0 Views

บท 127 การช่วยเหลืออีกทาง

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อยขณะเดินเข้าไปหาอย่างรู้สึกประหลาดใจ

 

ความรู้สึกของเขาก็คือศิษย์พี่ห้ามักจะเฉยเมยต่อเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับที่จะกินร่วมกันหรือสูดอากาศร่วมกันได้ อีกทั้ง ศิษย์พี่ห้ากลับเป็นผู้ที่เรียกเขาเสียด้วย

 

เมื่อเขาเดินเข้าไปหา จ้าวต้าโจวจึงขอร้องให้ศิษย์ที่นั่งกินโต๊ะเดียวกับเขาให้ไปหาโต๊ะตัวอื่น และเขากล่าวต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่ ศิษย์คนนั้นส่งสายตาแปลกประหลาดมาให้เขา ก่อนจะจากไป เขาจ้องโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่ค่อยยินดีสักเท่าไหร่นัก

 

โหยวเสี่ยวโม่หดหู่ใจในขณะที่รับรู้ว่าเขาถูกเกลียดชังโดยที่ไม่ใช่ความผิดของเขาอีกแล้ว คนผู้นี้ก็เป็นศิษย์พี่ของเขาด้วย

 

“ศิษย์พี่ห้า ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใดรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่นั่งลงเบื้องหน้าเขาและกล่าวถาม

 

เมื่อได้ยินคำพูด จ้าวต้าโจวมองดูเขาอย่างแปลกประหลาด “เจ้ามาที่โรงอาหารเพื่อกินมิใช่รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงไปชั่วขณะ คำถามแบบนี้กันนี่? แต่เขายังคงพยักหน้า “ขอรับ ข้ามาเพื่อกิน”

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ท่านเรียกข้าด้วยเล่า?

 

จ้าวต้าโจวดูเหมือนจะได้ยินความคิดของเขา จึงเริ่มอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่คนแน่นที่สุดของโรงอาหาร เจ้าจะไม่มีทางหาที่นั่งได้เลย และบังเอิญว่ามีที่ว่างตรงนี้ ถึงอย่างไรก็มีเพียง เจ้าแค่คนเดียวเท่านั้น”

 

หลังจากที่เขาพูดจบ ใบหูของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังพี่ห้าด้วยความประหลาดใจ เขาเพิ่งฟื้นคืนสติกลับมาในขณะที่รู้ตัวว่าศิษย์พี่ห้าเริ่มจะโกรธแทนที่จะเขินเสียแล้ว เช่นนั้นคือ พี่ห้าเห็นว่าเขาไม่สามารถหาที่นั่งได้ ดังนั้นจึงเรียกเขามา พี่ห้าช่างเป็นชายหนุ่มผู้เขินอายอยู่ภายในใจเป็นแน่ เห็นได้ชัดว่าพี่ห้าต้องการเป็นเพื่อนกับเขา แต่กลับเข้าหาด้วยข้ออ้างอันขัดเขินเช่นนี้ ทำให้ เขารู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ!

 

“เช่นนั้นก็ขอบคุณพี่ห้ามาก ข้าจะไปเอาอาหารมา”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มขณะพูด อย่างจะต่อสู้กับสายตาจะโกรธก็ไม่โกรธ จะเขินก็ไม่เขินของศิษย์พี่ห้า

 

หลังจากที่ต่อแถวมาสักพัก เขานำอาหารกลับมาและพบว่าศิษย์พี่ห้ายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าสักเท่าไหร่ โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเขาคงจะกินอาหารเสร็จและจากไปแล้วเสียอีก

 

จ้าวต้าโจวมองดูอาหารที่อยู่ในมือเขา ภายในนั้นมีเนื้อและผักที่แบ่งเป็นสัดส่วนเท่าๆกัน แต่ดูเหมือนจำนวนมันจะน้อยมาก อีกทั้งยังมีข้าวเพียงแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น เขาจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “เจ้ามักจะกินน้อยแค่นี้รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าขณะนั่งลง “ใช่แล้วขอรับ อา!”

