0 Views

บท 131 “เรื่องราวชีวิต” ที่แสนสลด

            หลังจากได้ยินดังนั้น ปฏิกิริยาแรกของโหยวเสี่ยวโม่คือการถอนหายใจออกมาเสียงดัง คาดไม่ถึงว่าเพียงแค่การขโมยครั้งเดียวจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

 

แม้ว่ามันจะเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงมีความประทับใจต่อพูชานผู้นี้ เนื่องจากพูชานเป็นคนแรกที่เป็นปรปักษ์กับหลิงเซี่ยวตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาเจอกัน อีกทั้งเขายังคงดุดัน แต่ในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่อยู่ที่เขาอู๋ซวง เขาได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ของท่านลุงพูชานกับประมุขพรรคนั้นสนิทกันราวกับพี่น้อง

 

“ศิษย์น้อง ไม่ใช่ทุกสิ่งหรอกที่จะดูเหมือนภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา”

 

เพียงแค่ดูครั้งเดียว หลิงเซี่ยวก็สามารถบอกได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่คิดอะไร เขาจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง

 

“ความโกรธแค้นชนิดใดกันที่พวกเขามี?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามด้วยความสงสัย เขารู้สึกว่าหลิงเซี่ยวดูจะรู้ไปหมดทุกสิ่ง ดังนั้นเขาจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้

 

“ข้าจะรู้ได้ไง!”

 

หลิงเซี่ยวยักไหล่ และเอนลงไปช้าๆในท่านอน เขาหรี่ตาลง และทำท่าทางเนือยๆ เขาไม่รู้จริงๆ อีกทั้ง เขาไม่มีความสนใจในความแค้นระหว่างถังฟานกับพูชาน ดังนั้นเขาจึงไม่ใส่ใจที่จะค้นหา

 

ในตอนนี้เรื่องเกี่ยวกับผู้ทรยศก็กระจ่างแล้ว แต่สูตรโอสถที่ถูกขโมยยังไม่สามารถนำกลับมาได้ภายในทันที

 

พรรคเถียนซินไม่อาจลากพูชานออกมาและกล่าวหาลั่วเฉิงเหยียน อย่างแรกเลยคือ พวกเขาไม่อาจซักล้างผ้าสกปรกของพวกเขาต่อหน้าธารกำนัลได้ อย่างที่สองคือ ลั่วเฉิงเหยียน เจ้าเฒ่าจิ้งจอกเองก็คงจะไม่ยอมรับ เขาอาจจะกระทั่งพลิกโต๊ะกลับกลางคัน และกล่าวอ้างว่าพวกเขาแสดงละคร และพยายามที่จะป้ายสีพรรคชิงเฉิง ยิ่งไปกว่านั้น พรรคเถียนซินยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะชนเลยว่าพวกเขามีสูตรโอสถนั้น ดังนั้นนี่จึงทำให้พวกเขาเกิดข้อเสียเปรียบ

 

แต่สูตรโอสถจะได้คืนกลับมา มิเช่นนั้น หากพรรคชิงเฉิงหลอมโอสถระดับเก้าจากสูตรโอสถนั้นได้ พรรคเถียนซินจะต้องกลายเป็นฐานรองให้พรรคชิงเฉิงเหยียบขึ้นไป และเป็นเหยื่อบูชายันอย่างแน่นอน

 

โชคดีที่การหาสมุนไพรที่ใช้สำหรับโอสถระดับเก้านั้นไม่ได้หากันได้ง่ายๆ แม้ว่าพรรคชิงเฉิงจะมีสูตรโอสถก็ตาม แต่พวกเขาไม่สามารถหลอมได้ในทันที แต่ดินแดนสวรรค์กำลังจะเปิด และภายในนั้นก็มีสมุนไพรมากมาย พรรคชิงเฉิงจะต้องส่งคนเข้าไปภายในเพื่อหา และบางทีพวกเขาอาจจะหาสมุนไพรเจอก็ได้

 

ดังนั้นถังฟานและผู้อาวุโสจึงตัดสินใจว่าพวกเขาจะใช้ประโยชน์จากการเดินทางเข้าไปในดินแดนสวรรค์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตัดโอกาสไม่ให้ได้สมุนไพรระดับเก้าแล้ว ยังคงส่งแรงไปตบหน้าพรรคชิงเฉิงอีกด้วย

 

แต่เนื่องจากจำนวนคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าดินแดนสวรรค์ถูกจำกัดโดยระดับพลัง ถังฟานตัดสินใจใช้สามเดือนที่เหลืออยู่นี้เพิ่มพลังของหลิงเซี่ยวและโจวเปิ่งให้เร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อเวลามาถึง เขาจะให้งานแก่ทั้งสองคน

 

“ศิษย์พี่หลิง งานนั้น คงไม่ใช่ว่าฆ่าศิษย์ของพรรคชิงเฉิงใช่ไหม?”

