0 Views

บท 125 เสียงบ่นของความไม่เป็นธรรม

โหยวเสี่ยวโม่มองอย่างไม่อยากจะเชื่อไปที่หลี่จวิ๋นซึ่งเตรียมจะตีเขาแล้ว ในหัวใจของเขา เขาหวาดกลัวว่าจะอยู่ไม่พ้นวันนี้ ทันใดนั้น เสียงแหบที่เต็มไปด้วยความโกรธดังขึ้นมา เมื่อหันกลับไปดู เขาเห็นว่านั่นคือชายแก่ที่คุ้มกันหอคัมภีร์นั้นเอง

 

ชายแก่ผู้นั้นดูโกรธขึง หลังจากที่เดินเข้ามาแล้ว เขาเลื่อนสายตาไปยังหลี่จวิ๋นที่เพิ่งพูดว่าจะสั่งสอนโหยวเสี่ยวโม่ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธ ทำให้ผู้อื่นรู้สึกกังวล จากนั้นเขาจึงพูดขึ้นมาอย่างเยือกเย็น “หากเจ้าไม่สามารถให้คำตอบดีๆแก่ชายแก่ผู้นี้ได้ อย่าได้คิดก้าวเข้ามาภายในหอคัมภีร์ในอีกครึ่งปีนี้เลย”

 

เมื่อได้ยินคำพูดพวกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่โหยวเสี่ยวโม่เท่านั้นที่กังวล หลี่จวิ๋นเองก็กังวลเช่นกัน

 

หลี่จวิ๋นรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว “ผู้อาวุโสซุน นี่ไม่ใช่ความผิดของข้า มันเป็นความผิดของโหยวเสี่ยวโม่ เขาพูดจากล่าวหาข้า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องการสั่งสอนเขา”

 

จากนั้นเขาจึงกล่าวคำพูดที่โหยวเสี่ยวโม่กล่าวหาเขาอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาพูดเฉพาะที่เลือกเท่านั้น เขาไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เลย สรุปแล้ว เขาผลักทุกอย่าง กระหน่ำเข้าใส่โหยวเสี่ยวโม่ ท้ายที่สุด เขายังคงดึงคนที่ดูเหตุการณ์อยู่ตลอดอย่างเจียงหลิวเข้ามาด้วย

 

“ผู้อาวุโสซุน ทุกสิ่งที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริง ท่านสามารถถามน้องชายเจียงได้ เขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์เช่นกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตาถลน คนผู้นี้ช่างหน้าไม่อาย กลับดำเป็นขาว แถมยังไม่รู้สึกกระดากอายใดๆทั้งนั้น

 

เจียงหลิวจงใจมองไปทางโหยวเสี่ยวโม่ จากนั้นเขาก็ทำหน้าลำบากใจ ลังเลใจก่อนที่จะกล่าวว่า “สิ่งที่พี่ชายผู้นี้พูดนั้นถูกต้อง แต่พี่ชายโหยวไม่ได้ตั้งใจพูดเช่นนั้น ผู้อาวุโสซุน ได้โปรดอย่าได้โทษพี่ชายโหยวเลย ข้าเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้ คำพูดพวกนั้นเหมือนจะขอความเห็นใจ แต่เขาไม่ได้เป็นคนผิด ทำไมจึงต้องขอความเห็นใจด้วย? ราวกับว่าให้หลักฐานที่แย้งไม่ได้เลย

 

หากนี่ไม่ใช่ผู้อาวุโสซุนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาในตอนนี้ แต่เป็นคนอื่นแทน หลังจากได้ยินทั้งสองพูดเช่นนี้แล้ว เขาคงจะโทษว่าเป็นความผิดของโหยวเสี่ยวโม่อย่างแน่นอน

 

