0 Views

บท 137 มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดได้

เมื่อพวกเขาปรากฎตัวอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบๆก็เปลี่ยนไป

 

โหยวเสี่ยวโม่ขยี้ตาของเขา และพบว่าเขาอยู่ในมิติของหลิงเซี่ยว ท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม และหญ้าสีเขียวขจีใต้ฝ่าเท้าเขา หญ้านั้นสูงเกือบจะเท่าเขาของเขา พลังจิตวิญญาณภายในมิตินั้นเข้มข้นมาก เขารู้สึกกระทั่งว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเขาเป็นพลังจิตวิญญาณ หากผู้วิเศษคนไหนมาฝึกฝนที่นี่ พวกเขาจะต้องคืบหน้าไปมากกว่าหนึ่งพันลี้ภายในวันเดียวอย่างแน่นอน

 

ในขณะที่เขากำลังจะถามว่าทำไมถึงพาเขามาที่นี่ โหยวเสี่ยวโม่จึงเห็นว่ามีคนเบียดเสียดกันราวกับลูกบอลอยู่ไม่ไกล

 

หนึ่งในคนพวกนั้นดูคุ้นเคยมาก โชคดีที่มันยังผ่านมาไม่นานนัก โหยวเสี่ยวโม่พยายามอย่างหนักในการนึกให้ออก และท้ายที่สุดก็นึกออกหลังจากพยายามอยู่สักพัก

 

คนที่ดูแก่สุดที่มีเคราสีเทาซึ่งกำลัมองมาทางเขาอย่างกำลังกลัวอยู่ นั่นมิใช่ผู้จัดการศูนย์กลางโอสถวิเศษเมืองฮันจีที่ขายเมล็ดพันธุ์สมุนไพรให้เขาหรอกรึ?

 

เมื่อคิดว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้ตัวว่า คนที่ใช้แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราให้ติดตามพวกเขาก็คือผู้จัดการศูนย์กลางโอสถวิเศษสินะ?

 

แต่มันก็ไม่ควรเป็นเช่นนั้น อา ทำไมเขาจึงต้องติดตามพวกเขา? โหยวเสี่ยวโม่ยังคงจำได้ถึงอำนาจที่อยู่เบื้องหลังศูนย์กลางโอสถวิเศษซึ่งนั่นก็คือเจ้ามืองฮันจีได้อยู่ คนที่สามารถพัฒนาเมืองฮันจีให้ใหญ่และเฟื่องฟูได้ถึงขนาดนั้นควรจะเป็นเจ้าเมืองที่ยุติธรรมมากๆสิ แต่ความเป็นจริงก็บอกกับเขาว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น

 

เมื่อคิดเช่นนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงเริ่มรู้สึกว่าในหัวของเขาผสมปนเปกันไปหมด และเริ่มไม่มั่นใจว่ามันจะใช่สิ่งที่เขาสงสัยไว้หรือไม่

 

เมื่อไม่สามารถหาทางออกได้ เขาจึงละสายตาสงสัยไปให้หลิงเซี่ยว โดยหวังว่าเขาจะได้รับคำตอบจากหลิงเซี่ยว ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ทำไมพวกเขาถึงอยู่ที่นี่ อา?”

 

เจ้าไม่เห็นรึ? ไม่ว่าจะสูงศักดิ์หรือว่าจะมีคุณงานความดีขนาดไหน ผู้คนก็มักจะมีความคิดชั่วร้ายซ่อนอยู่ภายในสายตาของคนรวยเสมอ

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังผู้จัดการ และส่งยิ้มให้อย่างมีความหมาย ผู้จัดการกลับกลัวรอยยิ้มนั้น ความกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าชัดเจนกว่าเก่า

 

แล้ว พวกเราจะทำอะไรต่อไปดี?”