 

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ได้ยินถึงงาน เขาไม่อาจหยุดเปลี่ยนสีหน้าได้ เขารู้สึกว่ามันคงเป็นกรณีคล้ายๆกัน

 

หลิงเซี่ยวกล่าวอย่างราบเรียบ “นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือการไม่ให้พวกเขารวบรวมสมุนไพรสำคัญบางชนิดสำหรับสูตรโอสถนั่นได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่เลิกคิ้วขึ้นและกล่าว “ท่านหมายถึง เมื่อเราเข้าไปภายในดินแดนสวรรค์แล้ว เราจะต้องติดตามพวกเขาตลอดเวลาเลยรึ?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิงเซี่ยวจึงอดระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสายตาหยอกล้อ และกล่าว “ศิษย์น้อง เจ้าคงไม่คิดว่าจริงๆหรอกใช่ไหมว่าข้าจะทำตามสิ่งที่ถังฟานพูดนะ?”

 

“อา…..”

 

เขาลืมไปว่าหลิงเซี่ยวไม่ใช่ศิษย์ของพรรคเถียนซิน ชายผู้นี้นั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ “แต่หากท่านไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เขาจะไม่ค้นพบทีหลังรึ?”

 

เขารู้สึกว่า เนื่องจากถังฟานเองก็ฉลาดมาก เขาคงไม่ยอมรับวิธีการรับมือ เช่นการฝากความเชื่อแก่พวกเขาผู้ซึ่งจะสามารถรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนสวรรค์ได้ตลอดเวลา

 

“เจ้าคิดว่าการหาสมุนไพรระดับเก้ามันง่ายนักรึ? อย่าไปพูดถึงว่าพวกเขาจะหาสมุนไพรที่ต้องการเจอในดินแดนสวรรค์ได้รึไม่นะ เพียงแค่สัตว์วิเศษที่ปกป้องสมุนไพรก็รับมือด้วยได้ยากแล้ว”

 

หลิงเซี่ยวพูดอย่างเอื่อยเฉื่อย ไม่กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ยากลำบากนี้แม้แต่น้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่ครุ่นคิดเล็กน้อย สัตว์วิเศษที่ปกป้องสมุนไพรระดับเก้า จะต้องมีระดับอย่างน้อยระดับเก้า เทียบเท่าได้กับนักสู้ระดับราชา ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ หากประมุขพรรคชิงเฉิงไม่ลงมาปฏิบัติด้วยตนเอง แต่เนื่องจากที่นั่นมีการจำกัดระดับพลัง ลั่งเฉิงเหยียนไม่มีทางเข้าไปในดินแดนสวรรค์ได้

 

หลิงเซี่ยวจ้องมองใบหน้าเลื่อนลอยของโฆยวเสี่ยวโม่ และคิดบางอย่างขึ้นได้ จึงกล่าวว่า “ศิษย์น้อย เจ้าเองก็เป็นผู้หลอมโอสถ เจ้าสนใจในสูตรโอสถรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้ง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาก็รับรู้ว่าหลิงเซี่ยววางแผนอะไรไว้ เนื่องจากคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ที่เขาฝึกฝนอยู่ตอนนี้เองก็เป็นบางสิ่งที่หลิงเซี่ยวพูดออกมาในช่วงเวลาทันทีทันใด ผลลัพธ์จึงเป็นการปรากฎตัวอย่างปาติหารย์ของมันนี่ไง

 

“อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะไปขโมยมันมาจากพรรคชิงเฉิง? ท่านห้ามเลยนะ! อย่าเชียว!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหัวอีกครั้งและอีกครั้ง

 

“ทำไม?”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาขณะที่ถามกลับไป

 

“ในตอนนี้ข้าเป็นเพียงผู้หลอมโอสถระดับสามเท่านั้น หนทางยังอีกยาวไกล อีกทั้ง พรสวรรค์ของข้าก็ต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถไปถึงระดับนั้นได้ในอนาตร และลั่วเฉิงเหยียนก็เป็นนักสู้ระดับราชา หากเรื่องถูกเปิดเผยออกมา จะเกิดอะไรขึ้น? ไม่ มันอันตรายเกินไป!”