จากนั้น หลี่จวิ๋นยิ้มอย่างยินดีให้กับความโชคร้ายของคนอื่นในขณะที่เขารอให้โหยวเสี่ยวโม่ถูกประนาม ใบหน้าจริงจังของผู้อาวุโสซุนไม่เผยให้เห็นถึงความคิดของเขาแม้แต่น้อย จู่ๆผู้อาวุโสซุนก็พูดกับโหยวเสี่ยวโม่ “บอกข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆมาสิ?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนจึงตกตะลึง

 

คนที่มาหอคัมภีร์บ่อยๆจะรู้ดีว่าผู้อาวุโสซุนนั้นถือว่าเป็นคนที่จริงจังที่สุดในพรรคเถียนซิน เขาไม่เคยเลือกข้าง และไม่สนใจว่าศิษย์คนไหนจะเป็นศิษย์ของประมุขพรรคหรือไม่ ความคิดของเขาถือเป็นสำคัญ เนื่องจากเขาถือกฎเกณฑ์เป็นสำคัญเสมอ

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสีหน้าของหลี่จวิ๋นจึงเปลี่ยนไปเมื่อเขาเห็นผู้อาวุโสเดินเข้ามา เนื่องจากเขาทำลายกฎของหอคัมภีร์

 

เช่นนี้เอง หลี่จวิ๋นจึงเป็นคนแรกที่พูดคำกล่าวหาออกมา เนื่องจากเขารู้ว่าตราบใดที่เขาโยนความผิดให้กับโหยวเสี่ยวโม่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกลงโทษ

 

แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่าผู้อาวุโสซุนจะถามโหยวเสี่ยวโม่ด้วยตนเอง เมื่อคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่อาจจะเปิดเผยทุกสิ่งที่เขายังไม่ได้กล่าวออกมา หลี่จวิ๋นจึงเริ่มตื่นตระหนก

 

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ไม่คาดคิดว่าผู้อาวุโสซุนจะถามเขาเช่นนี้ เขายินดีและกล่าวว่า “ผู้อาวุโส สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…..”

 

เขาไม่ได้มีหัวใจของพระแม่มารี หลี่จวิ๋นกล้ามาใส่ร้ายเขา ดังนั้นก็อย่ามาโทษที่เขาจะบอกความจริงละกัน อีกทั้ง บางคนมาทำตัวไม่เป็นมิตรกับเขา แน่นอนว่าเขาก็ไม่ใช่ง่ายๆหรอกนะ ดังนั้น เขาจึงอธิบายถึงสถานการณ์อย่างละเอียดภายในไม่กี่คำ

 

ใบหน้าของหลี่จวิ๋นเปลี่ยนเป็นซีดขาว…….

 

อย่างที่ได้คาดการณ์ไว้ หลังจากฟังคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่จบ ดวงตาคมกริบของผู้อาวุโสซุนจึงมองไปยังหลี่จวิ๋นอย่างน่ากลัว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “ชายแก่ผู้นี้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่อยู่ในหอคัมภีร์ เจ้าสามารถอ่านได้เพียงหนึ่งเล่มต่อครั้งเท่านั้น ในฐานะที่เป็นศิษย์พี่ ไม่เพียงเจ้าทำตัวไม่สมกับตำแหน่งเท่านั้น เจ้ายังคงทำให้เกิดความยากลำบากแก่ศิษย์น้อง อีกทั้งไม่เคารพกฎของหอคัมภีร์อีกด้วย ชายแก่ผู้นี้อยากรู้ว่าหนังสือในหอคัมภีร์นี้กลายเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด?”

