0 Views

บท 134 ในที่สุดของถึงตาเขา

                โหยวเสี่ยวโม่ “……………….”

 

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าน้ำวิเศษนั้นล้ำค่า แต่เขาก็ยังคงไม่อาจดื่มน้ำที่ใช้อาบน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำที่เขามองเพียงแว่บเดียวก็เห็นว่ามันเป็นน้ำวิเศษที่สกปรก

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องสอนมันให้กลายเป็นสัตว์วิเศษที่รักสะอาดและเรียบร้อยสักหน่อยแล้ว

 

แต่หมาป่าสายเลือดสีน้ำเงินมีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก ไม่เพียงแค่เพิ่งเกิดมาได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น สัตว์วิเศษตัวน้อยกลับสามารถวิ่งและกระโดดได้แล้ว สิ่งที่มันพยายามที่จะทำก็คือวิ่งเป็นวิ่งกลมรอบๆโหยวเสี่ยวโม่ราวกับว่ากำลังทำอาณาเขต เพียงแค่อาณาเขตของมันคือวงกลมรอบๆโหยวเสี่ยวโม่เท่านั้นเอง

 

หากโหยวเสี่ยวโม่ต้องได้ทำอะไร มันก็ไม่มีปัญหาอยู่หรอก แต่เมื่อเขาต้องการทำอะไร สัตว์วิเศษตัวน้อยจะงับกางเกงเขาอย่างแน่นไม่ปล่อยให้เขาไปไหน แต่เนื่องจากมันยังเกิดมาได้ไม่ถึงวัน สัตว์วิเศษตัวน้อยจึงไม่สามารถรั้งไม่ให้โหยวเสี่ยวโม่เคลื่อนไหวได้ กลับกัน มันกลับถูกโหยวเสี่ยวโม่ลากไปด้วย

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยเข้าจนกระทั่งโหยวเสี่ยวโม่ทนไม่ไหว เขาหยิบมันขึ้นมา และมัดมันด้วยเชือกและแบกไว้บนหลังของเขา ราวกับแบกเด็กทารก ขณะทำงานของเขาต่อ……

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ออกจากมิติ และถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาไม่คาดคิดว่าสัตว์วิเศษตัวน้อยจะเกาะติดขนาดนี้ แย่มากที่เขาไม่สามารถเอามันออกมาได้ คงจะหายนะมากหากคนอื่นเจอมันเข้า

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็เป็นกังวลว่ามันจะวิ่งและกระโดดไปรอบๆมิติ และเหยียบย่ำแปลงสมุนไพรของเขา ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงปิดประตูขังมันไว้ในกระท่อมไม้เล็กๆเท่านั้น อีกทั้งเขาเตือนมันอย่างหนักแน่นว่าห้ามแตะต้องสิ่งของด้านใน โดยไม่สนใจเลยว่ามันจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ เขาออกจากมิติมาหลังจากที่สั่งเสร็จ

 

การกำเนิดของสัตว์วิเศษตัวน้อย โหยวเสี่ยวโม่ต้องการใครบางคนมาช่วยยินดีกับข่าวดีนี้ แต่คนอื่นนอกเหนือจากหลิงเซี่ยวก็ไม่มีใครอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงรอให้หลิงเซี่ยวมาหาเท่านั้น

 

วันนี้ เขาไม่ได้ปิดขังตัวเองในห้องเพื่อหลอมโอสถเหมือนกับปกติ กลับกกัน เขาตรงไปยังเรือนสมุนไพร

 

ครั้งสุดท้ายที่เขามาที่นี่ก็เมื่อเดือนที่แล้วที่เขามาเพื่อรับสมุนไพรระดับสอง แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการสมุนไพรระดับสองแล้วก็ตาม เขายังคงรักษาภาพลักษณ์อยู่ดี สำหรับความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้วนั้น ในเวลานี้ เขาไม่มีแผนที่จะบอกให้ใครรู้

 

เมื่อเดินทางมาถึงเรือนสมุนไพร โหยวเสี่ยวโม่ไม่เห็นจ้าวต้าโจว คนที่ดูแลเรือนสมุนไพรกลับมาเป็นท่านลุงจ้าวเหมือนเดิม เขานั่งราวกับพระนั่งทำสมาธิอยู่หลังโต๊ะ เมื่อมองดูบุคคลิกของพวกเขาแล้ว พ่อลูกคู่นี้ช่างไม่เหมือนกันเอาเสียเลย