 

โหยวเสี่ยวโม่เชื่อว่าระดับของหลิงเซี่ยวคือระดับจิตวิญญาณหรืออย่างมากที่สุดก็ระดับราชา ดังนั้นหากหลิงเซี่ยวต้องเผชิญหน้ากับลั่วเฉิงเหยียน อัตราการชนะของเขาจึงมีต่ำมาก ช่างเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง เขาไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

 

รอยยิ้มบางๆปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของหลิงเซี่ยว แม้ว่าคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่จะเหมือนดูถูกความสามารถของเขาก็ตาม แต่เขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงที่โหยวเสี่ยวโม่มีต่อเขา แต่เมื่อได้ยินโหยวเสี่ยวโม่ดูถูกตนเองต่อหน้าเช่นนี้ เขาจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้

 

พรสวรรค์ต่ำกว่ามาตรฐานงั้นรึ?

 

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้น และมองโหยวเสี่ยวโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อดูจากความไวในการพัฒนาแล้ว การเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามในเวลาไม่ถึงปี แม้ว่าเขาจะไม่รู้ถึงความไวของคนอื่น แต่จากสิ่งที่เขาบอกได้ตามความทรงจำของหลินเซี่ยวแล้ว ความไวนี้ถือว่าท้าทายต่อกฎแห่งสวรรค์นัก

 

เขารู้ว่าส่วนมากมันเป็นผลมาจากคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ แต่หากพรสวรรค์ของเขาต่ำขนาดนั้น แล้วเขาจะรับรู้ถึงคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ได้เร็วขนาดนี้ได้เช่นไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะลวงผ่านระดับหนึ่งภายในสามเดือน

 

แต่เมื่อมองเห็นท่าทางจริงใจของโหยวเสี่ยวโม่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหก อีกทั้งโหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่จำเป็นต้องโกหก แต่จากอัตราการล้มเหลวเป็นศูนย์ในขณะหลอมโอสถ และผลงานขณะฝึกฝนเคล็ดแปรธาตุแล้ว แน่นอนว่ามันเกินกว่าคำว่าต่ำกว่ามาตรฐานอยู่มากนัก

 

หลิงเซี่ยวรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆเกี่ยวกับพรสวรรค์ของโหยวเสี่ยวโม่ แน่นอนว่าเขาไม่เคยจินตนาการว่าโหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่ตรงหน้าเขามีการเปลี่ยนถ่ายวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้เปลือกนอกนั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการประเมิน อีกทั้ง เขาเข้ามาพบเจอกับเรื่องราวน่าสะเทือนขวัญหลายอย่าง ดังนั้นเขาจึงลืมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไป และเชื่อมั่นว่าพรสวรรค์ของเขาคือสีเขียว

 

“ศิษย์น้อง ในตอนที่ประเมินพรสวรรค์ วิญญาณของเจ้าเป็นสีเขียวจริงๆรึ?”

 

หลิงเซี่ยวจับสายตาไปที่โหยวเสี่ยวโม่ขณะถาม

 

“ห๊ะ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรได้ช้า เขาใช้เวลาสักพักเลยถึงจะรู้ว่าหลิงเซี่ยวหมายถึงอะไร และทำให้เขาเกิดความละอายใจขึ้นมาทันที

 

มีเพียงแค่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าวิญญาณของเขาสีอะไรกันแน่ ในตอนที่เขาตื่นขึ้นมา การประเมินพรสวรรค์ก็สิ้นสุดไปแล้ว อีกทั้ง โหยวเสี่ยวโม่ตัวจริงคงจะเป็นเด็กหนุ่มที่มีหัวใจเปราะบางอย่างมาก มิเช่นนั้นเขาจะมีโอกาสเข้าร่างกายนี้ได้อย่างไรกัน?

 

แต่……….. คำพูดพวกนี้เขาไม่มีทางบอกหลิงเซี่ยวแน่ นี่จะเป็นความลับเพียงเรื่องเดียวของเขา หากเขาบอกหลิงเซี่ยวจริงๆ เขาคงไม่หลงเหลือความลับใดๆอยู่เลย

 

แต่หลังจากที่ถูกคำพูดพวกนั้นสะกิดใจ เขาจึงเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หากพรสวรรค์ของผู้หลอมโอสถเกี่ยวข้องกับวิญญาณ มิได้หมายความว่าเขาซึ่งสับเปลี่ยนวิญญาณภายในร่างกายก็จะไม่เหมือนเดิมใช่หรือไม่?

