0 Views

บท 129 เงื่อนไข

คนที่มาเคาะประตูดูดื้อดึง เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาจากภายในห้อง เขาเคาะอีกสองสามครั้งขณะตะโกนเรียก “ศิษย์น้อง เจ้าอยู่ด้านในรึไม่?”

 

น่าประหลาดที่เจ้าของเสียงนั้นคือฟางเฉินเล่อ โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าฟางเฉินเล่อและศิษย์พี่รองจะไม่อยู่ตำหนักพสุธาในสองวันนี้ เขาไม่ได้คาดว่าทั้งสองจะกลับมาในวันนี้ อีกทั้งดูเหมือนพวกเขาเพิ่งจะกลับมาไม่นาน

 

แต่เขาก็ต้องขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ หากไม่เป็นเพราะศิษย์พี่ใหญ่ เขาคงต้องถูกหลิงเซี่ยวปลอกเปลือกและกลืนกินไปแล้วเป็นแน่ เมื่อคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกได้ถึงความกลัวขึ้นมา เขาสะบัดมือและขาก็ผลักหลิงเซี่ยวที่กำลังกดเขาอยู่

 

หลิงเซี่ยวจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร? ไม่เพียงแค่ตอนนี้หลิงเซี่ยวยังคงอารมณ์ค้างอยู่ แถมยังร่างกึ่งโป๊นี่อีก หากฟางเฉินเล่อเห็นเขาแบบนี้จริงๆ ก็คงจะเลวร้ายมาก โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีทางสู้หน้ากับทุกคนได้อีกแล้ว หลิงเซี่ยวไม่อยากให้โหยวเสี่ยวโม่มีประสบการณ์อันโหดร้าย มิเช่นนั้น คงจะหลอกขึ้นเตียงได้ยากกว่าเดิม

 

ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่เกือบจะหนีออกไป หลิงเซี่ยวจับข้อมือของโหยวเสี่ยวโม่และดึงร่างนั้นกลับเข้าสู่อ้อมอกของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าหลิงเซี่ยวยังต้องการจะทำต่อไป จนเกือบจะร้องออกมาแล้ว แต่เขาก็กลัวว่าศิษย์พี่ที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน

 

หลิงเซี่ยวกอดร่างที่สั่นสะท้าน และถอนหายใจหนักๆ “ก็ได้ หยุดเอะอะที หากเจ้ายังดิ้นต่อไปแบบนี้ ข้าจะลงโทษตรงจุดนั้นนะ”

 

คำพูดพวกนี้ข่มขู่เป็นอย่างมาก โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้าขยับอีกต่อไป เขาเงยหน้าขึ้น และกระพริบตาให้หลิงเซี่ยวราวกับจะพูดว่า “จริงรึ?”

 

หัวใจของหลิงเซี่ยวสั่นไหวเมื่อเห็นท่าทางนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะก้มหัวลงไปละจูบที่ปากน้อยๆนั่น แต่เพียงแค่ครั้งเดียว ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่พองขนออกมา หลิงเซี่ยวจึงดึงให้ลุกขึ้นและช่วยเขาจัดเสื้อผ้าที่ม้วนกลายเป็นลูกบอลให้เข้าที่ รวมทั้งผมด้วย

 

หลังจากมั่นใจว่าหลิงเซี่ยวจะไม่ยุ่มย่ามอะไรอีกแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาจึงช่วยกันเก็บกวาดให้เรียบร้อย

 

ไม่กี่นาทีต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ก็เดินออกมาจากฉากกั้นห้อง สำหรับหลิงเซี่ยว เขาไม่ได้ปรากฎตัว ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยาก แต่เป็นเพราะโหยวเสี่ยวโม่ไม่อนุญาต

 

เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว หากศิษย์พี่ใหญ่รู้ว่ามีอีกคนอยู่ในห้องเขาในเวลาแบบนี้ เขากลัวว่าจินตนาการของศิษย์พี่ใหญ่จะเตลิดไปกันใหญ่ แม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม เขาก็ยังไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับหลิงเซี่ยวก้าวไปถึงระดับนั้นแล้ว

 

ฟางเฉินเล่อรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่อยู่ในห้องเนื่องจากเขาถามรอบๆข้างมาแล้ว แต่หลังจากเคาะประตูเป็นเวลานาน ก็ยังคงไม่มีคนออกมาเปิดประตู เมื่อคิดว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับโหยวเสี่ยวโม่ภายในห้อง เขาจึงเกือบจะผลักประตูออกและเข้าไปภายในห้อง ขณะที่ประตูเปิดออกมาพอดี

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นฟางเฉินเล่อยกมือขึ้นและกำลังจะเคาะประตูอีกครั้ง เขาหลุดหัวเราะอย่างขัดเขินออกมา “ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงมาที่นี่? มีอะไรเกิดขึ้นรึ?”