 

เมื่อกล่าวจบ เขาตวัดชายแขนเสื้ออย่างรุนแรง ความโกรธที่แสดงบนใบหน้านั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง

 

หลี่จวิ๋นรู้สึกว่าเข่าเริ่มอ่อนแรกลงในขณะที่ใบหน้ากลายเป็นสีซีด เขากล่าวด้วยริมฝีปากที่สั่น “ศิษย์……ศิษย์รู้ว่าศิษย์ทำผิด ผู้อาวุโสได้โปรดลงโทษด้วย”

 

ผู้อาวุโสซุนเยาะหยันอย่างเยือกเย็น “หลี่จวิ๋นไม่เคารพกฎของหอคัมภีร์ และรบกวนระเบียบของหอคัมภีร์ บทลงโทษของเจ้าคือ เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหอคัมภีร์เป็นเวลาหนึ่งปี หากเจ้าจะทักท้วงอะไร บอกให้อาจารย์เจ้ามาคุยกับข้า”

 

หลี่จวิ๋นจะพูดเรื่องนี้กับอาจารย์ของเขาได้อย่างไร? เขากล่าวอย่างอ่อนแรง “ศิษย์……ไม่มีข้อทักท้วง”

 

หอคัมภีร์ของพรรคเถียนซินนั้นครอบคลุมข้อมูลเกือบทั้งหมด ดูเหมือนในนี้จะมีหนังสือเกือบทุกชนิด การหาข้อมูล หรืออ่านเพื่อผ่อนคลาย สิ่งพวกนี้นั้นเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝน ดังนั้น การที่ไม่สามารถเข้ามาในหอคัมภีร์ได้ถึงหนึ่งปีนั้น สำหรับหลายๆคนแล้ว ถือว่าเป็นการลงโทษที่เลวร้ายกว่าการทรมานเสียอีก

 

หลังจากลงโทษหลี่จวิ๋นเสร็จ ผู้อาวุโสซุนจึงมองมาที่โหยวเสี่ยวโม่ คนถูกมองนั้นมีสีหน้าราวกับกำลังมองคนตายอยู่ รอยยิ้มปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าของผู้อาวุโสซุนและหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะกล่าวอย่างราบเรียบ “สำหรับเจ้า บทลงโทษสำหรับการทำให้หอคัมภีร์วุ่นวายคือ เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหอคัมภีร์เป็นเวลาสามวัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึง นี่ช่าง…….มีเมตตานัก มันไม่ทำให้เขาเจ็บปวดหรือรู้สึกคันแต่อย่างใด เขารีบกลับคืนสติและกุมมือเข้าหากันก่อนทำความเคารพขณะกล่าวอย่างสุภาพว่า “ขอรับ ท่านผู้อาวุโส”

 

ทุกคนตกตะลึง หากพวกเขาบอกไม่ได้ว่าผู้อาวุโสซุนกำลังลำเอียงเข้าข้างโหยวเสี่ยวโม่ หูของพวกเขาคงใช้การไม่ได้จริงๆ ผู้อาวุโสซุนที่โด่งดังในเรื่องความเคร่งครัดกลับเข้าข้างโหยวเสี่ยวโม่ นี่ช่างเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง!

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นถือว่ามีชื่อเสียงเล็กน้อยในพรรคเถียนซิน ทุกคนในสำนักยุทธ์และสำนักหลอมโอสถนั้นรู้จักชื่อของเขา ก่อนนี้นั้น แม้ว่าหลี่จวิ๋นจะไม่ได้พูดชื่อออกมา ทุกคนก็ยังคงสามารถจดจำโหยวเสี่ยวโม่ได้

 

แต่คนผู้นี้ซึ่งทุกคนมองว่าเป็นคนไม่สำคัญ กลับถูกผู้อาวุโสซุนแห่งหอคัมภีร์ชื่นชอบ ช่างเป็นข่าวที่น่าเหลือเชื่อ!