 

“ศิษย์น้อง?”

 

เมื่อเห็นว่าจู่ๆโหยวเสี่ยวโม่ก็ใจลอย หลิงเซี่ยวจึงยืดมือออกมาและโบกไปมาต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่มีปฏิกิริยาโดยการหัวเราะ *ฮะ ฮะ* ขณะกล่าวว่า “แน่…แน่นอนว่าต้องเป็นสีเขียวสิ อา หากท่านไม่เชื่อข้า ท่านสามารถสอบถามคนที่เข้าไปประเมินพร้อมกับข้าในตอนนั้นก็ได้”

 

หลิงเซี่ยวจ้องไปยังใบหน้าละอายใจของโหยวเสี่ยวโม่ และหัวเราะ กล่าวอย่างดี “ศิษย์น้อ เจ้าคิดว่าข้าเชื่อในคำพูดของเจ้ารึ?”

 

“……….ไม่”

 

รอยยิ้มปลอมๆบนใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ยู่ลงทันทีในขณะที่เขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ เพียงแค่มองท่าทางบนใบหน้าของหลิงเซี่ยวเพียงครั้งเดียว รวมไปถึงน้ำเสียงของหลิงเซี่ยว เขาก็รู้ว่าหลิงเซี่ยวไม่มีทางเชื่อในคำพูดของเขาแน่

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะที่จับไหล่โหยวเสี่ยวโม่ และลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยนขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ศิษย์น้องเชื่อฟังดีมาก ถึงเวลาแห่งความจริงแล้ว เจ้าคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เมตตาต่อผู้ที่ยอมรับ กับโหดร้ายต่อผู้ที่ต่อต้าน” สินะ อย่าให้ข้าต้องใช้วิธีพิเศษในแบบของข้าเลย”

 

คำว่า “พิเศษ” ถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงเน้นหนักเล็กน้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่เหงื่อหยด ไม่เพียงแค่เขาเคยได้ยินคำนี้มาก่อน คำพูดพวกนี้เขากลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี ในชีวิตก่อน คำพูดพวกนี้ถูกกล่าวโดยพี่ชายและน้องชายของเขา ในชีวิตนี้ คำพูดนี้ถูกกล่าวโดยหลิงเซี่ยว เขาไม่มีทางหนีจากชะตากรรมอันนี้ได้แม้กระทั่งเปลี่ยนโลกเลยรึ

 

แล้ว ความลับสุดท้ายของเขาจะต้องถูกเปิดเผยงั้นรึ?

 

ไม่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของคนหนุ่มสาวยุคศตวรรษที่ 21 เขาได้รับมรดกทักษะที่”น่ายกย่อง” นั่นคือ…….การพูดโกหก!

 

อะไรคือศิลปะอันสูงสุดแห่งการโกหก? นั่นคือโกหกเพียงหนึ่งส่วนในหมู่ความจริงอีกเก้าส่วน แม้ว่านี่จะเป็นกลยุทธ์ที่ถูกจับไต๋ได้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่าที่นี่คือทวีปหลงเซี่ยว เป็นโลกอีกใบ แถมยังเป็นโลกที่ไม่มีหลักการใดๆทั้งนั้น!

 

ดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงร่าย”เรื่องราวชีวิต”ที่สุดแสนจะรันทด เขาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นพี่ชายฝาแฝดของ”โหยวเสี่ยวโม่” ซึ่งร่างกายตายตั้งแต่ก่อนจะเกิด ท้ายที่สุด เขาจึงต้องใช้ร่างกายเดียวกันกับฝาแฝดของเขา น้องชายของเขาไม่รู้ถึงตัวตนของเขา แต่เขารับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของน้องชาย แต่เนื่องจากน้องชายของเขาเป็นร่างหลัก และเขาในฐานะร่างที่อ่อนแอกว่าจึงไม่สามารถปรากฎตัวออกมาแล้ว ในตอนนั้นเอง ขณะที่น้องชายของเขาได้รับระเบิดขนาดใหญ่ จึงทำให้น้องชายตกตายไป เขาจึงสามารถปรากฎตัวออกมา และบังคับร่างกายของน้องชายได้

 

นี่เป็นเรื่องราวที่เขาร่ายยาวออกมา อันที่จริง ทั้งสิบคำเป็นคำโกหกทั้งหมดแหละ