0 Views

บท 132 แมลงปีกสีทอง

ท่าทางของโหยวเสี่ยวโม่ราวกับจะบอกว่า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อรึไม่ แต่ข้าเชื่อตัวเอง

 

แน่นอนว่าหลิงเซี่ยวไม่ได้เชื่อในคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่ แต่เขาปล่อยไปเนื่องจากแม้ว่าจะถูกข่มขู่ให้พูดความจริงก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงเสี่ยงตายที่จะปั้นเรื่องขึ้นมาหลอกเขา กล้าเสียจริง!

 

เมื่อเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่เด็กชายโหยวเสี่ยวโม่โกหกเขา เขาจึงตัดสินใจไม่กดดันโหยวเสี่ยวโม่จนเกินไป

 

“ศิษย์น้อง หาเวลาซื้อหินทดสอบ และทดสอบสีวิญญาณของเจ้าอีกครั้ง หินทดสอบนี้ไม่แพงมากนัก แต่หากเจ้าต้องการ ข้าสามารถช่วยซื้อให้เจ้าได้”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะลูบไหล่โหยวเสี่ยวโม่

 

แม้ว่าใบหน้าของเขาจะอ่อนโยนและมีรอยยิ้มก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่สามารถรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่จะสนทนาได้ เขาจึงทำได้เพียงยึดหน้าและกล่าวว่า “…….ข้าซื้อเองจะดีกว่า”

 

เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของโหยวเสี่ยวโม่ หลิงเซี่ยวกำลังจะยกมุมปากขึ้นขณะที่ท่าทางของเขาจู่ๆก็ดำมืดลง เขาพลันจ้องไปทางหน้าต่าง และสีหน้าค่อยๆจริงจังขึ้นเรื่อยๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลิงเซี่ยว เขาเงยหน้าขึ้น และมองหลิงเซี่ยวที่จ้องไปด้านหน้าด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก เห็นได้ชัดว่าที่ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย แต่หลิงเซี่ยวก็ยังคงจับจ้องไปที่หน้าต่างใกล้ๆ

 

ในขณะที่เขากำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น หลิงเซี่ยวก็ยกมือขึ้น บนฝ่ามือของเขาเหมือนมีอะไรดิ้นอยู่ ราวกับว่ามีบางอย่างอยู่บนฝ่ามือ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองในฝ่ามือของหลิงเซี่ยว ชัดเจนว่าไม่มีอะไรอยู่ในนั้น แต่ไม่กี่วินาทีถัดมา ภาพที่น่าตื่นตะลึงก็ปรากฎตัวขึ้น แมลงตัวสีขาวราวหิมะซึ่งดูเหมือนจะสามารถล่องหนได้ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือของหลิงเซี่ยว ขนาดของมันราวๆกำปั้นของเขา ขาทั้งแปดดิ้นไปมาอย่างไร้ที่สิ้นสุดบนฝ่ามือของหลิงเซี่ยว

 

“นี่คือ?ไ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปที่แมลงตัวนั้นอย่างตกตะลึง

 

“นี่คือสัตว์วิเศษระดับหก แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารา พวกมันไม่มีความสามารถในการต่อสู้ก็จริง แต่พวกมันมีลักษณะพิเศษอันใหญ่หลวงอยู่ นั่นคือการติดตาม และไม่สามารถค้นพบได้ง่ายๆเช่นกัน ที่จริง มันมีตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว ตัวเมียสามารถปล่อยกลิ่นซ่อนเร้นที่มีเพียงตัวผู้เท่านั้นที่สามารถจับสัมผัสได้ออกมา”

 

หลิงเซี่ยวพูดด้วยดวงตาที่หรี่ลง

 

“นี่…….อย่าบอกนะว่ามันติดตามท่านหรือข้ามา?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำหลายอีกครั้งและอีกครั้ง

 

“เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะถามกลับ

 

จำเป็นจะต้องกล่าวด้วยรึ? มันปรากฎตัวบนห้องของเขา หากมันไม่ติดตามเขา เช่นนั้นมันก็คงติดตามหลิงเซี่ยว อย่างไรก็ตาม ใครเป็นคนปล่อยแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารามาติดตามพวกเขากัน? พวกเขาก็ไม่ได้ไปยั่วยุใครเข้านี่นา จะมีก็เพียงแต่บางคนที่มายั่วยุพวกเขาเท่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่อดคิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในเมืองฮันจีและเมืองอู๋เฟิงไม่ได้ เมื่อพูดถึงคนที่มีความแค้นต่อเขา ก็คงเป็นกลุ่มเขี้ยวหมาป่า แต่ดูจากความแข็งแกร่งของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าแล้ว พวกเขาไม่มีทางมีความกล้าขนาดนี้แน่

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง พวกเราควรทำเช่นไรดี?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม

 

หลิงเซี่ยวมองโหยวเสี่ยวโม่ด้วยประกายในดวงตา และกล่าวว่า “แม้ว่าแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราจะเป็นเพียงสัตว์วิเศษระดับหกเท่านั้น แต่หลังจากพวกมันผ่านการวิวัฒนาการสามรอบ พวกมันจะกลางเป็นแมลงปีกสีทอง ความสามารถในการติดตามของแมลงปีกสีทองนั้นดีกว่าตอนก่อนเปลี่ยนร่างเสียอีก อีกทั้ง พวกมันมักจะผลิตเส้นด้ายสีทอง เส้นใยสีทองสิบเส้นสามารถทำเป็นชุดเกราะเบาได้ ชุดเกราะเบานี้สามารถทนทานธาตุทั้งห้า และทนต่อพายุและสายฟ้าได้ มันเป็นสุดยอดเกราะในการปกป้องร่างกาย แต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แมลงปีกสีทองสามารถเคี้ยวของได้มากกว่าแสนชิ้น”

 

“ยอดเยี่ยมนัก!”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานออกมา

 

“มันยอดเยี่ยมก็จริง แต่ไม่ใช่แมลงซ่อนเร้นกลิ่นทุกตัวที่จะสามารถเปลี่ยนร่างได้อย่างประสบความสำเร็จ เท่าที่ข้ารู้มา มีเพียงหนึ่งคู่จากสิบล้านคู่ของแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนร่างได้สำเร็จ แต่……”

 

หลิงเซี่ยวถอนหายใจอย่างเสียใจ

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย อัตราการเปลี่ยนร่างสำเร็จนั้นน้อยมาก แต่เมื่อได้ยินคำพูดสุดท้าย เขาจึงรีบเอ่ยถาม “แต่อะไร?”

 

อารมณ์ขันปรากฎขึ้นบนดวงตาของหลิงเซี่ยว ขณะที่เขาหัวเราะก่อนจะกล่าว “แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราเป็นสัตว์วิเศษที่พิเศษมาก พวกมันจะกินเพียงสมุนไพรเจ็ดดาราเท่านั้น เนื่องจากมีเพียงสมุนไพรเจ็ดดาราเท่านั้นที่สามารถช่วยพวกมันกลายร่างได้สำเร็จ”

 

“อะไรคือสมุนไพรเจ็ดดารา?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามด้วยประกายแห่งความประหลาดใจในดวงตา

 

เขาอ่านบันทึกโบราณของสมุนไพรมากมาย เขาอ่านตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับหก แต่เขายังไม่เคยเห็นอะไรที่คล้ายกับสมุนไพรเจ็ดดาราเลย

 

หลิงเซี่ยวจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ และกล่าว “สมุนไพรเจ็ดดาราเป็นสมุนไพรระดับหก แต่มันไม่มีคุณสมบัติตัวยาใดๆ ดังนั้นมันจึงไม่ถูกนำมาหลอมโอสถ แต่มันเป็นอาหารของแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารา……”

 

เมื่อพูดถึงแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารา มันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในทวีปหลงเซี่ยวนัก แต่แมลงปีกสีทองนั้นเป็นที่รู้จักอย่างดี ทุกคนรู้จักมัน เพียงแต่ว่าผู้คนส่วนมากไม่รู้ว่าแมลงปีกสีทองนั้นจริงๆแล้วคือแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราเปลี่ยนร่าง

 

แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายต้องการแมลงปีกสีทอง แต่ไม่ว่าจะแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารา หรือแมลงปีกสีทองก็ตาม พวกมันไม่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยใครก็ได้ แม้กระทั่งพรรคใหญ่เช่นเถียนซินเองก็ยังไม่สามารถทำได้

 

อย่างแรกเลยก็คือ แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารา พวกมันต้องกินสมุนไพรเจ็ดาราสำหรับการวิวัฒนาการทุกรอบ รอบแรกต้องการสมุนไพรเจ็ดดาราหนึ่งร้อยต้น อีกทั้ง ยิ่งคุณภาพสมุนไพรดีเท่าใด อัตราการวิวัฒนาการสำเร็จก็ยิ่งมีสูงขึ้นเท่านั้น การวิวัฒนาการรอบสองต้องการสมุนไพรเจ็ดดาราสี่ร้อยต้น ส่วนการวิวัฒนาการรอบที่สามต้องการสมุนไพรเจ็ดดาราหนึ่งพันต้น

 

จำนวนนี้ถือว่าไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่น แต่ควรรู้ไว้ก่อนว่าเนื่องจากสมุนไพรเจ็ดดาราไม่มีคุณสมบัติทางยา และไม่สามารถใช้หลอมโอสถได้ มันจึงไม่ถูกพบเจอมาเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้ง แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหากันได้ง่ายๆ ดังนั้น แมลงปีกสีทองที่มีค่ายิ่งเองก็เกือบจะสูญพันธุ์อยู่แล้ว

