0 Views

บท 135 เจ้าของดินแดนสวรรค์

                “พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

 

หลิงเซี่ยวมองดูพวกเขาอย่างสนใจ

 

ที่นี่เป็นด้านในของหอสมุดฝั่งตะวันตก ปกติแล้ว คนที่มาฝั่งตะวันตกมักจะเป็นศิษย์จากสำนักยุทธ์ ดังนั้นการที่หลิงเซี่ยวมาปรากฎตัวที่นี่นั้นถือว่าไม่ผิดคาดมากนัก เมื่อได้ยินคำถาม โหยวเสี่ยวโม่เดาว่าเขาน่าจะมาที่นี่เพื่อหาข้อมูล

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปที่ชายอีกคน จากนั้นส่ายหัวและกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก ศิษย์พี่ใหญ่หลิง หนังสือเล่มไหนที่ท่านตามหาอยู่รึ? ท่านต้องการให้ข้าช่วยหารึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวมองทั้งสองโดยไม่กล่าวอะไร แม้ว่าเขาเพิ่งจะมาถึง แต่เขาก็เห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นแม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะบอกว่าไม่มีอะไรก็ตาม แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อ สายตาคมกริบตกลงบนชายผู้นั้น เพียงแค่แรงกดดันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีภูเขาทั้งใบทับอยู่บนไหล่ ใบหน้าของชายผู้นั้นตึงขึ้น

 

นี่คือศิษย์พี่ใหญ่หลินมิใช่รึ? ศิษย์พี่ใหญ่มาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดกัน? เขาไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ศิษย์พี่หลินมายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่กัน? ศิษย์พี่ใหญ่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดกับโหยวเสี่ยวโม่ทั้งหมดเลยรึ?

 

ชายหนุ่มนามสกุลหวังรู้สึกไม่แน่ใจอย่างมาก แม้ว่าเขาและหลินเซี่ยวจะไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันก็จริง แต่สถานะและอิทธิพลของหลิงเซี่ยวก็ถือว่ายิ่งใหม่มากในพรรคเถียนซิน โดยเฉพาะในหมู่พวกเขาซึ่งเป็นคนรุ่นเยาว์ ความประทับใจที่พวกเขามีนั้นนับว่าลึกล้ำมาก

 

“นี่คือศิษย์น้องหวังมิใช่รึ? เจ้ามีเวลาว่างมาหอคัมภีร์เพื่อมากลั่นแกล้งศิษย์ใหม่ได้เช่นไร?”

 

หลิงเซี่ยวไม่พูดอ้อมค้อมเลย เขาหัวเราะ *ฮะ ฮะ* ขณะมองไปที่หวังอวิ๋นเฟยซึ่งตอนนี้กำลังปาดเหงื่ออยู่ ความจริง เขาไม่ได้มีความประทับใจอะไรกับศิษย์น้องหวังผู้นี้นัก แต่เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในหอคัมภีร์เมื่อไม่กี่วันก่อน เรื่องการลงโทษหลี่จวิ๋นและโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงสืบสวนเรื่องของหลี่จวิ๋นทั้งหมดหลังจากเหตุการณ์นั้น รวมถึงผู้คนรอบๆหลี่จวิ๋นด้วย

 

หลี่จวิ๋นนั้นเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเซี่ยวผู้อารมณ์ร้อน เช่นเดียวกับโหยวเสี่ยวโม่ เขาเป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ด หวังอวิ๋นเฟยเป็นศิษย์พี่ลำดับสามของหลี่จวิ๋น ทั้งสองสนิทกันมาก ว่ากันว่าพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าพรรคเถียนซินเสียอีก นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าเมื่อหลี่จวิ๋นถูกลงโทษ หวังอวิ๋นเฟยจึงคิดว่านี่จะต้องเป็นความผิดของโหยวเสี่ยวโม่แน่

 

ในครั้งนี้ เมื่อเจอโหยวเสี่ยวโม่อย่างคาดไม่ถึงที่หอคัมภีร์ หวังอวิ๋นเฟยจึงไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้กล่าวโทษแก่โหยวเสี่ยวโม่ได้ แต่ใครจะคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะไม่กระเทือนใดๆ แถมยังแม้กระทั่งตอบโต้กลับมาจนเขาเถียงไม่ออกด้วย สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเขาถูกหลินเซี่ยวได้ยิน

 

หวังอวิ๋นเฟยหันกลับมาและดูเหมือนจะซีดกว่าเดิม เขาใช้เวลาสักพักในการอธิบายอย่างตะกุกตะกัก “ศิษย์พี่ใหญ่หลิน ข้า……ข้าไม่ได้กลั่นแกล้งชายหนุ่มผู้นี้ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงแค่ล้อเล่นนิดหน่อย…….”