 

เมื่อพูดถึงความคิดชั่วร้ายในสายตาของคนรวยแล้ว ก็ถือว่าเข้าเค้าในสายตาของโหยวเสี่ยวโม่อยู่บ้าง

 

คนที่อยู่เบื้องหลังศูนย์กลางโอสถวิเศษก็คือเจ้าเมือง ตั้งแต่ที่เขาซื้อสมุนไพรคุณภาพสูงจำนวนมากจากศูนย์กลางโอสถวิเศษ และเขาก็ยังคงซื้อไข่สัตว์วิเศษมาจากการประมูล และขายจิตวิญญาณเหลวอีกมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลในคนพวกนี้เริ่มมีความคิดชั่วร้ายขึ้น เขาไม่สามารถหยุดสั่นได้ เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าการซื้อของบางอย่างจะเกิดอันตรายได้มากขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเขาจำเป็นจะต้องขอให้หลิงเซี่ยวไปกับเขาทุกครั้งที่เขาต้องการจะซื้อหรือขายอะไรต่อจากนี้ไป

 

ศิษย์น้อง

 

หลิงเซี่ยวเผยให้เห็นรอยยิ้มประหลาด

 

เจ้ากำลังขาดแคลนผู้ช่วยในแปลงสมุนไพรมิใช่รึ? เช่นนี้เป็นไร….. ข้าจะเปลี่ยนพวกนี้ให้กลายเป็นหุ่นเชิด ดีรึไม่?”

 

ไว้ชีวิตพวกเราเถอะ อา ท่านผู้ยิ่งใหญ่ พวกเราไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว ไว้ชีวิตพวกเราด้วย อา ท่านผู้ยิ่งใหญ่

 

คนพวกนี้ไม่รอให้โหยวเสี่ยวโม่พูดอะไร ก็เริ่มร้องขอชีวิตพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้จัดการมึนงงอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะตะกายมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา สภาพรูปร่างอนาถเช่นนี้ไม่คล้ายคลึงกับความฉลาดที่เขามีในตอนที่พวกเขาเห็นผู้จัดการที่ศูนย์กลางโอสถวิเศษแม้แต่น้อย

 

ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านผู้ยิ่งใหญ่…. ข้า ข้าจะทำตามที่ท่านต้องการทุกอย่าง ได้โปรดอย่าทำให้ข้าเป็นหุ่นเชิดเลย

 

เขาทำราวกับว่าเป็นคนที่ไม่สนใจสิ่งอื่นทั้งนั้นนอกเหนือจากการรักษาชีวิตตัวเองจนสุดกำลัง

 

เจ้าจะทำตามทุกอย่างเลย?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มเย้ยหยันในขณะที่เขามองอย่างดูถูกไปที่ผู้จัดการ

 

แน่นอน ตราบใดที่นั่นเป็นคำขอของท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าจะบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่าน

 

ผู้จัดการหมอบกราบอีกครั้งและอีกครั้ง ด้วยกลัวว่าหลิงเซี่ยวจะเปลี่ยนให้เขากลายเป็นหุ่นเชิดจริงๆ

 

ว่ากันว่าเมื่อคนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดแล้ว คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นบางสิ่งที่ไม่มีความคิด ไม่มีชีวิต และไม่มีวิญญาณ ถูกสั่งให้ทำสิ่งต่างๆไปตลอดการดำรงอยู่ของเขา แต่สิ่งที่สำคัญก็คือวิญญาณจะหายไปจากทั้งสวรรค์และโลกนี้ไปตลอดกาล โดยไม่มีโอกาสได้กำเนิดใหม่ ร้ายแรงยิ่งกว่าตายเสียอีก

 

เมื่อเห็นว่าหลิงเซี่ยวมีท่าทีอ่อนขึ้น พวกคนที่เหลือเองก็คลานมาหาเพื่อร้องขอความเมตตาเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะอุทิศตัวเพื่อหลิงเซี่ยว

 

จู่ๆหลิงเซี่ยวก็แสดงถึงท่าทางลำบากใจ แต่ข้าต้องการเพียงแค่คนเดียวนี่นา พวกเจ้ามีตั้งห้าคน แล้วจะทำเช่นไรดีนะ?”

