0 Views

บท 130 ผู้ทรยศ

                หลิงเซี่ยวประหลาดใจเล็กน้อยในตอนแรก จากนั้นจึงคิดถึงบางสิ่ง เขามองโหยวเสี่ยวโม่ขึ้นลง ริมฝีปากโค้งขึ้นทันทีอย่างขี้เล่น เขาเดา “รึว่า เจ้าเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้ว?”

 

คำพูดนี้ทำให้โหยวเสี่ยวโม่สูญเสียความรู้สึกยินดีไปภายในพริบตา เพียงแค่หนึ่งประโยคของเขา หลิงเซี่ยวกลับรู้ถึงบทสรุปที่ว่าเขาเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้ว นั่นทำให้เขารู้ตัวอยู่ลึกๆ ว่า IQ ของพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ช่างน่าตกใจจริงๆ

 

น้ำเสียงของโหยวเสี่ยวโม่นั้นแน่นอนว่าซึมเศร้าอย่างไร้ความสุขอย่างที่สุด “เช้านี้ ข้าหลอมโอสถระดับสามสิบเอ็ดเม็ด ดังนั้น ข้าจึงเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามอย่างเป็นทางการแล้ว”

 

เมื่อกล่าวจบ เขานำขวดใส่โอสถออกมาจากมิติ และคิดไปถึงโอสถที่เขาต้องการจะให้หลิงเซี่ยวในตอนก่อนหน้านี้ เขาจึงนำมันออกมาจากกระเป๋าวิเศษด้วย และส่งทั้งหมดนั้นให้หลิงเซี่ยว

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ขวดสีฟ้านี่เป็นโอสถระดับสามที่ข้าหลอม ส่วนที่เหลือเป็นโอสถระดับสอง แต่พวกมันทั้งหมดเป็นโอสถคุณภาพต่ำที่ใช้สมุนไพรซึ่งข้าได้มาจากหอสมุนไพรเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งหมดให้ท่าน”

 

โหยวเสี่ยวโม่นำขวดไปด้านหน้าหลิงเซี่ยว

 

“ทั้งหมดนี้ให้ข้า? แน่ใจรึ?”

 

หลิงเซี่ยวหยิบขวดสีฟ้า และดมมัน กลิ่มของโอสถนั้นแรงกว่าโอสถระดับหนึ่งและระดับสองที่เขากินไปก่อนหน้านี้เสียอีก เขารู้สึกได้ว่าโอสถนั้นอัดแน่นไปด้วยอานุภาพของตัวยา ทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่าย

 

แต่เขาไม่ได้คาดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเต็มใจให้โอสถเขามากมายขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เขาขอโอสถ โหยวเสี่ยวโม่มักจะแสดงสีหน้าไม่เต็มออกมาเสียทุกที

 

เมื่อเห็นท่าทางสงสัยของหลิงเซี่ยว โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย และยื่นมือออกมาอย่างพยายามที่จะคว้าโอสถกลับ “ก็ได้หากท่านไม่ต้องการมัน”

 

ในตอนที่ข้าให้มันแก่ท่าน ท่านสงสัยข้า ในตอนที่ข้าไม่ให้มันแก่ท่าน ท่านก็ขู่และฉวยเอาไปเอง ช่างเอาใจยากเสียจริง!

 

หลิงเซี่ยวจะปล่อยให้โหยวเสี่ยวโม่คว้ากลับคืนไปได้เช่นไร? เขาหลบมือของโหยวเสี่ยวโม่ ก่อนจะเปิดจุกปิดขวดออก และเทโอสถสีเขียวมรกตออกมาเล็กน้อย เขาโยนมันเข้าไปในปากและเคี้ยว *หงับ หงับ* มันพวกถูกกลืนลงท้องเขาภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

โหวเสี่ยวโม่อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาไม่ได้ ทุกครั้งที่เขาเห็นหลิงเซี่ยวกินเช่นนี้อย่างไม่สนใจของขวัญจากพระเจ้าเลย เขาจึงได้แต่คร่ำครวญเพื่อโอสถของเขา