 

คำพูดนั้นสุภาพอย่างถึงที่สุด แต่มันก็เป็นเพียงแค่การให้โอสถแก่ม้าที่ตายแล้วเท่านั้น เขาไม่สามารถยอมรับต่อหน้าหลินเซี่ยวได้ว่าเขากำลังกลั่นแกล้งโหยวเสี่ยวโม่ หากหลินเซี่ยวบอกอาจารย์เขา แม้ว่าอาจารย์เขาจะเข้าข้างเขา แต่สถานะของศิษย์พี่ใหญ่หลินก็ไม่ต่ำเลย ดังนั้นในท้ายที่สุด เขาจะต้องขุดหลุมและกระโดดเข้าไปด้วยตัวเองแน่ๆ

 

“นั่นนับเป็นคำพูดล้อเล่นงั้นรึ?” หลิงเซี่ยวกล่าว

 

เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเฟยต้องการจะกล่าวข้ออ้างเพิ่ม เขาเพียงแค่โบกมือเท่านั้น “ก็ได้ ศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่ได้ต้องการจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรอก เจ้าขอโทษแก่น้องโหยวเสี่ย และเราจะถือว่าเรื่องนี้จบเพียงเท่านี้”

 

“ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่หลิน”

 

ใบหน้าของหวังอวิ๋นเฟยกลายเป็นสีเขียวและขาว เขาเพียงแค่กล่าวกับโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่เต็มใจ “ศิษย์น้องโหยว ข้าขอโทษ”

 

เขาไม่คาดคิดว่าครั้งนี้เขาจะต้องให้ภรรยาแก่ศัตรู แถมซ้ำยังสูญเสียทหาร*ไปด้วย ไม่เพียงแค่ไม่สามารถยั่วโมโหโหยวเสี่ยวโม่ได้ เขากลับยังต้องขอโทษต่อหน้าทุกคนอีก แม้ว่าคนที่มาหอคัมภีร์จะน้อยลงๆ แต่ภายใต้สายตามากมาย เรื่องนี้สมควรจะถูกพูดถึง เมื่อมันเกิดขึ้นจริง คนที่จะอับอายขายหน้ามิใช่มีเพียงแค่เขาเท่านั้น อาจารย์ของเขาเองจะต้องโกรธแน่นอน เขายังคงจำได้ถึงใบหน้าอันน่ากลัวและโกรธขึ้งของอาจารย์ตอนที่เรื่องของหลี่จวิ๋นเข้าหูอาจารย์   (*ให้ภรรยาแก่ศัตรู แถมซ้ำยังสูญเสียทหาร – ทรมานจากการสูญเสียเป็นสองเท่าหลังจากที่พยายามจะล่อหลอกศัตรู)

 

หลังจากที่กล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว หวังอวิ๋นเฟยก็รีบวิ่งออกไป ไม่มีหน้าจะมาวุ่นวายอยู่รอบๆอีกต่อไป

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูอย่างไม่สามารถยอมรับได้ว่าเขารู้ดีใจเล็กน้อยที่หลิงเซี่ยวเข้าข้างเขา แต่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นนะ เขาเป็นกังวลมากกว่าว่าอาจารย์ของหลี่จวิ๋นจะพุ่งเป้าหมายมาที่หลิงเซี่ยว

 

แม้ว่าศิษย์จะผิด แต่อาจารย์คนไหนจะไม่เข้าข้างศิษย์ตัวเองกัน? ดูคงเวินสิ เข้าข้างสุดๆ นี่มิใช่ตัวอย่างที่ดีหรอกรึ? อีกทั้ง เมื่อรวมกับสิ่งที่เขารู้จักเกี่ยวกับผู้อาวุโสเซี่ยวแล้ว เขารู้สึกว่าหลังจากเรื่องราวนี้ไป การขัดแย้งกันระหว่างหลิงเซี่ยวและผู้อาวุโสเซี่ยวจะยิ่งเลวร้ายลง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เรื่องนี้จะเป็นอะไรรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างเป็นกังวล

 

“มันจะเป็นอะไรได้อย่างไร? หรือว่าเจ้าจะบอกว่าคำขอโทษของเขาไม่จริงใจพอ หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะนำตัวเขากลับมา และให้เขาขอโทษเจ้าอีกหลายๆครั้งดีรึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะพูด

 

โหยวเสี่ยวโม่ปาดเหงื่อเม็ดโตออก “……..ไม่จำเป็น เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

 