 

ไม่แปลกใจเลยที่จะดูผอมเช่นนี้ จ้าวต้าโจวลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจหยุดคำพูดตนเองได้ “ข้าแนะนำให้เจ้ากินมากกว่านี้อีกนิดในครั้งหน้า เจ้ากินน้อยแค่นี้ คงมีพลังไม่พอหลอมโอสถเป็นแน่ แล้วอย่ามาร้องไห้ว่าล้มเหลวทีหลังแล้วกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะรู้สึกตัวว่าศิษย์พี่ห้าเป็นห่วงเขา เขาเพียงแค่ส่งยิ้มมึนๆให้ “ไม่ต้องห่วงไปหรอกพี่ห้า ข้าจะกินเมื่อหิว ข้าไม่ปล่อยให้ตนเองอดตายหรอก”

 

จ้าวต้าโจวกล่าว “โรงอาหารไม่มีบริการตอนดึกหรอกนะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะ “ข้ารู้ ครั้งล่าสุดที่ข้าลงภูเขาไป ข้าได้ซื้อผลไม้วิเศษและขนมเอาไว้แล้ว พวกมันอยู่ในกระเป๋าวิเศษของข้า ดังนั้นข้าจึงสามารถกินมันได้ตลอดเวลา”

 

ที่จริง มันอยู่ในมิติของเขาตะหาก

 

จ้าวต้าโจวมองดูเขาด้วยปากอ้ากว้าง กลับ กลับกลายเป็นว่าคนที่เขาเป็นห่วงนั้นเป็นพวกกินจุงั้นรึ? เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงปิดปากลงทันที เขาคงจะดูโง่หากยังจะเป็นห่วงเกี่ยวกับว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่มีอะไรจะกิน

 

เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูด โหยวเสี่ยวโม่เองก็เงียบด้วย และเริ่มกินอาหารอย่างเงียบเชียบ

 

แค่เพียงไม่กี่คำ จ้าวต้าโจวกลับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับยุง “น้องเจ็ด เกี่ยวกับ กับเรื่องเมื่อครั้งก่อน ข้าขอบคุณมาก!”

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “อะไรนะ?”

 

ขอบคุณเขา? หรือว่าเขาจะไปทำบางสิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเอาไว้?

 

จ้าวต้าโจวเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างเขินอาย เมื่อคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เขาจึงพูดทวนอีกครั้งอย่างขัดเขิน “ข้าบอกว่า ขอบคุณมากสำหรับเรื่องครั้งก่อน หากเจ้าไม่ได้ให้คำชี้แนะ ข้าคงไม่พัฒนาถึงขนาดนี้ ขอบคุณมาก!”

 

หลังจากในวันนั้น จ้าวต้าโจวกลับไป และตัดสินใจจะทำตามวิธีที่โหยวเสี่ยวโม่บอก ในครั้งแรก เขาล้มเหลว แต่หลังจากลองอีกหลายครั้ง เขาก็ค้นพบกุญแจสำคัญ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อัตราการสำเร็จของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตอนนี้เขาสามารถสกัดสมุนไพรวิเศษได้สองครั้งอย่างง่ายดาย

 

สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ เมื่อท่านพ่อรู้เข้า ก็ชมเขาด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำชมจากพ่อ

 

เมื่อได้ยินเขาพูดขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่จึงนึกขึ้นมาได้ว่าเขาได้ทำเรื่องแบบนี้ลงไป

 

แต่ นั่นเป็นเพียงการพูดคุยถึงประสบการณ์ของตัวเขาเอง เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าพี่จ้าวจะจริงจังกับมัน และลองทำมันจริงๆ แต่ก็ดีแล้วที่มันมีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ถือสาอะไรในการช่วยเหลือศิษย์พี่ของตนหรอก

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะเบาๆ “พี่ห้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเพียงแต่พูดในสิ่งที่รู้ กุญแจสำคัญนั้นอยู่ที่ตัวท่านเอง พูดถึงเรื่องนี้แล้ว นี่เป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากความพยายามของท่านเอง”

 

“ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็ยังคงต้องการขอบคุณเจ้าอยู่ดี”

 

จ้าวต้าโจวรู้ดีว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังถ่อมตนอยู่

 

เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ดึงดัน โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้สาวความยาวอีกต่อไป

 

จากนั้น จู่ๆจ้าวต้าโจวก็กัดฟันและกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ “น้องเจ็ด หากเจ้าใช้สมุนไพรส่วนหนึ่งเดือนหมดแล้ว ข้าสามารถยกเว้นและให้เจ้าอีกครึ่งเดือนได้นะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองเขาอย่างประหลาดใจ ครู่ต่อมา เขาจึงส่ายหัว และกล่าวอย่างระมัดระวัง “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ตำหนักพสุธาเองก็มีกฎของตำหนักอยู่ หากบางคนรู้เข้า ท่านจะได้รับโทษหนัก ข้าไม่ต้องการให้ท่านเสี่ยงเช่นนี้”