 

ที่จริง เขาสงสัยตัวตนที่แท้จริงของหลิงเซี่ยวเป็นอย่างมาก หลิงเซี่ยวต้องไม่ใช่คนธรรมดาปกติแน่ๆ มิเช่นนั้นเขาคงไม่กล้ากินโอสถซี้ซั้วแบบนี้ โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นไม่มีทางจะกินโอสถง่ายๆเช่นนี้ เนื่องจากพวกเขากังวลว่าพวกเขาจะไม่สามารถทนต่ออานุภาพของตัวยาที่อยู่ในโอสถได้

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ถาม เนื่องจากเขารู้ว่าทุกคนต่างก็มีบางสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการให้ใครรู้

 

“เจ้าสงสัยงั้นรึ?”

 

หลิงเซี่ยวเห็นท่าทาง และรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังสงสัยจับใจ แต่ไม่กล้าถาม หลังจากกินโอสถเสร็จแล้ว เขาวางขวดลงบนโต๊ะ และยิ้มให้อีกคนนึง

 

โหยวเสี่ยวโม่ดีใจและรีบพยักหน้าทันที เขาพร้อมที่จะบอกแล้วรึ?

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลงช้าๆ และกวักมือเรียกด้วยนิ้วให้โหยวเสี่ยวเข้าใกล้กว่านี้ ท่าทางนั้น ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ดูเหมือนหมาป่าตัวโตกำลังล่อลวงแกะน้อยเข้าสู่หลุม

 

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลสักพัก แต่ไม่สามารถเอาชนะความสงสัยในหัวใจได้ เขาจึงขยับเข้าใกล้อย่างระมัดระวัง

 

โหยวเสี่ยวโม่ก้มหัวลง และจ้องไปยังใบหูที่ค่อยๆแดงก่ำ ริมฝีปากเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขาขยับเข้าไปใกล้อีกนิด และปล่อยลมหายใจร้อนออกมา “ความจริงก็คือ……. ข้าเป็นหมาป่าตัวร้ายที่ชื่นชอบในการกินลูกแกะตัวน้อย”

 

บนหัวของโหยวเสี่ยวโม่จู่ๆก็เต็มไปด้วยไยแมงมุม คนผู้นี้คงไม่ได้แกล้งเขาไม่ได้ มิเช่นนั้นหัวใจคงไม่อาจสงบสุขได้ หลังจากที่ถูกหลอกมาหลายรอบแล้ว เขาจึงค่อยๆเรียนรู้ความจริงนี้

 

ผ่านพ้นช่วงลังเลมา โหยวเสี่ยวโม่จึงเปิดปากและถาม “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านกินโอสถเพื่อเพิ่มพลังงั้นรึ?”

 

การกระทำของหลิงเซี่ยวหยุดลง และไม่มีร่องรอยของความโกรธบนใบหน้า นี่เป็นผลมาจากการถูกซักถาม กลับกัน หลิงเซี่ยวกลับประหลาดใจที่โหยวเสี่ยวโม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา ในความเป็นจริง มันไม่ใช่บางสิ่งที่สมควรจะพูด ดังนั้นเขาจึงเพียงกล่าวว่า “นั่นใกล้เคียง แต่ระดับของโอสถพวกนี้มันต่ำเกินไป โอสถที่ได้ผลกับระดับของข้านั้น ในตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถหลอมได้”

 

นั่นก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว!

