0 Views

บท 126 ผู้หลอมโอสถระดับสาม

ภายในมิติที่เขียวขจี โหยวเสี่ยวโม่นำสมุนไพรระดับสามประมาณยี่สิบกว่าต้นออกมาจากชั้นวางไม้ จากนั้นเขาจึงเข้าไปด้านในกระท่อมไม้ และนำหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งออกมาจากตู้ไม้

 

เขากำลังจะหลอมโอสถระดับสาม ดังนั้นเขาไม่ต้องการใช้หม้อหลอมที่ด้อยกว่าเนื่องจากเขากลัวว่าเขาจะทำรอยแตกร้าวให้หม้อหลอมไวเกินไปหลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมของหม้อหลอมใบแรก และเขาก็ไม่รู้ว่าจะหาข้ออ้างให้ศิษย์พี่และอาจารย์อย่างไร

 

แต่สิ่งสำคัญก็คือ หม้อหลอมใบเดิมนั้นสามารถหลอมโอสถระดับหนึ่งและระดับสองได้เท่านั้น

 

ศิษย์พี่ใหญ่เคยพูดมาก่อนหน้านี้ โอสถระดับสามนั้นเป็นอุปสรรคแรกของผู้หลอมโอสถ มันต้องการทั้งพลังวิญญาณจำนวนมากในขณะหลอม หากเขาใช้หม้อหลอมใบก่อนหน้า มันอาจรับพลังวิญญาณไม่ไหวจนอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือระเบิดก็เป็นได้ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนั้น เขาจึงใช้ได้เพียงหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งเท่านั้น

 

เมื่อนำหม้อหลอมและสมุนไพรออกมาแล้ว โหยวเสี่ยวโม่เดินไปยังแท่นศิลาตรงลานหน้ากระท่อม

 

แท่นศิลานี้ยาวและเป็นรูปสี่เหลี่ยม ความยาว ความกว้าง และความสูงนั้นประมาณหนึ่งเมตร นี่เป็นแท่นศิลาสำหรับหลอมโอสถที่เขาซื้อมาจากเมืองฮันจีเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หลังจากซื้อเสร็จ เขานำมันมาวางไว้ในมิติและไม่เคยใช้เลยจนกระทั่งตอนนี้

 

ตอนนี้ เขาวางแผนจะหลอมโอสถในมิติของเขา ดังนั้น นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะลองใช้มัน

 

ในตอนแรก โหยวเสี่ยวโม่วางสมุนไพรยี่สิบกว่าต้นลงไปบนแท่นศิลาอย่างเรียบร้อย จากนั้น เขาจึงย้ายหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งมาวางบนแท่นศิลา แท่นศิลาสามารถกำหนดพื้นที่วางหม้อหลอมได้ด้วย ในตอนที่เขาซื้อมันมา เขาทำพื้นที่วางหม้อหลอมตามขนาดของหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งแล้ว

 

โอสถระดับสาม นอกเหนือจากที่ต้องใช้พลังวิญญาณมากกว่าแล้ว ยังคงใช้สมุนไพรมากกว่าสามต้นอีกด้วย โดยต้องการสมุนไพรวิเศษถึงหกต้น ซึ่งมากเป็นสองเท่าของโอสถระดับหนึ่งและระดับสอง

 

โอสถระดับสามเม็ดแรกสุดที่โหยวเสี่ยวโม่ต้องการหลอมนั้นเรียกว่าโอสถดาราทิศใต้

 

โอสถดาราทิศใต้นี้ถือเป็นโอสถเอกลักษณ์ของโอสถระดับสาม ความเป็นเอกลักษณ์ของมันนั้นอยู่ที่คุณสมบัติซึ่งสามารถเพิ่มพลังให้กับนักสู้ระดับนภาได้ แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่มากมายนัก หากต้องการเพิ่มพลังให้ถึงหนึ่งดาว จะต้องกินโอสถดาราทิศใต้นี้เป็นจำนวนมาก

 

แต่มันก็มีขีดจำกัดเช่นกัน นั่นคือ มันเป็นโอสถสำหรับนักสู้ระดับนภาเท่านั้น อีกทั้งมันไม่สามารถใช้อย่างต่อเนื่องได้ เนื่องจากเมื่อร่างกายเกิดการต่อต้าน ผลลัพธ์ของโอสถดาราทิศใต้ก็จะน้อยลงด้วย

 

สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับมนุษย์ พวกเขาสามารถกินโอสถดาราทิศใต้ได้ แต่จะต้องมีผู้มีพลังมาช่วยกระจายผลลัพธ์ของโอสถภายในร่างกายให้ หากกินโอสถเข้าไปโดยไร้การช่วยเหลือ ผลลัพธ์ก็มีแต่การระเบิดร่างตายเท่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่เลือกที่จะหลอมโอสถดาราทิศใต้ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ฝึกยุทธ์ จากนั้นจึงหย่อนสมุนไพรวิเศษลงในหม้อหลอม

 

สิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งกับหม้อหลอมที่ด้อยกว่าก็คือ หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งไม่มีช่องเล็กๆตรงขอบหม้อ ดังนั้นการสกัดสมุนไพรจึงต้องทำภายในหม้อหลอม อีกทั้ง เพื่อเพิ่มอัตราการหลอมสำเร็จ ผู้หลอมโอสถเกือบทุกคนเลือกที่จะสกัดสมุนไพรทีละต้นๆในขณะที่หลอมโอสถระดับสามขึ้นไป เช่นนี้เอง เวลาในการหลอมจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ต้องการล้มเหลวตั้งแต่ความพยายามหลอมครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงสกัดสมุนไพรตามคำชี้แนะจากหนังสือ

 

เขาสกัดสมุนไพรต้นแรกเสร็จโดยไร้ความกดดันใดๆ เขาคิดเล็กน้อย ก่อนที่จะโยนสมุนไพรอีกสองต้นลงไป เขาสกัดสมุนไพรสองต้นนั้นแยกกันภายในหม้อหลอม จนกลายเป็นแอ่งของเหลวสีเขียวสองแอ่ง เนื่องจากหม้อนี้ไม่มีช่องเล็กๆ  เขาจึงได้แต่พึ่งการควบคุมพลังวิญญาณของตนเองเพื่อไม่ให้แอ่งของเหลวสองแอ่งนี้ผสมกันเท่านั้น ทำให้ความยากในการสกัดมีมากขึ้น

 

ในตอนแรก เขายังคงไม่คุ้นเคย ดังนั้น ครั้งแรกเขาจึงใช้เวลาในการสกัดสมุนไพรประมาณครึ่งชั่วโมง โชคดีที่ครั้งต่อๆมาเริ่มลื่นไหลขึ้นเรื่อยๆ

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา โหยวเสี่ยวโม่สกัดสมุนไพรทั้งหกต้นเสร็จสิ้น สมุนไพรทุกต้นถูกสกัดสองครั้งเนื่องจากพวกมันเป็นสมุนไพรคุณภาพสูง ดังนั้นจึงมีความไม่บริสุทธิ์อยู่น้อย หากจะสกัดไปมากกว่านี้อีก ขั้นตอนจะต้องยุ่งยากยิ่งขึ้น

 

เมื่อมองดูแอ่งของเหลวสีเขียวทั้งหกแอ่งภายในหม้อหลอมแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจออกมา

 

เพียงแค่สกัดสมุนไพรหกต้นก็ใช้เวลาขนาดนี้แล้ว โชคดีที่เขามีพลังวิญญาณเหลือเฟือ มิเช่นนั้นคงมีพลังวิญญาณเหลือไม่พอหลอมหลังจากที่สกัดเสร็จ นั่นหมายถึงโอสถนี้จะกลายเป็นไร้ค่าทันที ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์หลายๆคนติดชะงักอยู่ที่ระดับสอง ดูเหมือนว่ามันจะไม่ง่ายเลย

 

แต่หากเขาไม่สกัดสมุนไพรสองต้นพร้อมกัน เวลาที่ใช้จริงๆคงจะมากกว่านี้อีก และเขาใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงในการสกัดทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว ความเร็วนี้ถือว่าดีมาก

 

หลังจากจัดการด้วยตนเองแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงพร้อมที่จะเริ่มขั้นตอนการหลอมรวม

 

เนื่องจากโอสถระดับสามต้องใช้สมุนไพรหกชนิดด้วยกัน ดังนั้นจำนวนขั้นตอนจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงแค่ขั้นตอนการหลอมจะเป็นสองเท่าของโอสถระดับหนึ่งและระดับสองแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดสิบกว่าขั้นตอนนั้น หากมีผิดพลาดซักขั้นตอนเดียว โอสถเม็ดนั้นก็ถือว่าไร้ค่าทันที

 

สมุนไพรบางอย่างมีคุณสมบัติทางยามากกว่า ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณสมบัติทางยาของสมุนไพรตัวนี้มีมากเกินกว่าสมุนไพรตัวอื่น แอ่งของเหลวสีเขียวจึงต้องแบ่งออกเป็นสัดส่วนอีกมากมาย มีเพียงทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถหลอมรวมได้อย่างลื่นไหล

 

ก่อนอื่น โหยวเสี่ยวโม่นำแอ่งของเหลวสีเขียวแอ่งเล็กๆผสมรวมกับแอ่งของเหลวอีกแอ่งหนึ่ง ขั้นตอนทั้งหมดจะต้องทำอย่างระมัดระวัง หลังจากที่ผสมรวมเข้าด้วยกันแล้ว เขาจึงเริ่มขั้นตอนหลอมรวมขั้นที่สอง และสาม….