 

เขาไม่ต้องการให้พี่ห้ารับความเสี่ยงเพียงเพื่อจะตอบแทนเขาคืน

 

“ตราบใดที่เจ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้หรอก”

 

จ้าวต้าโจวขมวดคิ้วขณะพูด

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหัว “ไม่ แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกค้นพบในทันที แต่ข้าจำได้ว่าหอสมุนไพรจะมีการเช็คจำนวนทุกๆเดือน ในตอนนั้น มันคงถูกค้นพบเป็นแน่”

 

จ้าวต้าโจวกล่าว “เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าก็มีวิธีการของข้าเอง”

 

เมื่อเห็นว่าเขาปักใจลงไปแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ เขาทำได้เพียงกล่าวคำโกหกอย่างหวังดีออกไป “พี่ห้า ข้ารู้ว่าท่านหวังดี แต่ข้าไม่อยากปิดบังท่าน จริงๆแล้ว นอกเหนือจากสมุนไพรที่ข้ารับไปคราวก่อน ข้ายังคงเหลือสมุนไพรระดับสองในกระเป๋าวิเศษอีกมาก ข้าเพิ่งกลับมาจากการลงภูเขามิใช่รึ? ข้าขายโอสถที่ข้าหลอมก่อนหน้านี้และซื้อสมุนไพรระดับสองมาบ้างเล็กน้อย ข้ายังคงไม่ได้ใช้พวกมันเลย”

 

ดวงตาของจ้าวต้าโจวเบิกกว้าง ไม่แปลกใจเลยที่เขาไม่เห็นโหยวเสี่ยวโม่มาทำงานรับใช้ เพราะเขาขายโอสถนี่เอง

 

แต่โอสถเล็กน้อยเหล่านั้น มันจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว? แต่ดูจากท่าทางจริงจังแล้ว จ้าวต้าโจวจึงไม่ได้สงสัยอะไรอีก ที่จริง ก็มีศิษย์ของสำนักผู้หลอมโอสถหลายคนที่เลือกวิธีนี้เช่นกันในตอนที่พวกเขาขาดแคลนเงิน แม้กระทั่งเขาก็มักจะลงไป ขายโอสถ และซื้อสมุนไพร

 

“เจ้า…..ไม่ได้โกหกใช่ไหม?”

 

จ้าวต้าโจวถาม

 

“แน่นอน ข้าไม่ได้โกหก!”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวขณะที่เหงื่อเยียบเย็นหยดลงมา อย่าบอกให้เขาสาบานเลยนะ อา!

 

“เช่นนั้นก็ดี แต่หากเจ้าต้องการมันในครั้งหน้า ข้าสามารถช่วยเหลือเจ้าได้”

 

น้ำเสียงของจ้าวต้าโจวดูเหมือนจะไม่พอใจเล็กๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกที่เขาอาสาจะช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้ง “คนอื่น” ที่ว่ายังไม่ได้ร้องขอค่าตอบแทนจากการช่วยเหลืออีกด้วย เนื่องจากฐานะของเขา เมื่อผู้อื่นทำดีต่อเขา นั่นหมายความว่าคนพวกนั้นมีบางอย่างแอบแฝงอยู่

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะมาอย่างขัดเขิน เขานับถือในตัวศิษย์พี่ห้าจริงๆ เพื่อเป็นการตอบแทนเขา ศิษย์พี่ห้าเกือบจะละเมิดกฎของตำหนักพสุธา แม้ว่าเขาจะปรารถนาดี แต่หากมันถูกค้นพบเข้า แม้กระทั่งเขาคงต้องแบกรับผลที่ตามมาเป็นแน่

 

เมื่อพูดตรงๆแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยตรง ในสายตาของคนอื่น อาจมองว่าเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือแม้กระทั่งถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงส่งเสริม

 

“จริงสิ พี่ห้า สามเดือนต่อจากนี้ ดินแดนสวรรค์จะเปิดออกแล้ว ท่านเองก็คิดที่จะเข้าไปภายในใช่หรือไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลัวว่าพี่ห้าจะพูดถึงเรื่องนี้ไปตลอด ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อการพูดคุยเสีย