 

ประกายแห่งความดำมืดเกิดขึ้นภายในดวงตาของเจียงหลิว หลังจากรอให้ผู้อาวุโสซุนจากไป เขาจึงกล่าวกับโหยวเสี่ยวโม่ด้วยท่าทางเสียงใจ “ศิษย์พี่ใหญ่โหยว ข้าไม่รู้ว่าพี่ชายหลี่จะเป็นคนเช่นนี้ หากข้ารู้ว่าเขาจะทำเช่นนี้กับท่านมาก่อน ข้าคงไม่ปล่อยให้เขากล่าวโทษท่าน”

 

โหยวเสี่ยวโม่เผยรอยยิ้มอย่างฝืนๆออกมา “ไม่เป็นไร เจ้าคงจะไม่รู้”

 

“พี่ใหญ่โหยว ท่านไม่โทษข้ารึ?”

 

เจียงหลิวมองไปยังใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ขณะพูด

 

“ข้าไม่เคยโทษเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าไม่รู้ถึงเหตุการร์ นั้นจึงเป็นเหตุให้เจ้าพูดคำพูดเหล่านั้นออกไป โชคดีที่ความจริงเปิดเผยออกมาแล้ว!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหัว

 

“ดีจริง”

 

เจียงหลิวถอนหายใจออกมาทันที จากนั้นเขาจึงส่งม้วนคัมภีร์ที่เป็นปัญหาไปให้โหยวเสี่ยวโม่อย่างเอาใจ “พี่ชายโหยว ข้าให้ท่านดูคัมภีร์ม้วนนี้ก่อน ถือเป็นการขอโทษที่ข้าทำตัวผิดไป ท่านต้องรับมันไป มิเช่นนั้น ข้าจะถือว่าท่านไม่ยอมยกโทษให้”

 

“อา…..ก็ได้ คงไม่ดีหากข้าจะปฏิเสธ”

 

เมื่อเห็นว่าเจียงหลิวพูดอย่างจริงจัง โหยวเสี่ยวโม่จึงรับมันมาอย่างช่วยไม่ได้

 

ที่จริง เขาไม่ได้ต้องการดูคัมภีร์ม้วนนี้ขนาดนั้น ที่นี่ยังคงมีคัมภีร์สัตว์วิเศษระดับกลางอีกมากมายที่เขายังไม่ได้อ่าน เขาต้องการอ่านพวกนั้นก่อนในขณะที่รอให้ศิษย์คนอื่นๆอ่านเล่มของพวกเขาจบ เขากลับเดินมาเจอเจียงหลิวอย่างคาดไม่ถึง และทำให้เหตุการณ์พวกนั้นเกิดขึ้น

 

จากนั้น เจียงหลิวจึงจากไปก่อนหลังจากที่ไม่สามารถหาหนังสือสำหรับตนเองได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ยกคัมภีร์ที่เพิ่งได้รับมาขึ้น เขากล่าวว่าเขาไม่ได้ติดใจอะไรก็จริง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

 

แม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเจียงหลิวจะไม่สนิทกันนัก แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็มาจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มองถึงเรื่องที่ว่าเจียงหลิวไม่ได้พูดถึงความจริงที่ว่าหลี่จวิ๋นเป็นคนผิด ไม่เพียงแต่เจียงหลิวไม่ช่วยเขาเท่านั้น กลับกระทั่งรวมตัวกันเพื่อประนามเขา และขอให้เขากล่าวขอโทษอีกด้วย

 

แม้ว่าคำพูดพวกนั้นจะเป็นคำพูดขอความเห็นใจก็ตาม ในตอนนี้ เมื่อคิดดูดีๆแล้ว เขารู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง นั่นเป็นการผลักเขาให้ลงไปในกองไฟอย่างเห็นได้ชัด อา ในตอนนั้น ก้อนเนื้อขนาดใหญ่เติบโตขึ้นมาในใจเขาทันที

 

ส่วนการขอโทษภายหลังนั้น แม้ว่าเขาจะรับมันก็ตาม แต่บางสิ่งก็ยากที่จะลบเลือนได้เมื่อมันเคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจอย่างลับๆ หากเขาเห็นเจียงหลิวอีกครั้ง เขาจะต้องรักษาระยะห่างจากเจียงหลิวอย่างแน่นอน

