่าแกะอัศจรรย์สามารถพบเจอได้ที่ป่าโลกาวินาศเท่านั้น แต่ป่าโลกาวินาศก็ไกลจากพรรคเถียนซินอย่างมาก หรือว่าพวกเราจะต้องเดินทางไปยังที่นั่นกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามขณะคิดถึงเรื่องนี้

 

“ไม่จำเป็น เมื่อเวลามาถึง พวกเราสามารถให้พวกนั้นไปถามเกี่ยวกับการประมูลที่ขายเนื้อแกะอัศจรรย์ได้” หลิงเซี่ยวกล่าว

 

เนื่องจากร่างกายทั้งหมดของแกะอัศจรรย์นั้นมีค่ามาก ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนจึงมักจะรวมกลุ่มกันเข้าไปในป่าโลกาวินาศเพื่อล่าแกะอัศจรรย์ เพียงแค่สอบถามเล็กน้อยเท่านั้นก็เพียงพอที่จะค้นพบในสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้ว

 

หลิงเซี่ยวนั้นเป็นพวกยึดมั่นในคำพูดของเขามาก ห้าวันต่อมา เขาจึงเดินทางลงภูเขาไป

 

แต่เนื่องจากทุกการกระทำของพวกเขานั้นถูกคนอื่นจับตามองอยู่ เขาจึงไม่ได้นำโหยวเสี่ยวโม่มาด้วยเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต

 

หลายวันต่อมา เขาจึงส่งข่าวดีมายังโหยวเสี่ยวโม่

 

******************

ขอโทษค่ะ หายไปนานนนนนนนนนมาก ฮรือว

ชีวิตการงานอะไรหลายๆอย่างตอนนี้ยุ่งมากค่ะ (เราเริ่มเรียนภาษาเกาหลี และต้องไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นด้วย)

ปล.รับสมัครผู้ช่วยแปลค่ะ สนใจติดต่อที่เพจเลยนะคะ