 

โหยวเสี่ยวโม่สาปแช่งในใจ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรู้อยู่แล้วสิ

 

แม้ว่าเขาจะไม่สามารถบอกระดับของหลิงเซี่ยวได้ก็จริง แต่เขารู้ดีว่ามันต้องไม่แย่อย่างแน่นอน เขากลัวว่าระดับของหลิงเซี่ยวอาจจะเป็นระดับจิตวิญญาณหรือสูงกว่านั้นเลยก็ได้ สำหรับโอสถที่มีผลต่อผู้ฝึกยุทธ์ระดับจิตวิญญาณนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นโอสถระดับแปด

 

เมื่อคิดดังนั้น เขาจึงรู้สึกถึงความเศร้าที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน

 

จากนั้นทั้งสองคนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับดินแดนสวรรค์ พวกเขาพูดคุยถึงเรื่องที่ว่าทำไมประมุขพรรคถึงไม่ยอมให้หลิงเซี่ยวมาหาเขาด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่เดียวที่โหยวเสี่ยวโม่รู้ก็คือ เหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงไม่ออกมาหาเขาเลยเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเป็นเพราะว่าเขาถูกประมุขพรรคสั่งไม่ให้มา แต่นี่ไม่ใช่เป็นเพราะประมุขพรรครู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาใกล้ชิดเกินไป เหตุผลนี้มีข้อเดียวเท่านั้น

 

หลังจากค้นพบโจรที่หอคัมภีร์ ประมุขพรรค หรือถังฟานและผู้อาวุโสก็คุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จริงจังเสียยิ่งกว่าดินแดนสวรรค์เสียอีก

 

ที่จริง ตามจุดยืนของหลิงเซี่ยวภายในสำนักยุทธ์ เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่าอะไรถูกขโมยไป แต่สิ่งที่ถูกขโมยไปนั้นมีค่ามาก หลังจากการพูดคุยร่วมกันของผู้อาวุโสและถังฟานแล้ว พวกเขารู้ตัวว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก และยอมบอกหลิงเซี่ยวเพื่อรักษาความร่วมมือของเขาไว้

 

แม้ว่าถังฟานจะบอกเขาแล้วบอกเขาอีกว่าอย่าบอกใคร ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่พูดถึงมัน เขากลับไม่ลังเลก่อนจะบอกออกไปเลยแม้แต่น้อย

 

สิ่งที่ถูกขโมยไปจากหอคัมภีร์นั้นที่จริงแล้วเป็นสูตรลับของโอสถระดับเก้า

 

ทำไมสูตรลับโอสถระดับเก้าจึงมีค่ามา? นี่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องคิดด้วยซ้ำ สูตรโอสถพวกนี้ แม้กระทั่งหาทั่วทั้งทวีปหลงเซี่ยวก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถหาได้เกินห้าเล่มหรือไม่

 

เนื่องจากยิ่งสูงขึ้น สูตรโอสถก็ยิ่งมีค่ามาขึ้น สูตรโอสถระดับเจ็ดและแปดนั้นถือว่าเป็นสมบัติได้เลยทีเดียว แล้วระดับเก้าก็ยิ่งกว่านี้เสียอีก ดังนั้นไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม สูตรลับของโอสถระดับเก้านั้นคือบางสิ่งที่ถูกทั้งพรรคเคารพ

 

สำหรับพรรคเถียนซิน สูตรลับของโอสถนั้นถือเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นอนาคตของพวกเขา เนื่องจากแม้ว่าพรรคเถียนซินดูเผินๆจะมีผู้หลอมโอสถระดับเก้าสามคน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น

 

ข่าวลือที่ว่าผู้นำทั้งสามของตำหนักทั้งสามสามารถหลอมโอสถระดับเก้าแม้ว่าจะมีอัตราการล้มเหลวสูงก็ตามที เช่นนี้ ข่าวลือด้านนอกจึงกล่าวว่าผู้นำของตำหนักทั้งสามอยู่ในระดับเก้า อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้นไม่ใช่เลย

 

ผู้หลอมโอสถระดับแปดก็ถือว่าหายากเทียบเท่ากับขนนกหงสาและเขาของม้าในตำนานแล้ว นับประสาอะไรกับผู้หลอมโอสถระดับเก้า ข่าวลือพวกนั้นมันเกินจริงไปมาก ทั้งสามคนนั้น ในความจริง ไม่ใช่ผู้หลอมโอสถระดับเก้าที่แท้จริง หากจะกล่าวให้ถูกก็คือ พวกเขาอยู่ในระดับครึ่งขั้นเข้าสู่ระดับเก้า