 

แต่แม้ว่าแมลงปีกสีทองจะไม่สูญพันธุ์ก็ตาม แต่ผู้คนก็ไม่สามารถเลี้ยงพวกมันได้ เนื่องจากแมลงปีกสีทองต้องการสมุนไพรเจ็ดดาราคุณภาพสูงหนึ่งร้อยต้นในการผลิตเส้นใยสีทองหนึ่งเส้น อีกทั้ง การกินอาหารต้องไม่ถูกรบกวน มิเช่นนั้น คุณภาพของเส้นใยจะลดลง สามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นแมลงที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน และใช้เงินอย่างมากจนสามารถล่มจมครอบครัวหนึ่งได้เลย

 

“ศิษย์น้อง คนอื่นอาจจะไม่มีวิธีที่จะเลี้ยงพวกมัน แต่เจ้ามี เจ้าลองเลี้ยงแมลงซ่อนเร้นกลิ่นดูซักคู่เป็นไง?”

 

หลิงเซี่ยวบอกเขาถึงวิทยาการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกมัน และจากนั้นจึงยิ้มขณะที่เขานำแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราไปไว้ในมือของโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกชา แมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดารากระดิกอยู่บนมือเขา เขาไม่รู้สึกกลัวเลย แต่หลังจากได้ยินหลิงเซี่ยวพูด เขาก็รู้สึกประทับใจนิดหน่อย แต่เขาไม่มีสมุนไพรเจ็ดดาราเสียหน่อย

 

หลิงเซี่ยวดูเหมือนจะรู้ว่าเขาคิดอะไร จึงกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรเจ็ดดารา พวกมันไม่มีในทวีปหลงเซี่ยวก็จริง แต่ในดินแดนสวรรค์ก็มีอยู่บางส่วน เมื่อเวลานั้นมาถึง เพียงแค่ไปหามันภายในนั้น ที่นั้นน่าจะมีอยู่บ้าง”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดอีกครั้ง และรู้สึกว่าพอจะมีความเป็นไปได้อยู่ “เช่นนั้น แล้วแมลงซ่อนเร้นกลิ่นเจ็ดดาราอีกตัวเล่า?”

 

หลิงเซี่ยวเผยรอยยิ้มหยอกล้อทันที เขากล่าวขณะมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่อย่างมีความหมาย “ตัวเมียอยู่ในมือของเจ้าแล้ว ตัวผู้จะสามารถหนีได้งั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดเล็กน้อยก่อนจะจ้องไปยังหลิงเซี่ยวอย่างโกรธเคือง งาช้างไม่ออกมาจากปากสุนัข*จริงๆ เจ้าสิเป็นตัวเมีย ทั้งครอบครัวเจ้านั่นแหละ (*อย่าคาดหวังคำพูดดีๆออกมาจากปากคนลามก)

 

ในตอนกลางคืน หลิงเซี่ยวไม่ดื้อดึงจะอยู่เหมือนเช่นครั้งก่อน เขาจากไปก่อนเวลาไฮ่** (**เวลาไฮ่ 21.00-23.00)

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่เขารู้เหตุผลว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงไม่อยู่ค้างคืน ประมุขพรรคตักเตือนเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อาจหายไปจากสายตาของคนอื่นนานนัก มิเช่นนั้นมันอาจก่อให้เกิดความสงสัยแก่บางคนได้

 

วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ไปที่โรงอาหารเพื่อทานอาหารเช้าเช่นปกติ จากนั้น เขาใช้เวลาทั้งเช้าหลอมโอสถอยู่ในห้อง ไม่ออกมาอีกเลยจนกระทั่งบ่าย

 

เขาออกไปโรงอาหารเพื่อทานอาหารเที่ยง โหยวเสี่ยวโม่พบเจอกับจ้าวต้าโจวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีสัญญาณของศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองเลย

 

ท่าทีของจ้าวต้าโจวต่อโหยวเสี่ยวโม่เปลี่ยนไปราวกับหลังมือเป็นหน้ามือ เมื่อเห็นเขา พี่ห้าไม่เมินเขาอีกต่อไป หลังจากเรียกเขามานั่งแล้ว พี่ห้าจึงยกเรื่องเงื่อนไขของคงเวินที่ว่าเขาจะต้องเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามในเวลาสองเดือนขึ้นมา

 

พี่ห้าพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทำนองที่ทำให้โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไปอีกแล้ว แต่ไม่นานนัก เขาจึงรู้ว่าข้อมูลนี่มีเพียงจ้าวต้าโจวเท่านั้นที่รับรู้ เนื่องจากพ่อของเขาอยู่ในตำแหน่งใหญ่ของตำหนักพสุธา เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เขาจะรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้