 

เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวทำให้ใบหน้าทั้งห้าเปลี่ยนไปทันที พวกเขามองหน้ากันและกันอย่างเตรียมพร้อม และจิตมุ่งมั่นในการฆ่า พวกเขาไม่สนใจว่าหลิงเซี่ยวจะจริงจังหรือไม่ นี่เป็นเพียงโอกาสหนึ่งเดียวของพวกเขา

 

หากมีคนเดียวที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ พวกเขาล้วนต้องการให้เป็นตนเองทั้งนั้น ความเห็นแก่ตัวคือธรรมชาติของพวกเขา เมื่อชีวิตของพวกเขาตกอยู่ภายใต้อันตราย ไม่มีใครทำตามสิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดี หรือภารดรภาพหรอก

 

ผู้จัดการศูนย์กลางโอสถวิเศษซึ่งอยู่มานานหลายปีเข้าใจสถานการณ์นี้มากที่สุด คนสี่คนที่เขาพามาด้วยคงไม่มีทางยอมตายเพียงแค่เขาสั่งหรอก ดังนั้น ตั้งแต่ที่หลิงเซี่ยวเอ่ยคำนั้นออกมา ผู้จัดการก็เหยียดมือออกมาทันที นิ้วทั้งห้ากลายเป็นกรงเล็บก่อนที่กรงเล็บเหล่านั้นจะโจมตีใส่หน้าอกของชายชุดดำที่อยู่ใกล้เขาที่สุด รังสีความชั่วร้ายราวกับต้องการจะแผ่ออกมาจากหัวใจของเขา แต่กลับกลายเป็นว่าชายชุดดำผู้นั้นเตรียมพร้อมตั้งรับเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่กรงเล็บของผู้จัดการกำลังจะถึงตัวเขา เขาก็เหยียดมือและปัดกรงเล็บนั้นทิ้งไป พร้อมกับร่นถอยไปไกล

 

ชายชุดดำอีกสามคนเองก็ถอยไปทันทีเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดพร้อมใจกันอยู่ห่างจากผู้จัดการเนื่องจากพวกเขารู้ว่า ในหมู่ทั้งห้าคนนี้ ผู้จัดการเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด หากพวกเขาไม่กำจัดผู้จัดการก่อน ทั้งสี่คนคงต้องต่อสู้อย่างยากลำบากเป็นแน่

 

ผู้จัดการเองก็รู้ตัวถึงความตั้งใจของพวกนั้น ใบหน้าของเขาดำมืดลง ภายในใจก่นด่าว่าพวกนั้นเป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์แถมยังลอบกัดคนที่ให้อาหารแก่พวกเขาเสียอีก แต่เขาก็ยังคงระวังมากยิ่งขึ้น เขาคาดไว้แล้วว่ามันจะต้องออกมาเป็นเช่นนี้

 

ชายชุดดำทั้งสี่มองกันเอง จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มจู่โจมจุดตายของผู้จัดการอย่างพร้อมเพรียง โดยไม่ให้ผู้จัดการได้มีเวลาหายใจและคิดวิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ ทุกคนต่างก็โจมตีอย่างไม่ปรานีและเหี้ยมโหด

 

เนื่องจากว่าพวกเขาเป็นลูกน้องผู้จัดการ พวกเขาจึงเข้าใจผู้จัดการเป็นอย่างดี เจ้าเล่ห์และไว้ใจไม่ได้ กลโกงของเขานั้นชั่วร้ายเสียยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของเจ้าเมือง ก็ชัดเจนแล้วว่าเขามีความสามารถเพียงพอ ดังนั้นทั้งสี่คนจึงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด และมุ่งตรงเอาชีวิตทันที

 

แต่ผู้จัดการเองก็ไม่ได้กินพืชเช่นกัน คนทั้งสี่ร่วมมือกันราวกับมีการสื่อสารทางจิตทำให้ผู้จัดการปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สมองของเขาปั่นเร็วจี๋อย่างหาทางจัดการกับเหตุการณ์ตรงหน้า

 

เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี จึงไม่รู้ผลผู้ชนะเป็นที่แน่ชัด แม้ว่าจะต่อสู้แบบนี้ก็ตาม

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูพวกเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง และปากอ้าค้าง เขาเพียงแค่กระพริบตา และทั้งห้าคนก็เริ่มการต่อสู้แล้ว ท่าทางตกตะลึงของเขาเลื่อนไปยังหลิงเซี่ยว เขากลืนน้ำลายลงอึกแล้วอึกเล่า ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านต้องการจะเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นหุ่นเชิดจริงๆรึ?”