 

จ้าวต้าโจวกลับกลายเป็นเงียบกริบอย่างคาดไม่ถึง

 

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเขาคงจะพูดอะไรบางอย่างผิดไป จ้าวต้าโจวกลับเปิดปากพูดขึ้นมา

 

“พ่อข้าไม่อยากให้ข้าไป”

 

จ้าวต้าโจวกล่าว

 

ที่จริง เขาอยากไปอย่างมาก ทุกคนรู้ดีว่าการเข้าไปภายในดินแดนสวรรค์นั้นเป็นโอกาสที่ดี หากเขาโชคดี เขาอาจผูกมัดกับสัตว์วิเศษที่มีความสามารถก็ได้ หรือเขาอาจหาสมุนไพรระดับกลางหรือระดับสูงเจอ แม้กระทั่งสมุนไพรระดับต่ำก็คงทำให้เขามีความสุขแล้ว แต่จะทำได้อย่างไรละ? พ่อของเขายืนกรานหนักแน่นว่าไม่ให้เขาไป

 

“ทำไมกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างประหลาดใจ

 

จ้าวต้าโจวหน้ามุ่ยขณะกล่าว “แน่นอนว่าเป็นเพราะเขาเป็นห่วงว่าข้าจะไปเจออันตรายเข้า เนื่องจากโอกาสที่ดีย่อมควบคู่กับความเสี่ยง ดินแดนแห่งสมบัติเช่นดินแดนสวรรค์ย่อมต้องอุดมไปด้วยอันตรายที่ซ่อนเร้น พ่อข้ามีเพียงข้าเป็นลูกชายและผู้สืบทอดเพียงคนเดียว ดังนั้นเขาจึงเป็นกังวล”

 

หากพ่อของเขาเต็มใจให้เขาไป จากฐานะของพ่อ อาจารย์คงให้ที่ว่างแก่เขาเป็นแน่แท้

 

“ช่างน่าเสียดาย!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจ แต่เขาก็เข้าใจว่าทำไมท่านลุงจ้าวถึงคิดเช่นนั้น หากเขามีลูกชาย ก็คงไม่อยากให้ลูกเขาไปเผชิญกับอันตรายหรอก

 

“น้องเจ็ด เจ้าอยากไปรึ?”

 

เมื่อมองดูเขาแล้ว จ้าวต้าโจวจึงถามขึ้น

 

“อา? แน่นอนว่าข้าต้องการจะไป!”

 

โหยวเสี่ยวโม่มีปฏิกิริยาทันทีหลังจากหายตกตะลึงแล้ว

 

“เอาอย่างนี้เป็นไร? ข้าจะไปขอร้องพ่อข้าให้ช่วยเหลือหาที่ว่างให้เจ้า แต่เจ้าต้องเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามภายในสามเดือนนี้ เพียงแค่นี้ เจ้าก็จะมีโอกาส รับนี่ไว้เป็นการชดเชยให้แก่เจ้า”

 

จ้าวต้าโจวกล่าวอย่างจริงใจ

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทำไมจึงมีคนมากมายติดหนี้เขากัน? ทำไมถึงมีคนมากมายต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เขากัน? แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็ยังคงรู้สึกตื้นตันอยู่ดี พี่ห้าก็เป็นคนดีคนหนึ่ง

 

“พี่ห้า ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ศิษย์พี่ใหญ่บอกแล้วว่าเขาจะช่วยข้า”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าว

 

จ้าวต้าโจวมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างก่อนจะกล่าวอย่างอิจฉา “ศิษย์พี่ใหญ่ช่างดีกับเจ้านัก”

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะ *แหะๆ* ใช่ อา เขาเองก็คิดเช่นเดียวกัน แม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้ให้คุณค่ากับเขามากนัก แต่เพียงแค่ศิษย์พี่ใหญ่ปฏิบัติกับเขาอย่างดีมันก็เพียงพอแล้ว อีกทั้ง เขายังมี “ศิษย์พี่ใหญ่” อีกคนซึ่งจริงๆก็ดีกับเขามากนัก เพียงแต่เขาไม่เคยพูดออกมาเท่านั้น

 

สิบห้านาทีต่อมา ทั้งสองคนต่างกินเสร็จแล้ว และแยกทางกันกลับ

 

หลังจากการพูดคุยครั้งนี้ ความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขาจึงใกล้ชิดกันมากขึ้น

****