หากเขาเออออไปตามที่หลิงเซี่ยวพูดจริง ความเป็นปฏิปักษ์ของเขาและหลี่จวิ๋นกับคนอื่นๆคงไม่สามารถคลี่คลายได้ แม้ว่าจะสิ้นปีแล้วก็ตาม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธเพราะเขาอยากหลบหลีกพวกนั้น เพียงแค่พวกเขาเองก็เป็นศิษย์ของพรรคเถียนซินเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาอาจจะพบเจอกันอีกครั้ง และก็มิใช่ว่าพวกเขาจะต้องเกลียดกันทุกครั้งที่เจอหน้ากันเสียเมื่อไหร่

 

แต่หลิงเซี่ยว**ไม่ได้คิดเช่นนี้ มีผู้คนมากมายที่มีเรื่องกับเขา จะเพิ่มมาอีกหนึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง อีกทั้ง พวกแมลงตัวเล็กๆเหล่านี้ก็ไม่สามารถกระทำการใหญ่ได้ และยังมีอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือมันจะต้องถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกจากพรรคเถียนซิน ดังนั้นเขาจึงดีใจที่ได้เห็นโหยวเสี่ยวโม่สร้างศัตรู เช่นนี้ เมื่อเวลานั้นมาถึง โหยวเสี่ยวโม่จะได้ไม่ลังเลที่จะออกจาพรรคเถียนซิน (**เวอร์ชั่นอังกฤษน่าจะพิมพ์ผิดเป็นโหยวเสี่ยวโม่ค่ะ แต่พออ่านดูดีๆแล้ว เราคิดว่าเป็นหลิงเซี่ยว)

 

หลิงเซี่ยวหยิบคัมภีร์ออกจากขั้น และนั่งลงโต๊ะเดียวกับโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นคัมภีร์ที่หลิงเซี่ยวถือ มันคือแผนที่ทางใต้ของทวีปหลงเซี่ยว แต่เขาไม่รู้ว่าพื้นที่ในแผนที่นั้นคือที่ที่ดินแดนสวรรค์จะเปิดขึ้น

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ทำไมท่านจึงมองดูมัน?”

 

“ถังฟานขอให้ข้า ผู้อาวุโสตู๋ และผู้อาวุโสเซี่ยวนำเหล่าศิษย์ไปยังสถานที่ที่ดินแดนสวรรค์จะเปิด ภูมิประเทศระหว่างทางนั้นซับซ้อนมาก ในความทรงจำของหลินเซี่ยวก็ไม่ได้มีรายละเอียดมากนัก ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อหาข้อมูล”

 

หลิงเซี่ยวตอบอย่างเบื่อหน่าย

 

ที่จริง เขาเพียงแค่ปรายตามองคัมภีร์ก็เพียงพอที่จะฝังแผนที่ไว้ในความจำเขาได้แล้ว ตราบใดที่เขาไม่ต้องการจะลืมมัน เขาจะไม่ลืมมันไปตลอด

 

แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเข้ากับโหยวเสี่ยวโม่ที่นี่ ดีจริง เขามีข้ออ้างที่จะได้อยู่กับโหยวเสี่ยวโม่ไปสักพัก ดังนั้นเขาจึงหยิบคัมภีร์ และแสร้งทำเหมือนอ่าน

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูหลิงเซี่ยวสักพัก เขาลังเลก่อนที่จะถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ก่อนหน้านี้ ท่านกล่าวว่าดินแดนสวรรค์มีข้อจำกัดสำหรับพวกที่ระดับนภาและสูงกว่า แล้วท่านเล่า?”

 

คำถามนี้เป็นสิ่งที่เขารู้สึกต้องการถามมาโดยตลอด เมื่อดูจากผลงานของหลิงเซี่ยวแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะระดับต่ำกว่าระดับนภาสักหน่อย เมื่อถึงเวลานั้น หากเขาเข้าไปไม่ได้ นั่นมิทำให้เขาต้องเปิดเผยตัวตนรึ?

 

เมื่อได้ยินคำถาม มุมปากของหลิงเซี่ยวก็เริ่มโค้งขึ้น เขาวางคัมภีร์ลงและกล่าว “ศิษย์น้อง เจ้ารู้รึไม่ว่าทำไมดินแดนสวรรค์ถึงมีข้อจำกัดในเรื่องระดับพลัง?”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดสักพักจากนั้นจึงส่ายหน้า แต่แน่นอนว่ามันจะต้องเกี่ยวกับเจ้าของดินแดนสวรรค์เป็นแน่

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะกล่าว “ข้อจำกัดในเรื่องระดับพลังของดินแดนสวรรค์นั้นถูกตั้งขึ้นโดยเจ้าของดินแดน แต่มันจะมีผลเฉพาะกับคนที่ระดับต่ำกว่าเขาเท่านั้น หากคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าของดินแดนสวรรค์ เช่นนั้นข้อจำกัดนี้จึงไม่เป็นผล”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย ความหมายภายใต้คำพูดนี้นั้น มิได้หมายความว่าระดับพลังของหลิงเซี่ยวนั้นสูงเสียยิ่งกว่าเจ้าของดินแดนสวรรค์อีกมิใช่รึ?