 

ในความคิดของเขา หุ่นเชิดนั้นก็เหมือนกับศพที่เดินได้ คล้ายๆกับซอมบี้ เพียงแค่คิดว่าซอมบี้ช่วยปลูกสมุนไพรวิเศษในมิติของเขาก็ทำให้ขนเขาลุกแล้ว มันน่ากลัวเกินไปหน่อย เขาเลือกที่จะให้ตัวเองเหนื่อยดีกว่าปล่อยให้คนพวกนั้นเข้ามิติมา สำหรับเขา มิติก็เหมือนกับบ้าน พื้นที่ส่วนตัวของเขา ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้คนพวกนี้เข้าไปภายในได้

 

แน่นอนว่าไม่

 

หลิงเซี่ยวเอ่ยอย่างแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มหยอกล้อบนใบหน้า

 

เมื่อได้ยินหลิงเซี่ยวกล่าวปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลย โหยวเสี่ยวโม่จึงมึนงงอีกครั้ง อีกพักต่อมาเขาจึงฟื้นตัวกลับมา รึว่าหลิงเซี่ยวกำลังเล่นกับพวกนั้นอยู่งั้นรึ?

 

หลิงเซี่ยวกล่าวต่อไป คิดว่าจะมาเป็นหุ่นเชิดข้าด้วยความแข็งแกร่งแค่นั้นนะรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ “……”

 

เช่นนั้นแล้ว ชายผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นกำลังจะบ่นว่าความแข็งแกร่งของพวกนั้นต่ำเกินไปงั้นรึ ช่างต้องการมากเกินไปเสียจริง เขารู้สึกว่าหากพวกนั้นรู้ว่าหลิงเซี่ยวคิดยังไง พวกเขาคงจะตายจากความโกรธโดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันเลย แต่ก็ยังดีที่ได้ยินว่าพวกเขาจะไม่กลายเป็นหุ่นเชิด

 

ในขณะที่เขากำลังพูดคุยกัน ชัยชนะก็เริ่มจะหลอมรวมเข้ากับอีกฝ่ายแล้ว

 

แม้ว่าผู้จัดการจะอันดับสูงกว่า แต่เขาก็เป็นคนเลือกชายชุดดำทั้งสี่กับมือ เนื่องจากเมื่อประเมินความแข็งแกร่งของหลิงเซี่ยวแล้ว ผู้จัดการจึงกลัวว่าจะมีความยากลำบากที่ไม่คาดถึง หรือพวกเขาอาจจะถูกเปิดเผย ดังนั้น เขาจึงเลือกทั้งสี่ที่มีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดามาด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะต้องกินผลไม้พิษเสียแล้ว

 

ชายหนุ่มทั้งสี่ยังเยาว์ ประสบการณ์การต่อสู้ก็มีไม่น้อยไปกว่าผู้จัดการนัก อีกทั้ง พวกเขามาจากกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาจะบาดเจ็ด แต่ผู้จัดการเองก็อยู่ในมุมที่ไม่สามารถวิ่งหนีได้อีกแล้ว

 

เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะถูกฆ่าด้วยน้ำมือของทั้งสี่คนนี้ ผู้จัดการจึงหยิบฟางเส้นสุดท้ายของเขาออกมา เขาตะโกนไปยังหลิงเซี่ยวด้วยความยินดีเต็มเปี่ยม ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้ารู้ความลับทั้งหมดของเจ้าเมือง……อา…..