 

เจียงหลิวไม่รู้เลยว่าขณะที่เขาจากไป ท่าทางเอาใจของเขาไม่ได้มีผลอะไรเลยแม้แต่น้อย

 

เมื่อกลับมายังตำหนักพสุธา โหยวเสี่ยวโม่จึงหดหู่เล็กน้อยที่เขาไม่สามารถไปที่หอคัมภีร์ได้เป็นเวลาสามวัน

 

ตั้งแต่ที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องดินแดนสวรรค์ เขาจึงอดทนรอที่จะไปขุดคุ้ยหอคัมภีร์ในไม่กี่วันไม่ได้ เขาต้องการข้อมูลบางอย่างอย่างเร่งด่วน

 

แต่เมื่อคิดถึงบทลงโทษหนึ่งปีของหลี่จวิ๋นแล้ว เขาจึงรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิมและ ไม่รู้สึกหดหู่อีกต่อไป

 

ในคืนนั้น โหยวเสี่ยวโม่ใช้เวลาสองชั่วโมงในการย่อยข้อมูลที่เขาเพิ่งจดจำมาอย่างรวดเร็วในหอคัมภีร์วันนี้ เช้าต่อมา ขณะที่เขาแกล้งทำเป็นกำลังตักน้ำสำหรับซักล้าง เขาจึงรู้ว่าข่าวของเหตุการณ์เมื่อวานถูกแพร่ขยายไปแล้ว

 

คนจำนวนมากกำลังพูดถึงผู้อาวุโสซุนลงโทษหลี่จวิ๋นอย่างโกรธเคือง และพูดเกี่ยวกับการที่ผู้อาวุโสซุนลำเอียงเข้าข้างโหยวเสี่ยวโม่อย่างไร แม้ว่าพวกเขาเกือบทั้งหมดไม่กล้าจะพูดออกมาอย่างเปิดเผยนัก พวกเขาก็ยังคงกระซิบเรื่องนี้ในหมู่พวกเขา เกือบทุกคนพูดว่าโหยวเสี่ยวโม่ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้

 

แต่แม้ว่าการลงโทษของผู้อาวุโสซุนจะเข้าข้างโหยวเสี่ยวโม่อย่างไร บทลงโทษที่เขาให้ไปนั้นก็ยังคงเป็นเหตุเป็นผลอยู่ดี หลี่จวิ๋นนั่นก็ทำลายกฎหลายๆข้อของหอคัมภีร์จริง ดังนั้นเขาสมควรถูกลงโทษหนึ่งปี

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้คาดเดาว่าผู้คนที่ชอบรู้เรื่องราวของคนอื่นในพรรคเถียนซินจะมหัศจรรย์เช่นนี้ ทุกครั้งที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเขา ข่าวจะถูกแพร่ไปอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ทำให้เขารู้สึกหดหู่อย่างมาก

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็คาดหวังเล็กๆว่าหลิงเซี่ยวจะกลับมาหาเขาหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ แต่เมื่อรอมาหนึ่งวัน และไม่เห็นแม้แต่เงาของหลิงเซี่ยว เขาคงจะโกหกหากเขาบอกว่าเขาไม่ผิดหวังเลย

 

แต่เขาไม่รู้ว่าเหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงไม่มาหาเขานั้น เป็นเพราะถังฟานสั่งหลิงเซี่ยวไม่ให้วิ่งมายังตำหนักพสุธาตลอดเวลา ในไม่กี่วันมานี้ ในฐานะของหลินเซี่ยว หลิงเซี่ยวจึงต้องทำตัวเป็น “ศิษย์” ที่น่ายกย่องของพรรค

 

สองวันต่อมา หลังจากโหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถระดับสองจำนวนมากเสร็จสิ้น เขาจึงตัดสินใจที่จะลองหลอมโอสถระดับสาม เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้หลอมโอสถระดับสาม