 

ในความคิดของโหยวเสี่ยวโม่ คนที่สามารถสร้างดินแดนสวรรค์ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสมบัติมากมายแล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าของดินแดนย่อมไม่ต่ำเลย อย่างน้อยที่สุดก็คงจะอยู่ในระดับราชาหรือมากกว่านั้น

 

จากน้ำเสียงมั่นใจของหลิงเซี่ยวแล้ว เป็นไปได้จริงรึว่าความแข็งแกร่งของเขาจะสูงกว่าเจ้าของดินแดนสวรรค์? แล้วสูงกว่าถึงขั้นไหน? เขาไม่อาจจินตนาการได้เลย

 

“เช่นนั้น ศิษย์พี่ใหญ่หลิงรู้ระดับความแข็งแกร่งของเจ้าของดินแดนสวรรค์รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม มองไปที่หลิงเซี่ยวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกระหายในข้อมูล

 

“ศิษย์น้อง เจ้ารู้รึไม่ว่านักสู้ระดับราชาขึ้นไปจะสามารถสร้างมิติได้? เหมือนกับมิติเมล็ดพันธุ์ผักกาดของข้า”

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้ให้คำตอบที่เป็นคำตอบจริงๆของคำถาม กลับกัน เขาเลือกที่จะให้ความรู้เล็กน้อยแก่โหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหน้าโดยไม่คิดเลยแม้แต่น้อย เขาต้องการจะถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะหาจากหอคัมภีร์ มันเป็นเพียงแค่เพราะเขาไม่มีเวลา เขาถูกห้ามเข้าถึงสามวัน นั่นทำให้เขาไม่มีโอกาสมาค้นหาข้อมูล

 

หลิงเซี่ยวรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เรื่องนี้ จากนั้นเขาจึงอธิบายให้ฟัง

 

ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคน เมื่อครั้งที่พวกเขาถึงระดับราชาแล้ว พวกเขาจะสามารถเปิดตัดผ่าพื้นที่มิติออกมาได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ ผู้ฝึกยุทธ์เกือบทุกคนมักจะกลัวตาย เช่นถังฟาน และลั่วเฉิงเหยียน หลิงเซี่ยวเดาว่าพวกเขาจะไม่ทำมันหากพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จร้อยส่วน เนื่องจากพวกเขามีหน้าที่ในการรับผิดชอบพรรคของตน เนื่องจากหากพวกเขาโชคไม่ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจกระทบไปทั้งพรรค เมื่อพรรคปราศจากนักสู้ระดับราชาที่เป็นดั่งหางเสือ พรรคนั้นก็คงไม่อาจถือได้ว่าเป็นพรรคชั้นหนึ่งอีกต่อไป

 

สำหรับดินแดนสวรรค์ หลิงเซี่ยวคาดเดาว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่ตัดผ่ามิติอย่างแท้จริง บางทีอาจจะเป็นบางคนที่มีอำนาจสูงมากปาดเอาส่วนหนึ่งของแผ่นดินจริงๆ และจัดตั้งมันไว้ที่มิติอิสระนี้ เนื่องจากว่าเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ดังนั้นม่านคุ้มกันรอบๆจึงคลายลงทุกๆห้าสิบปี และแสดงดินแดนสวรรค์ออกมาให้คนอื่นได้เห็น

 

หากดินแดนสวรรค์เป็นพื้นที่ที่ตัดผ่ามิติอย่างแท้จริง มันจะไม่ปรากฎตัวออกมาทุกๆ ห้าสิบปีแน่ ยังไม่ได้พูดถึงว่ามันปรากฎตัวในจุดเดิมๆด้วย นั่นเป็นเพราะพื้นที่มิติเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรอย่างถึงที่สุด

 

ดังนั้น หลิงเซี่ยวจึงคาดเดาว่าเจ้าของดินแดนสวรรค์นั้นอยู่ในระดับราชัน มีเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันเท่านั้นที่จะสามารถนำส่วนหนึ่งของแผ่นดินมาไว้ในมิติได้ อีกทั้ง ระดับสูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์ในภาคใต้ของทวีปหลงเซี่ยวนี้อยู่แค่ระดับราชา และหากระดับของเจ้าของดินแดนสูงไปกว่านั้น เขาจะต้องมีความสามารถและมั่นใจในการตัดผ่ามิติ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่าคนผู้นั้นจะต้องอยู่ในระดับราชันอย่างแน่นอน