 

ในขณะที่เขากล่าวคำพวกนั้น พวกที่เหลือต่างรู้สึกได้ถึงความข่มขวัญ เบื้องหลังเขา ชายชุดดำคนหนึ่งส่งฝ่ามือของเขาไปที่หัวของผู้จัดการในทันที ท่าทางบิดเบี้ยวบนใบหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าเขาต้องการฆ่าผู้จัดการด้วยฝ่ามือนี้

 

แต่เขาไม่มีโอกาสนั้น ฝ่ามือของเขาหยุดประมาณหนึ่งนิ้วก่อนจะถึงหัวผู้จัดการ แม้ว่าใบหน้าของเขาจะแดงก่ำ แต่เขาก็ไม่มีทางทำให้ฝ่ามือกดต่ำไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

 

ผู้จัดการนั้นคิดว่าเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่ภูเขากลับพลิกกลับอย่างคาดไม่ถึง ความยินดีปรากฎออกมาจากใบหน้าชราของเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายและโหดเหี้ยม เขาพลิกฝ่ามือ และโจมตีชายชุดดำ ชายชุดดำได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที เขาพ่นเลือดออกมากองโต และถอยกลับไป ก่อนจะล้มลงและไม่มีทางยืนขึ้นมาได้อีก

 

ทั้งสามคนรู้ว่าหลิงเซี่ยวคือคนกระทำ พวกเขาไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆอีกเลย พวกเขาทำได้เพียงมองดูเท่านั้น ขณะกดซ่อนความโกรธไปที่ผู้จัดการซึ่งตอนนี้กำลังวิ่งไปหาชายหนุ่มผู้นั้นด้วยกิริยานอบน้อม

 

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะไม่ได้กระทำการใดๆต่อหน้าพวกเขา แต่หากใครมีตาก็คงสามารถมองเห็นได้ว่าความแข็งแกร่งของหลิงเซี่ยวนั้นอยู่สูงเหนือกว่าพวกเขา ที่สำคัญ พวกเขารู้สึกกลัวมิติประหลาดนี้มาตั้งนานแล้ว

 

ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าเป็นที่ปรึกษาของถังฮุน ข้ารู้ความลับของเขาดีกว่าผู้อื่น ข้าสามารถบอกท่านได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านอยากรู้ อีกทั้ง แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราคู่นั้น พวกมันถูกเลี้ยงโดยถังฮุน….

 

ผู้จัดการไม่คิดว่าความคิดสุดท้ายของเขาจะได้ผลจริงๆ เขายินดีเป็นอย่างมาก และพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ออกมาโดยไม่คิดอะไรเลย เพียงแค่หวังว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะให้หนทางแก่เขา

 

ในตอนนี้ เขาไม่สนว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นการหักหลังถังฮุน ในสายตาของเขา ไม่ว่าถังฮุนจะเก่งแค่ไหน เขาก็คงเป็นได้เพียงแค่นักสู้ระดับจิตวิญญาณเท่านั้น ในขณะที่ชายหนุ่มผู้นี้เป็นนักสู้ในระดับราชาอย่างแท้จริง มิเช่นนั้น เขาจะมีมิติที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้เช่นไร?

 

เนื่องจากมันถูกถังฮุนเลี้ยงดู แสดงว่าเจ้าต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรเจ็ดดาราสินะ?”

 

หลิงเซี่ยวมองไปที่เขาอย่างไร้อารมณ์ และพูดอย่างราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกประหลาดใจในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย

 

ผู้จัดการตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะรีบถูมือขณะตอบกลับ ข้ารับใช้ผู้นี้รู้เป็นอย่างดี ในตอนแรก ถังฮุนมีสมุนไพรเจ็ดดาราอยู่เล็กน้อย แต่สมุนไพรเจ็ดดาราพวกนั้นถูกถังฮุนใช้ไปจนหมดเมื่อเดือนก่อน ถังฮุนสอบถามอยู่หลายปี เพื่อที่จะตามหาสถานที่ที่มีสมุนไพรเจ็ดดารา ในที่สุดเขาก็ได้ข้อมูลเมื่อครึ่งปีก่อน สมุนไพรเจ็ดดาราอยู่ในดินแดนสวรรค์ที่จะเปิดในอีกสองเดือนนี้

 

งั้นรึ?”