 

ในตอนที่เขาทำขั้นตอนหลอมรวมขั้นที่ห้าเสร็จสิ้น และเตรียมพร้อมที่จะเริ่มทำขั้นตอนหลอมรวมขั้นตอนที่หก จู่ๆ มือซ้ายของเขาก็กระตุกขึ้น ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียง *ซู่* ดังขึ้นมาจากภายในหม้อหลอม กลุ่มควันลอยขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่มองดูเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาเบิกกว้างและอ้าปากค้าง เขาล้มเหลวงั้นรึ?

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาล้มเหลว ตั้งแต่ที่เขากลายเป็นผู้หลอมโอสถมา โหยวเสี่ยวโม่อดทนกับความรู้สึกหนักหนา

 

แม้ว่าเขาจะเตรียมใจมาก่อนแล้วก็ตาม แต่ในตอนนี้ที่เขาล้มเหลวจริงๆ เขาก็ยังคงรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เขาคิดว่าเขาจะสามารถรักษาประวัติล้มเหลวศูนย์ครั้งไว้ได้ เขากลับสะดุดเข้ากับอุปสรรคระดับสามอย่างจังเสียได้

 

ไม่เป็นไร สมุนไพรหกต้นก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย การทำพลาดก็ถือเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ มันคงไม่สามารถทำได้อย่างลื่นไหลไปได้ตลอดหรอก แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าตั้งแต่ที่เข้าพรรคเถียนซินมา เขายังไม่เคยมีประสบการณ์ที่ลื่นไหลเลยแม้แต่น้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่ลูบหน้าที่เกร็งเครียดมาเป็นเวลากว่าชั่วโมงแล้ว จากนั้น เขาจึงจิบน้ำวิเศษเพื่อเติมเต็มพลังวิญญาณที่เขาเพิ่งใช้ไปสองในสามส่วน ตอนนี้ เขามั่นใจแล้วว่าเขาสามารถหลอมโอสถระดับสามได้แน่ๆ

 

จากนั้นเขาจึงนำสมุนไพรหกต้นออกมาอีกครั้ง และโยนสองต้นเข้าไปในหม้อหลอม และเริ่มต้นการสกัดอีกครั้ง เนื่องจากเขาเคยสกัดมาแล้ว ในครั้งนี้จึงเป็นไปได้อย่างราบรื่น

 

ครึ่งชั่วโมงถัดมา เขาจึงสกัดสมุนไพรหกต้นเสร็จสิ้น เขาใช้เวลามากกว่าครั้งที่แล้วเล็กน้อย ในตอนนี้ถึงเวลาสำหรับการหลอมแล้ว เขาปลุกจิตวิญญาณของตนเองเล็กน้อย หากเขาล้มเหลวอีกครั้ง เขาคงต้องเขียนชื่อตัวเองกลับหลัง และเป็นที่รู้จักในนาม โม่เสี่ยวโหยวแล้วละ

 

ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนแล้ว เนื่องจากเขามีเป้าหมายแล้ว ความมั่นใจและแรงจูงใจนั้นพัดราวกับกระแสน้ำที่แม่น้ำแยงซีเกียง

 

อีกครึ่งชั่วโมงถัดมา หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งก็ส่งเสียงออกมา ในตอนนั้นเอง โอสถสีเขียวมรกตก็พุ่งออกมา โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีเวลาจัดการกับเหงื่อบนหน้าผากของเขา เขารีบยืดมือออกไปเพื่อรับมัน โชคร้าย……เขาไม่สามารถรับมันได้!