 

จ้าวเจินเห็นโหยวเสี่ยวโม่ตั้งแต่ตอนที่เขาเปิดประตูเข้ามา รอยยิ้มจางๆประดับบนดวงตาราบเรียบ

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว จ้าวเจินมักจะมีมารยาทที่ค่อนข้างปนเปกันไปต่อโหยวเสี่ยวโม่ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เหมือนกับผู้อื่นที่ดูถูกโหยวเสี่ยวโม่ อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทางอะไรแก่โหยวเสี่ยวโม่เลย ความจริง เขากระทั่งเมินเขาในบางครั้งด้วย

 

จ้าวเจินอาจจะไม่ใช่คนแรกที่แสดงสีหน้าใจดีแก่โหยวเสี่ยวโม่ แต่เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในคนที่ให้ความรู้สึกดีแก่โหยวเสี่ยวโม่

 

บางที เขาคงได้ยินจากจ้าวต้าเจินเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขา จ้าวเจ้นเริ่มพูดคุยกับเขาด้วยตัวเอง

 

“ดีที่เจ้ามาที่นี่ ข้าได้ยินจากโจวเอ๋อว่าเจ้ามักจะขายโอสถเพื่อซื้อสมุนไพรวิเศษ เจ้ามีเพียงพอแล้วรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารัวๆ หลังจากนั้นเขาจึงยกมือขึ้นเกาหัวอย่างเขินอาย เขาไม่สามารถบอกความจริงได้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ปล่อยมันไป

 

จ้าวเจินไม่ถามเขาว่าเขาต้องการเท่าไหร่ กลับกัน จ้าวเจินให้สมุนไพรถึงสองเดือนแก่เขา นี่ผิดต่อกฎที่เขาบอกโหยวเสี่ยวโม่เมื่อก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อโหยวเสี่ยวโม่เห็นจำนวนแล้ว เขาจึงไม่อาจซ่อนความประหลาดใจในดวงตาได้

 

“ท่านลุงจ้าว ท่านเขียนจำนวนผิดรึไม่? ที่เขียนมันหนึ่งเดือน ที่จริงต้องสองเดือนมิใช่รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองด้วยความแปลกใจในจำนวนสมุนไพรบนใบสมุด จำนวนของสองเดือนเต็มอยู่ที่หนึ่งพันแปดร้อยต้น จำนวนนี้ไม่ใช่น้อยเลย

 

“มิผิดหรอก ข้าต้องขอบใจเจ้าสำหรับเรื่องของโจวเอ๋อ ตั้งแต่ที่เขาทำตามที่เจ้าแนะนำ เขาก็ทำงานที่ข้ามอบหมายให้สำเร็จด้วยท่าทางที่โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องกลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสี่ได้ภายในไม่นาน”

 

เมื่อพูดถึงลูกของเขา ใบหน้าของจ้าวเจินดูอ่อนลง

 

โหยวเสี่ยวโม่คาดเดาอย่างง่ายๆว่านั้นเป็นเหตุผล แต่เขาไม่กล้ารับไว้ “ท่านลุง ที่จริงมันเป็นผลจากการทำงานหนักและความเข้าใจของศิษย์พี่ห้า ข้ามิได้ทำอะไรมากมายเลย แต่จำนวนของสองเดือนมันมากเกินไป และไม่อยู่ในกฎของเรือนสมุนไพร หากท่านยอมให้ข้าเป็นพิเศษ นั่นอาจจะทำให้ศิษย์อื่นไม่เชื่อได้ ศิษย์คนอื่นคงไม่ดีใจเป็นแน่”

 

เขาไม่ต้องการให้ท่านลุงจ้าวถูกลงโทษเพราะเขา อีกทั้ง เขาไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้

 

“ตราบใดที่เจ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงในเรื่องการนับสิ่งของตอนปลายเดือน”

 

จ้าวเจินส่ายหัวขณะกล่าวอย่างเฉียบขาด เขาคุยเรื่องนี้กับจ้าวต้าโจวมาแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีทางเลือกนอกจากรับเจตนาดีของจ้าวเจินไว้ เขารับสมุนไพรหนึ่งพันแปดร้อยต้อนและใส่เข้าไปในกระเป๋า ตอนนี้เขารู้สึกว่าเขาติดหนี้แก่พวกเขาทั้งสอง ดูเหมือนก็จะเป็นตาของเขาในการชดใช้คืนเสียที