 

หลิงเซี่ยวเลิกคิ้วขึ้น

 

อีกทั้ง เพื่อให้การหาสมุนไพรเจ็ดดาราง่ายขึ้น ถังฮุนจึงจัดการหาแผนที่ที่ไม่สมบูรณ์จากใครก็มิทราบได้มา ในตอนแรก ข้ารับใช้ผู้นี้ไม่ได้รู้เลยว่าแผนที่นั้นคืออะไร แต่มีครั้งหนึ่งที่ถังฮุนหลุดมันออกมา ข้ารับใช้ผู้นี้จึงรู้ว่าแผนที่ที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นแผนที่ดินแดนสวรรค์

 

ผู้จัดการพูดต่อไปอย่างระมัดระวัง ขณะลอบมองดูสีหน้าของหลิงเซี่ยวผ่านทางหางตา

 

เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าแผนที่นั้นเป็นของจริง?”

 

หลิงเซี่ยวถาม ยังคงไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา

 

แน่นอนขอรับ ข้ารับใช้นี้ไม่อาจมั่นใจได้ แต่ถังฮุนสาบานว่าแผนที่นี้เป็นของจริงร้อยส่วน ข้ารับใช้ติดตามถังฮุนมาเป็นเวลาหลายปี และรู้ดีว่าเขาจะไม่โกหกหากเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ผู้จัดการกล่าว

 

หลิงเซี่ยวจ้องไปที่ผู้จัดการผู้ซึ่งตื่นกลัวชั่วขณะ ก่อนที่จะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง ถังฮุนเป็นคนเช่นไรกัน? เขาดูแลพวกเจ้าอย่างไร?”

 

ผู้จัดการตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าหลิงเซี่ยวคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงตอบอย่างระมัดระวัง ตอบท่านผู้ยิ่งใหญ่ ถังฮุนไม่เพียงเป็นคนที่อิจฉาได้ง่ายๆ และละโมบความร่ำรวยแล้ว เขายังเป็นคนที่ตลบตะแลงและโหดเหี้ยมมาก ในขณะที่ยืนยันว่าคำพูดของเขาคือกฎเกณฑ์ แม้ว่าข้ารับใช้จะอยู่เคียงข้างเขามามากกว่าสิบปี ข้ารับใช้ก็ไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากถังฮุนเลย เขาไว้ใจเพียงแค่ตนเองเท่านั้น เมืองฮันจีนั้นดูสงบสุขแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วภายในกลับไม่มั่นคงอย่างมาก ถังฮุนมักจะส่งศิษย์ของเขาออกไปตามหาโอสถวิเศษและยามหัศจรรย์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง ทำให้ศิษย์ตายไปหลายคน มากเสียจนทุกคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจ ดังนั้นผู้คนมากมายเริ่มที่จะไม่พอใจถังฮุน แต่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของถังฮุนนั้นสูงกว่าทุกคน และเขามีกลุ่มผู้คุ้มกันที่จงรักภักดีแก่เขามากอยู่

 

คำพูดพวกนี้เผยให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้จัดการอย่างอ้อมๆ มิเช่นนั้น เขาคงไม่พูดคำว่า ถังฮุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอก

 

เมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา โหยวเสี่ยวโม่จึงยิ่งรู้สึกผิดยิ่งขึ้น เขารู้สึกราวกับว่าเขาได้ยินเกี่ยวกับเจ้าของที่ดินแกล้งคนรับใช้อย่างไรอย่างนั้น เมื่อคิดเช่นนั้น เขาจึงพูดกับพวกเขาทันที และลืมที่จะปกปิดความตื่นเต้นของเขา ถ้างั้น พวกท่านต้องการจะปลดแอกตัวเองจากการเป็นข้ารับใช้ และร้องเพลงแห่งอิสระรึไม่?”

***********************

แก้ไขคำว่า เถ้าแก่เป็นผู้จัดการค่ะ ช่วงนี้เบลอเล็กน้อย