 

โอสถร่วงลงบนแท่นศิลา กลิ้งอยู่ไม่กี่ครั้ง และกำลังจะตกออกจากแท่นศิลาในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่รีบเร่ง และรับมันได้ทันในที่สุด

 

โอสถสีเขียวมรกตกลิ้งอยู่บนฝ่ามือของเขา คุณภาพนั้นสูงมาก สูงอยู่ในระดับโอสถคุณภาพสูงเลยทีเดียว โหยวเสี่ยวโม่สามารถหลอมโอสถคุณภาพขนาดนี้ได้ภายในการทดลองหลอมครั้งแรก ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างมาก มันคุ้มค่าที่เขาสกัดสมุนไพรถึงสองครั้ง

 

โหยวเสี่ยวโม่นำโอสถใส่ไว้ในขวดแก้ว จากนั้นเขาจึงดูพลังวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งในสาม อัตราการใช้พลังวิญญาณนี้นั้นถือว่าสูงมาก เช่นนี้เอง เขาจึงต้องจิบน้ำวิเศษทุกครั้งหลังจากหลอมโอสถหนึ่งเม็ดเสร็จ

 

เมื่อคิดดูแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะขอบคุณดาวนำโชคของเขาที่เขามีน้ำวิเศษ หากไม่เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่หลอมโอสถเสร็จเขาจำเป็นต้องพักฟื้นประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะหลอมต่อได้ นี่เนื่องมาจากอัตราการฟื้นฟูของเขาฟื้นฟูพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งหลังจากพักครึ่งชั่วโมง

 

โหยวเสี่ยวโม่จิบน้ำวิเศษและรอจนกระทั่งพลังวิญญาณฟื้นฟู จากนั้นเขาจึงเริ่มหลอมโอสถเม็ดที่สอง

 

เวลาผ่านไปราวกับกระพริบตา หลังจากที่เขาไม่ได้ทำผิดพลาดอะไร จำนวนโอสถภายในขวดแก้วจึงเพิ่มจากหนึ่งไปเป็นสิบเม็ด เวลาในการหลอมเองก็ค่อยๆหดสั้นลงตามการคุ้นเคยของเขา ในตอนแรก เขาเพียงสกัดสมุนไพรสองต้นในครั้งเดียว ตอนนี้ เขาสามารถสกัดได้สามต้นภายในครั้งเดียวได้แล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่นำโอสถเม็ดสุดท้ายใส่ในขวด และหยุดพัก

 

เมื่อนับดูจำนวนชั่วโมงแล้ว เขาใช้เวลาไปประมาณแปดถึงเก้าชั่วโมง ไม่แปลกใจเลยที่กระเพาะของเขาจะเริ่มส่งเสียง *โครก โครก* อย่างหิวกระหาย นี่เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ลังเลที่จะออกจากมิติเดี๋ยวนั้นเลย

 

ห้องเงียบกริบ ไม่มีเสียงเข้ามาจากด้านนอกด้วย ดูเหมือนว่าทุกคนไปที่โรงอาหารกันหมด

 

โหยวเสี่ยวโม่ดึงเสื้อผ้าของเขาให้ตึงก่อนจะเปิดประตูและก้าวออกไป บรรยากาศตอนเย็นที่อบอุ่นและสบายทำให้เขารู้สึกเอื่อยเฉื่อย เขาอดจะหาวออกมาไม่ได้

 

ทัศนียภาพในตำหนักพสุธานั้นสวยงามมาก ทุกครั้งที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน หมอกก็เริ่มจะปกคลุมทำให้ทุกอย่างดูมืดมัวไปหมด นี่ให้ถึงความรู้สึกที่มนุษย์เรียกว่าดินแดนเทพยดา

 

ในตอนที่เขาไปถึงโรงอาหาร เนื่องจากเขาไปช้าเล็กน้อย โรงอาหารจึงเต็มไปด้วยทะเลแห่งผู้คน

 

เมื่อมองไปจนสุดสายตา ทุกที่เต็มไปด้วยผู้คน ทุกโต๊ะถูกจับจองด้วยกลุ่มคนที่รวมตัวกันสองถึงสามคนซึ่งกำลังพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น เสียงพูดคุยนี้สามารถเปรียบได้กับตลาดสดเลยทีเดียว

 

ในตอนที่เขากำลังลังเลว่าเขาควรจะกลับและกินขนมที่ห้อง เสียงเรียกด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยว่า “ศิษย์เจ็ด” ก็ดังขึ้นมาจากทางขวามือ

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับมามอง คนที่เรียกเขานั้นนั่งอยู่ตรงโต๊ะแรกของแถวที่สอง คนผู้นั้นเห็นเขามองไปทางนั้น และท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นเขินอายเล็กน้อย นั่นหากมิใช่ศิษย์พี่ห้า จ้าวต้าโจวแล้ว จะเป็นใครไปได้?

***