 

หลังจากได้ยินเรื่องนี้ จ้าวต้าโจวคิดอยู่ตลอดว่าจะไปหาโหยวเสี่ยวโม่ เขาเองก็ไม่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะสามารถเติมเต็มเงื่อนไขของอาจารย์ในสองเดือนได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในตัวโหยวเสี่ยวโม่ แต่การกระโดดจากระดับสองไประดับสามในสองเดือนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ตัวเขาเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี

 

จ้าวต้าโจวอยู่ในระดับสองถึงปีกว่าๆก่อนจะเลื่อนไปเป็นระดับสาม เขารู้ว่ามันยากลำบากขนาดไหน สองเดือนจึงเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นเขาจึงแนะว่าให้พ่อเขาช่วยเหลือ ตราบใดที่เป็นคำร้องขอจากพ่อของเขา อาจารย์ย่อมต้องเห็นแก่หน้าเขาบ้าง แต่โหยวเสี่ยวโม่ปฏิเสธ

 

เป็นดั่งเช่นที่หลิงเซี่ยวพูด คงเวินตั้งเงื่อนไขที่ยากแก่เขาเนื่องจากคงเวินไม่ต้องการยกที่ว่างให้เขา หากท่านลุงจ้าวจะเจรจาให้แก่เขา เขาเชื่อว่าคงเวินจะต้องไม่ชอบเขายิ่งขึ้นไปอีกแน่ ไม่มีใครต้องการให้คนอื่นมาขัดแย้งตนเอง โดยเฉพาะหากคนที่ขัดแย้งเป็นคนที่สนิท และเชื่อใจแล้วด้วย ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถรับความปรารถนาดีของจ้าวต้าโจวได้ แต่เขาก็ประทัยใจมาก พี่ห้านั้นเป็นคนประเภท “ให้น้ำแค่หยดเดียว แต่จะตอบแทนด้วยน้ำพุ” เป็นคนประเภทที่แบ่งแยกมิตรและศัตรูอย่างชัดเจน

 

โหยวเสี่ยวโม่กังวลว่าพี่ห้าจะไปขอร้องท่านลุงจริงๆ ดังนั้นเขาจึงกำชับพี่ห้าหลายต่อหลายครั้ง และรู้สึกสบายใจเมื่อพี่ห้าพยักหน้าและสัญญาว่าจะไม่บอกพ่อของเขา

 

หลังจากบอกลาพี่ห้าแล้ว เขาจึงตรงกลับเข้าห้อง แต่เขาไม่ได้หลอมโอสถต่อ กลับกัน เขาเข้าไปในมิติ สมุนไพรระดับสองที่เขาปลูกไว้ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เติบโตเต็มที่แล้ว นี่เป็นสมุนไพรระดับสองแปลงสุดท้าย หลังจากเก็บเกี่ยวพวกนี้ เขาจะไม่ปลูกสมุนไพรระดับสองอีก เขาเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้ว ดังนั้นเขาจะให้ความสำคัญแก่สมุนไพรระดับสามก่อน

 

แรกสุด โหยวเสี่ยวโม่เก็บเกี่ยวสมุนไพรระดับสองสิบแปลง จากนั้นเขาหว่านเมล็ดสมุนไพรระดับสามส่วนหนึ่ง หลังจากที่รดน้ำพวกมันแล้ว เขาเดินเข้าไปในกระท่อมไม้ ไม่นานนัก เขาแบกอ่างไม้ออกมา

 

อ่างไม้เต็มไปด้วยน้ำวิเศษ ภายในนั้นมีเมล็ดพันธุ์มากมายแช่อยู่ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเป็นเมล็ดของสมุนไพรระดับกลาง เนื่องจากความต่างของระดับ เมล็ดเหล่านี้จึงต้องแช่อยู่ในน้ำ แต่นี่เป็นเพียงแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น หลังจากโหยวเสี่ยวโม่กลับมา เขามองดูไปที่เมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์พวกนี้ไม่อวบหรือกลมแม้แต่น้อย บางเมล็ดก็แห้งเหี่ยว ทั้งหมดไม่สมบูรณ์ หากพวกมันถูกปลูกทั้งๆอย่างนั้น มันจะต้องส่งผลกระทบต่อสมุนไพรวิเศษที่จะเติบโตขึ้น และทำให้ยากต่อการดูแลด้วย

 

ดังนั้นเขาจึงนำพวกมันมาแช่ในน้ำวิเศษในเวลาไม่กี่วัน หลังจากแช่แล้ว ทุกเมล็ดดูดซึมอย่างดี หลังจากโกยเมล็ดขึ้นมา เขาจึงเดินตรงไปที่แปลงสมุนไพร