 

ส่วนที่ว่าทำไมข่าวลือถึงแพร่ไปว่าพวกเขาทั้งสามเป็นผู้หลอมโอสถระดับเก้านั้น คงเดาได้ไม่ยากเลย

 

ดังนั้น ข่าวลือระดับเก้านั้นเป็นผลลัพธ์จากการรวมพลังของผู้นำตำหนักทั้งสาม อีกทั้ง จากความแข็งแกร่งของพวกเขา อัตราการล้มเหลวยังสูงถึงเก้าสิบส่วน เห็นได้ชัดว่าการก้าวเข้าไปสู่ระดับเก้านั้นยากแค่ไหน

 

แต่ตั้งแต่พรรคชิงเฉิงปล่อยข่าวว่าพวกเขามีผู้หลอมโอสถระดับแปดซึ่งยกระดับเป็นระดับเก้าโดยแท้จริง พรรคเถียนซินจึงเริ่มรู้สึกกังวล

 

ครึ่งก้าวเข้าสู่ระดับเก้านั้นไม่มีทางเทียบได้กับระดับเก้าที่แท้จริง อีกทั้งปัจจัยที่ยังไม่แน่ชัดก็ยังคงมีสูงเนื่องจาก หากผู้นำทั้งสามตำหนักคนใดคนหนึ่งเกิดอะไรขึ้น อีกสองคนที่เหลือจะไม่มีทางหลอมโอสถระดับเก้าได้เลย

 

หากพรรคเถียนซินซึ่งผูกขาดลำดับหนึ่งมาเป็นเวลาร้อยปีอนุญาตให้พรรคชิงเฉิงค่อยๆมีอำนาจและศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้น พรรคเถียนซินก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเสียฐานะที่สูงส่งให้แก่พรรคชิงเฉิงไปกว่าครึ่ง นี่เป็นเรื่องที่คนระดับสูงในพรรคเถียนซินไม่อยากจะยอมรับ ดังนั้นหลังจากผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว ถังฟานและผู้อาวุโสจึงตัดสินใจให้ผู้นำของทั้งสามตำหนักทำงานด้วยกันเพื่อหลอมโอสถระดับเก้า เป็นการยกระดับความแข็งแกร่งของผู้นำคนอื่นๆ แก่พรรคเถียนซิน

 

เนื่องจากถังฟานนำสูตรโอสถนั้นออกมาจากหอคัมภีร์ชั้นที่ห้า

 

เรื่องกลับรั่วไหลออกไปอย่างไม่อาจคาดเดาได้ ไม่นานหลังจากที่พวกเขาย้ายสูตรออกจากหอคัมภีร์ มันจึงถูกขโมยไป อีกทั้ง หัวขโมยเป็นคนที่ถือได้ว่าแข็งแกร่ง หลังจากถังฟานค้นพบ ทั้งสองประจันหน้ากัน และถังฟานตกตะลึงเมื่อรู้ว่าความแข็งแกร่งของขโมยพอๆกับเขา ในท้ายที่สุด คนผู้นั้นสามารถหลบหนีออกไปได้ด้วยบาดแผลสาหัส

 

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการกระทำที่มีการคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว มิเช่นนั้นมันคงไม่บังเอิญเข้ามาปล้นหลังจากที่พวกเขานำสูตรโอสถออกมาแน่ ดังนั้น ภายในวันนั้น หนึ่งในสิบของคนที่พูดคุยอยู่ในห้องลับนั้นจะต้องเป็นผู้ทรยศแน่นอน

 

ผู้ทรยศจะต้องถูกหาให้พบ รวมไปถึงสูตรโอสถเองก็ต้องเอากลับคืนมาด้วยเช่นกัน จะต้องเอากลับคืนมาให้ได้

 