 

ฟางเฉินเล่อเห็นท่าทางเขินอายของโหยวเสี่ยวโม่ จึงรู้สึกผิดขึ้นมา เขามองเข้าไปภายในห้อง หลังจากไม่ค้นพบอะไรแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมา “ศิษย์น้อง ทำไมเจ้าถึงมาเปิดประตูช้านักเล่า? รึว่าข้ามารบกวนอะไรเจ้า?”

 

“ไม่ ไม่ ศิษย์พี่ใหญ่มาได้จังหวะพอดี ข้าเพียงแค่……. จดจ่อกับการหลอมโอสถมากไป จึงไม่ได้ยินท่าน แค่นั้นเอง ใช่แล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ต้องการให้ข้าทำอะไรให้รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบอธิบาย เขาไม่กล้าเอ่ยปากบอกความจริง

 

ฟางเฉินเล่อไม่ได้รู้ตัวเลยว่าโหยวเสี่ยวโม่เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา เมื่อคิดถึงเหตุผลที่เขามายังที่ เขาจึงเอ่ยขึ้น “ข้ามีบางอย่างจะบอกเจ้า สำหรับที่ว่างในรายชื่อ จื่อหลินและข้าสามารถช่วยเหลือให้เจ้าได้รับโอกาส”

 

“โอกาส?”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานอย่างประหลาดใจ

 

“ใช่แล้ว อาจารย์กล่าวว่า ตอนนี้เจ้ายังเป็นเพียงผู้หลอมโอสถระดับสองอยู่ หากเจ้าสามารถยกระดับไปเป็นระดับสามได้ภายในสองเดือนนี้ เขายินยอมจะยกตำแหน่งให้เจ้า” ฟางเฉินเล่อกล่าว

 

แม้ว่าจะมีเงื่อนไขติดอยู่ก็ตาม แต่เงื่อนไขก็ยังคงยุติธรรมและมีเหตุผล เนื่องจากหากศิษย์น้องไม่สามารถเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามได้ อาจารย์คงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หากเขาให้ตำแหน่งโหยวเสี่ยวโม่ไป แต่นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ดินแดนสวรรค์จะเปิดในอีกสามเดือนข้างหน้า แต่อาจารย์กลับบอกว่าศิษย์น้องจะต้องกลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามภายในเวลาสองเดือน

 

เขาพยายามโน้มน้าวอาจารย์แล้ว เขารู้สึกว่าสองเดือนนั้นมันเข้มงวดเกินไป แต่ท่าทางของอาจารย์นั้นหนักแน่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ในท้ายที่สุด

 

เขารู้สึกผิดเล็กน้อยต่อโหยวเสี่ยวโม่ ก่อนหน้านี้เขาสัญญาไว้ว่าเขาจะช่วยให้โหยวเสี่ยวโม่ได้ที่ว่าง แต่ตอนนี้มันกลับมีเงื่อนไขติดอยู่ ท้ายที่สุด หากโหยวเสี่ยวโม่ล้มเหลวไม่ได้รับที่ว่างขึ้นมา เขาคงจะเข้าหน้าโหยวเสี่ยวโฒ่ได้ยาก

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงเล็กน้อย และจำได้ว่าเขาเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้ว แต่เขาไม่สามารถบอกศิษย์พี่ใหญ่ได้ในตอนนี้ หากเขาพัฒนาไวเกินไป จะต้องถูกสงสัยเป็นแน่

 

สำหรับเวลาจำกัดที่สองเดือน เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่ามันจะต้องมีอุปสรรค หากอาจารย์ยินยอมเลยง่ายๆนี่สิถึงจะแปลก

 