 

หลังจากขอบคุณจ้าวเจินแล้ว โหยวเสี่ยวโม่หยิบกระเป๋าและจากเรือนสมุนไพรไป

 

เขาไม่ได้ตรงเข้าไปยังห้อง กลับกัน เขาตรงไปยังหอคัมภีร์ โทษสามวันของเขานั้นหมดแล้ว เขาจึงสามารถเข้าหอคัมภีร์ได้อีกครั้ง

 

เนื่องจากการลงโทษ ทำให้เขาได้อ่านเพียงคัมภีร์สัตว์วิเศษระดับสูงเพียงเล่มเดียวเท่านั้นในครั้งก่อน ที่นี่ยังคงมีคัมภีร์สัตว์วิเศษระดับกลางที่เขายังไม่ได้อ่านอยู่ ในครั้งนี้ เขาตัดสินใจจะอ่านพวกมันให้หมดเลย

 

เมื่อเขาไปถึงหอคัมภีร์ ผู้คุ้มกันเกราะสีเงินก็ไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว บางทีอาจะเป็นเพราะผู้ทรยศถูกจับได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตรวจตราอีก

 

ผู้อาวุโสซุนซึ่งปกป้องหอคัมภีร์ให้สายตาที่ดูเหมือนจะกล่าวว่า “ทำไมเจ้าถึงเพิ่งมาในตอนนี้?” อาจจะเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นล่วงเลยมานานกว่าสามวันแล้ว ผู้อาวุโสซุนคิดว่าเขาจะรีบกลับมาที่หอคัมภีร์หลังจากผ่านไปสามวัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกอย่างขัดเขิน เขาไม่สามารถบอกผู้อาวุโสซุนได้ว่าวันที่ผ่านๆมานั้น เขามัวแต่หมกอยู่กับสัตว์วิเศษตัวน้อย ดังนั้นเขาจึงเกือบจะลืมเรื่องหอคัมภีร์ไปแล้ว

 

ผู้อาวุโสซุนไม่ได้ถามเขาเรื่องพวกนั้น เขาเพียงแค่ให้แผ่นป้ายแก่โหยวเสี่ยวโฒ่ และไม่ส่งสายตามาทางเขาเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะกลับไปทำท่าทางตามเดิม อย่างไรก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่สามารถสัมผัสได้ว่าชายแก่ผู้นี้เป็นหนึ่งคนที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดี

 

เขากำแผ่นป้ายไว้ และเดินเข้าไปยังหอคัมภีร์ฝั่งตะวันตกชั้นสอง เขาเห็นว่ามีคนไม่มากนักยืนอยู่ภายใน

 

ยิ่งดินแดนสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว ผู้คนก็ยิ่งเข้ามาที่หอคัมภีร์ แม้ว่าหอคัมภีร์ควรจะเป็นสถานที่เงียบสงบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเงียบกันหมด มีบางคนที่แอบมุมคุยกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินผ่านชั้นหนังสือทีละชั้นๆ เขาเห็นว่าชั้นหนังสือเกี่ยวกับสัตว์วิเศษอยู่กันอย่างอัดแน่น อารมณ์สงบในดวงตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด ดูเหมือนช่วงเวลาบ้าคลั่งเหล่านั้นหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีผู้คนเข้ามาหาคัมภีร์สัตว์วิเศษกัน

 

เมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงรีบเดินเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือ เขามองผ่านชั้นหนังสือชั้นที่สอง และหาคัมภีร์ที่เขากำลังมองหา ที่นี่มีคัมภีร์มากกว่าคัมภีร์ของสัตว์วิเศษระดับต่ำ หกม้วนด้วยกัน แม้ว่าเขาจะอ่านหนึ่งในหกม้วนนั้นไปแล้วก็ตาม

 

โหยวเสี่ยวโม่ยืดมือออกไปเพื่อหยิบคัมภีร์ห้าม้วนนั้น ขณะนั้นเอง มือหนึ่งก็โผล่มา และหยิบทั้งหกม้วนที่เขาหมายมั่นไปก่อนที่เขาจะหยิบทัน

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูเจ้าของมือนั้น เจ้าของมือเป็นผู้ชายที่เขาไม่รู้จัก

 

ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมลัทธิเต๋า เป็นศิษย์จากสำนักยุทธ์ เมื่อเห็นสายตาของเขา ชายผู้นั้นจึงเริ่มยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ใช่แบบยิ้มให้เพื่อน กลับกันมันเป็นรอยยิ้มที่เป็นปรปักษ์และน่ารังเกียจยิ่ง

 

หัวของโหยวเสี่ยวโม่เต็มไปด้วยหมอก เขาดูจะไม่รู้จักคนผู้นี้เลย

 

ความจริงคือ ชายผู้นี้ไม่เคยเจอโหยวเสี่ยวโม่มาก่อน แต่เขารู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่คือใคร เนื่องจากเขาเป็นเพื่อนสนิทของหลี่จวิ๋น

 

เมื่อเห็นท่าทางมึนงงของโหยวเสี่ยวโม่แล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของชายผู้นั้นหายไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกล่าวอย่างหยาบๆ “โหยวเสี่ยวโม่ เพราะเจ้า หลี่จวิ๋นจึงไม่สามารถเข้าหอคัมภีร์ได้เป็นเวลาหนึ่งปี เจ้านี่แน่จริงๆ ไม่เพียงศิษย์พี่ใหญ่จะอยู่ข้างเจ้า แม้กระทั่งผู้อาวุโสซุนก็ปฏิบัติกับเจ้าอย่างดี”

 

เนื่องจากเขาไม่ได้เข้าหอคัมภีร์ และเนื่องจากความรู้เกี่ยวกับสัตว์วิเศษไม่สามารถยืมออกไปภายนอกได้ หากไม่มีบางคนกลับไปบอกหลี่จวิ๋น เขาก็คงทำได้เพียงแค่ฝันถึงข้อมูลของสัตว์วิเศษเท่านั้น แต่เนื่องจากดินแดนสวรรค์กำลังจะเปิดเร็วๆนี้ เรื่องเช่นนี้จึงถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลี่จวิ๋นมาก

 

เมื่อได้ยินชายผู้นี้กล่าวคำพูดแก้แค้นแทนเพื่อนของเขา โหยวเสี่ยวโม่จึงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้

 

ชายผู้นั้นเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ รอยยิ้มของเขาจึงหายไปจากใบหน้าทันที “เจ้ายิ้มทำไม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เลิกคิ้ว ขณะกล่าว “ท่านดูเหมือนจะเข้าใจผิด หลี่จวิ๋นถูกลงโทษเนื่องจากเขาทำผิดกฎของหอคัมภีร์ หากเขาไม่ได้ทำผิดกฎ เขาคงไม่ได้อยู่ในสถานะเช่นนี้”

 

แม้ว่าเขาจะไม่ชอบทะเลาะกับคนอื่น แต่เขาเกลียดมากกว่าเมื่อคนอื่นโยนความผิดมาให้เขาทั้งๆที่เขาไม่ผิด นี่ทำให้เขารู้สึกกลายเป็นแพะรับบาปแทนคนอื่น เขากลายเป็นแพะรับบาปเช่นนี้ให้แก่น้องชายมามากพอแล้วในชีวิตก่อนหน้านี้

 

ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว และจากนั้นก็เป็นสีขาวขณะที่ฟังคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่ แต่ยังไงก็ตามคำพูดนั้นก็ไม่ได้ผิด

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าชายหนุ่มไม่ตอบดังนั้นเขาจึงไม่กล่าวอะไรอีก เขาหยิบม้วนคัมภีร์อีกชุดหนึ่งจากชั้นหนังสือและหันกลับไป ปะทะกับกำแพงเนื้อมนุษย์ กำแพงมนุษย์นี้ไม่ได้อ้วนเลย การปะทะอย่างรุนแรงเกือบจะทำให้จมูกเขาหัก เขารีบกล่าวขอโทษโดยไม่มีเวลามาคิดถึงความเจ็บปวด “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ….”

 

“ฮะ ฮะ!”

 

เสียงกลั้นขำดังออกมาจากด้านบนหัวเขา

 

เสียงหัวเราะนี้มันคุ้นเคย คุ้นเคยเกินไปแล้ว!

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นดันที เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของกำแพงมนุษย์แล้ว เขาจึงอุทานออกมา “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง? ทำไมท่านมาที่นี่?”

 

โชคดีที่เขาจำได้ว่าที่นี่คือหอคัมภีร์ ดังนั้นเขาจึงลดเสียงลงขณะที่อุทานออกมา