แม้ว่าสูตรโอสถนี้จะเป็นโอสถระดับเก้าคุณภาพต่ำก็ตาม ระดับความดึงดูดของมันในแต่ละพรรคใหญ่ๆก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับจิตวิญญาณสักคนเลยทีเดียว เนื่องจากมันสามารถช่วยผู้ฝึกยุทธ์ที่ติดอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับจิตวิญญาณเจ็ดดาวทะลวงผ่านไปได้ และช่วยทำให้ขอบเขตของเขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาที่แท้จริงได้

 

ในตอนนี้พรรคเถียนซินมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาอยู่เพียงคนเดียว นั่นคือถังฟาน และพรรคชิงเฉิงเองก็มีหนึ่งคนเช่นเดียวกัน

 

แผนการดั้งเดิมของพวกเขาคือใช้สูตรโอสถนี้เพื่อยกระดับนักสู้ให้ขึ้นเป็นระดับราชา ในทางนี้ แม้ว่าพรรคชิงเฉิงจะมีผู้หลอมโอสถระดับเก้าที่แท้จริงก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถหลอมโอสถได้โดยปราศจากสูตรโอสถ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังคงต้องก้าวช้ากว่าพรรคเถียนซินก้าวหนึ่งอยู่ดี

 

แต่แผนการกลับถูกทำลายโดยหัวขโมย

 

ความสงสัยแรกสุดของพรรคเถียนซินคือพรรคชิงเฉิง พรรคชิงเฉิงยังคงเป็นพรรคที่น่าสงสัยที่สุด

 

เหตุผลที่มากมาย หนึ่ง พรรคชิงเฉิงมีผู้หลอมโอสถระดับเก้า แต่ขาดแคลนสูตรโอสถระดับเก้า สอง ประมุขพรรคชิงเฉิงนั้นเป็นนักสู้ระดับราชา สาม ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างสองพรรคนี้ลึกซึ้งมาก

 

ดังนั้นเมื่อเพิ่มเหตุผลทุกอย่างเข้าไป หัวขโมยจึงดูราวกับเป็น ลั่วเฉิงเหยียน

 

เมื่อพิสูจน์แล้วก็เป็นลั่วเฉิงเหยียนจริงๆ เนื่องจากไม่นานนัก ผู้ทรยศก็ถูกค้นพบ เขาคือศิษย์ที่ถังฟานไว้ใจมากที่สุด พูชาน ชายผู้ฉลาดและโหดร้าย

 

ในตอนนั้น เนื่องจากเรื่องของลูกครึ่งปีศาจ ทำให้เขาได้รับคำสั่งจากถังฟานในการนำกลุ่มคนลงภูเขาไปเพื่อปกป้องเมืองเหอปิง จากนั้น ที่เมืองเหอปิง ในขณะที่พูชานเปิดเผยออกมา เขายอมรับว่าเขาบอกกล่าวลั่วเฉิงเหยียนอย่างลับๆ และช่วยเขาขโมยสูตรโอสถระดับเก้าจริงๆ หลังจากนั้น ถังฟานถอดถอนอำนาจของพูชานทุกอย่างด้วยความโกรธ และโยนเขาเข้าไปในห้องขังสำหรับนักโทษ

 

เรื่องที่พูชานหักหลังถังฟานทำให้ศิษย์หลายคนตกตะลึง นั่นเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดมาตลอดว่าท่านลุงพูชานจะเป็นคนสุดท้ายที่ทรยศประมุขพรรค เป็นคนสุดท้ายที่หักหลังพรรคเถียนซิน แต่สรรพสิ่งล้วนคาดเดายาก ท่านลุงพูชานกลับกักเก็บความแค้นที่มีต่อประมุขพรรคมาโดยตลอด

 

ส่วนเหตุผลในความแค้น เป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน และเนื่องจากประมุขพรรคสั่งให้ปิดทุกอย่าง ดังนั้นจึงไม่มีศิษย์คนไหนที่รู้เลยสักคน