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงกล่าวอย่างยินดี “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด ข้าจะไม่มีทางทำให้ท่านผิดหวังในตัวข้า ขอบคุณมาก และช่วยขอบคุณศิษย์พี่รองให้ข้าด้วย”

 

ฟางเฉินเล่อหลุดหัวเราะออกมา และหยุดตัวเองไม่ให้ลูบหัวโหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ “ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก พวกเราเป็นพี่น้องกัน นี่เป็นเพียงแค่สิทธิ์ของพี่ชายในการช่วยเหลือน้องชาย จริงนี่ นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องไปแล้ว เจ้าเองก็ควรพักผ่อนไวๆ จำไว้ว่าอย่าอยู่หลอมโอสถจนดึกดื่น มันไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้า”

 

“ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด” โหยวเสี่ยวโม่ตอบด้วยรอยยิ้ม

 

ฟางเฉินเล่อไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขารู้ว่าศิษย์น้องคงไม่ได้ฟังคำพูดของเขาดีๆ แต่วันที่จะมาถึงมันกดดันจริงๆ หากตำแหน่งของพวกเขาสลับกัน แม้แต่เขาก็คงจะไม่ฟังเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่พยายามจะโน้มน้าวโหยวเสี่ยวโม่อีกต่อไป และจากไปด้วยคำพูดปลุกใจไม่กี่คำ

 

เมื่อส่งฟางเฉินเล่อไปแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจออกมา

 

เขาหันหลังกลับและปิดประตู เขาตกใจที่หลิงเซี่ยวจู่ๆก็มาโผล่ด้านหลังเขา “ทำไมท่านถึงยังทำให้คนอื่นกลัวอยู่อีก?”

 

เมื่อพูดจบ เขาเมินหลิงเซี่ยว และในขณะที่กำลังเดินผ่านหลิงเซี่ยวอยู่นั้น จู่ๆหลิงเซี่ยวก็จับเอวเขาไว้ แขนแข็งแกร่งดึงเขา จนเขารู้สึกราวกับว่าเอวจะหัก หลิงเซี่ยวไม่รอให้เขาพูดอะไร เขายืดแขนออกมาและละเลงลงบนผมของโหยวเสี่ยวโม่ ผมที่เรียบร้อยและเป็นระเบียบของเขากลายเป็นรังนกไปในพริบตา

 

อารมณ์ของโหยวเสี่ยวโม่บ่งบอกว่าเขาโกรธ แต่เขาไม่กล้าพูดอะไร และไม่รู้ว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงเป็นบ้าเช่นนี้ หลิงเซี่ยวเพิ่งจะช่วยเขาจัดทรงผมไปเมื่อไม่นานนี้ แล้วกลับมาทำแบบนี้ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษเสียอีก เขาจะไม่เสียดายมันเลยรึไง? นี่เป็นครั้งแรกที่โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าผู้ชายเองก็สามารถเหวี่ยงได้เช่นกัน

 

ท้ายที่สุด คนผู้คลั่งก็หยุดทำลายผมเขาเสียที และก็เริ่มช่วยเขาหวีผมราวกับบ้าคลั่งเช่นกัน การกระทำของหลิงเซี่ยวนั้นช่างลื่นไหล จัดแต่งผมให้เป็นระเบียบในเวลาไม่นานนัก

 

อา นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมเขานะ

 

โหยวเสี่ยวโม่กรอกตา “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านพยายามจะทำอะไร?”

 

หลิงเซี่ยวใช้เส้นด้ายสีแดงในมือมัดผมของเขา และมองดูงานชิ้นโบว์แดงด้วยความพึงพอใจ เมื่อได้ยินคำถาม เขาจึงยิ้มขณะกล่าว “ศิษย์น้อง ครั้งต่อไปอย่าให้ใครมาลูบหัวเจ้าได้ตามใจชอบแบบนี้นะ เข้าใจไหม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกสับสนกับคำพูด หลิงเซี่ยวกลายเป็นบ้าเพียงเพราะศิษย์พี่ใหญ่ลูบหัวเขา และเพื่อเป็นการปกป้อง “สิทธิภายในดินแดน” หลิงเซี่ยวก็เลยมาละเลงหัวเขาเนี่ยนะ?

 

โหยวเสี่ยวโม่มองนั่นที นี่ที และถามอย่างระมัดระวังขณะมองไปยังหลิงเซี่ยว “ท่านหมายถึง ห้ามทุกคนเลย?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มตอบกลับโหยวเสี่ยวโม่ “แน่นอนว่านั่นไม่รวมข้า”

 

ชิ! โหยวเสี่ยวโม่กรอกตา เขารู้สึกว่านอกเหนือจาก “สิทธิภายในดินแดน”แล้ว แม้กระทั้งสิทธิทั้งหมดก็ยังตกเป็นของหลิงเซี่ยว ราวกับว่าเขากลายเป็นของของหลิงเซี่ยวแล้วงั้นแหละ แต่ก็ช่างมันเถอะ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบเจอนิสัยยกตนเหนือคนอื่นของหลิงเซี่ยวเสียหน่อย

 

“ที่ว่างที่ฟางเฉินเล่อพูดถึง คือที่ว่างสำหรับดินแดนสวรรค์รึ?”

 

หลิงเซี่ยวกำลังอารมณ์ดีหลังจากประกาศสิทธิเหนือโหยวเสี่ยวโม่ได้ เขาดึงเนื้อหาในการสนทนาที่เขาเพิ่งจะได้ยินขึ้นมา

 

“ใช่ อา ทำไมรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปมองหลิงเซี่ยวอย่างไม่รู้ว่าทำไมถึงถามขึ้นมา

 

หลิงเซี่ยวปล่อยโหยวเสี่ยวโม่ไป และเดินไปที่โต๊ะ ยกชุดขึ้น และจัดแต่งชุดในขณะที่นั่งลงไป “คงเวินต้องการให้เจ้าเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามภายในสองเดือน ไม่ว่าจะอย่างไร การจะทำเช่นนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะพัฒนาภายในระยะเวลาสั้นๆเช่นนั้นได้?”

 

ดังนั้นความตั้งใจของคงเวินจึงแจ่มชัดราวกับอยู่ท่ามกลางพระอาทิตย์ เขาไม่ต้องการให้ที่ว่างนี้แก่โหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้นเขาจึงคิดเงื่อนไขนี้ขึ้นมา แทนที่จะปฏิเสธ คงเวินไม่ต้องการบาดหมางกับศิษย์รักทั้งสอง ดังนั้นคำสัญญานี้จึงมีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลิน

 

“อืม แม้ว่าข้าจะสามารถทำได้ตามเงื่อนไขก็ตามรึ”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวโดยไม่ประหลาดใจเลย

 

ตั้งแต่ตอนที่เขาบอกได้ว่าคงเวินไม่ชอบเขา เขาก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขหรือการตัดสินใจอะไรที่คงเวินทำ เขาก็จะไม่ประหลาดใจเลย ในความเป็นจริง คำตอบของศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็นสิ่งที่เขาคาดเดาไว้แล้ว

 

หลิงเซี่ยวเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่มีปฏิกิริยามากนัก และคิดว่าบางทีโหยวเสี่ยวโม่อาจจะคาดหวังกับคงเวิน เขาขยับเข้าไปใกล้โหยวเสี่ยวโม่ จ้องมองไปยังใบหน้าที่เนียนละเอียด เขายิ้มขึ้นทันที และกล่าวว่า “ศิษย์น้อง หากเจ้าต้องการไปจริงๆ ข้าก็มีวิธีที่จะให้เจ้าได้ที่ว่าง”

 

ความแข็งแกร่งของโจวเปิ่งนั้นไม่เลวเลย เขามีส่วนร่วมในการเดินทางไปดินแดนสวรรค์นี้ อีกทั้ง รายชื่อนั้นก็เป็นที่แน่นอนแล้ว หลิงเซี่ยวเพียงแค่กล่าว และโจวเปิ่งก็จะยกที่ว่างนี้ให้โดยไม่ติดใจอะไร เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาเพียงแค่หาเคล็ดลับที่ดีกว่าเคล็ดลับที่โจวเปิ่งใช้ฝึกฝนอยู่ตอนนี้จากดินแดนสวรรค์ และให้มันแก่โจวเปิ่งเพื่อเป็นของปลอบใจ

 

เมื่อได้ยินดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่ประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงยิ้มขณะส่ายหัว “ไม่จำเป็น ข้าได้ที่ว่างแล้ว”

 

ครั้งนี้ จึงเป็นหลิงเซี่ยวที่ประหลาดใจ