0 Views

บท 124 ข้อบาดหมาง

ฝั่งตะวันตกของหอคัมภีร์นั้นจะมีศิษย์จากสำนักยุทธ์มาเยือนเป็นประจำ จะไม่ค่อยเห็นผู้หลอมโอสถมาที่นี่เท่าไหร่

 

ในครั้งนี้ โหยวเสี่ยวโม่แปลกใจเนื่องจากวิญญาณของเขารับรู้ถึงผู้หลอมโอสถจำนวนมากภายใน แม้ว่าระดับจะไม่สูงมากก็ตาม พวกเขาอยู่ในระดับสาม ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเขาถึงรับรู้ระดับของพวกเขาได้นั้น ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน

 

เมื่อเดินเข้าไป โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเท่าไหร่นัก ทุกคนต่างถูกดึงดูดอยู่ในหนังสือหรือคัมภีร์ภายในมือของตนเอง ชั้นสองของหอคัมภีร์ฝั่งตะวันตกนั้นเงียบกริบ

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้าเข้าไปก่อกวนพวกเขา เขาเริ่มมองหาจากชั้นที่หนึ่ง ไม่นานนัก เขาก็หาชั้นหนังสือที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์วิเศษเจอ สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือ ชั้นหนังสือชั้นนั้นกลับว่างเปล่าเกือบทั้งหมด

 

เมื่อหันกลับไป เขาจ้องมองไปยังเหล่าศิษย์ที่กำลังอ่านอยู่ โหยวเสี่ยวโม่แปลกใจที่ค้นพบว่าหนังสือที่พวกเขาถืออยู่ในมือคือสิ่งที่เขากำลังหาอยู่พอดี เขาไม่คาดว่าจะมีคนจำนวนมากมองหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์วิเศษเช่นนี้ ดูเหมือนคนที่รอคอยดินแดนสวรรค์ไม่ได้มีเพียงแค่เขาสินะ

 

โชคดีที่พรรคเถียนซินคาดเดาสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว ดังนั้นที่นี่จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์วิเศษอยู่มากมาย ช่างโชคร้ายที่เนื่องจากสถานการณ์สุดพิเศษนี้ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยต้องการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้นำหนังสือออกนอกหอคัมภีร์ได้

 

โหยวเสี่ยวโม่หยิบคัมภีร์ออกจากชั้นหนังสือ จากนั้นเขาจึงนั่งลงไปยังโต๊ะที่ไม่มีคนจับจอง และค่อยๆคลี่ม้วนคัมภีร์ออก สิ่งที่เข้าสู่สายตาของเขาก็คือเสือดำที่มีแสงสว่างรอบๆดวงตาอยู่ในท่วงท่าดุร้าย เสือดำชั้นกลางที่รู้จักกันในนามเสือดำนัยน์ตาสีทองสุดแข็งแกร่ง มันเป็นสัตว์วิเศษระดับเจ็ด เมื่อมองต่อไปเรื่อยๆ พวกมันทั้งหมดเป็นสัตว์วิเศษระดับกลาง

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปยังคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมองมาทางเขา เขาจึงหุ้มมือทั้งสองของเขาด้วยพลังวิญญาณและเริ่มจดบันทึกข้อมูลบนคัมภีร์อย่างเงียบๆ

 

ทางลัดนี้มีเพียงผู้หลอมโอสถเท่านั้น เขาเคยชินกับมันแล้วในตอนที่เขาไปยังชั้นสามของหอคัมภีร์เมื่อครั้งก่อน ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าการใช้พลังวิญญาณในการจดจำสิ่งของเช่นนี้นั้นเหมือนกับใช้วิญญาณรับข้อมูลทั้งหมดของคัมภีร์เข้ามาและประทับมันไว้ภายในจิตใจลึกๆของเขา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด มันจะไม่มีทางถูกลืมได้

 

แต่วิธีจดจำนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน นั่นคือมันใช้พลังวิญญาณมหาศาล สำหรับคนธรรมดาแล้ว พลังวิญญาณของพวกเขาคงหมดลงก่อนที่พวกเขาจะจดจำหนังสือหรือคัมภีร์เพียงหนึ่งเล่มเสียอีก โชคดีที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่คนธรรมดา

 

หลังจากจดบันทึกคัมภีร์ม้วนแรกเสร็จแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงค้นหาม้วนที่สอง ในตอนนี้ เขาพบม้วนที่มีข้อมูลของสัตว์วิเศษระดับต่ำ สัตว์วิเศษระดับต่ำมีหลายประเภท ซึ่งคัมภีร์แบ่งออกเป็นห้าม้วนตามประเภทของสัตว์วิเศษ เนื่องจากคนที่หาข้อมูลของสัตว์วิเศษระดับต่ำนั้นมีน้อยกว่า ดังนั้นที่นั่นจึงมีคัมภีร์ทั้งชุดเหลืออยู่

 

แต่ห้าม้วนถือเป็นข้อมูลมหาศาล โหยวเสี่ยวโม่แบ่งมันเป็นสองส่วนในการจดจำ เขาเองก็ต้องการหาม้วนคัมภีร์ของสัตว์วิเศษระดับสูงเช่นกัน แต่เขาหาไม่เจอเลย หลังจากมองดูรอบๆ เขาเจอว่าม้วนคัมภีร์นั้นอยู่ในมือของศิษย์อีกคน แม้ว่าศิษย์คนนั้นจะเอาไปก่อน แต่เขายังไม่ได้มองมัน เพียงแค่นำมันไปไว้ข้างๆเท่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่ลอบมองไปยังศิษย์ที่ใส่ชุดสีขาวซึ่งนั่งตรงข้ามเยื้องๆกับเขา เขาเห็นว่าศิษย์ผู้นั้นกำลังจมอยู่กับหนังสือที่อยู่ในมือ ดวงตาของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปมองดูคัมภีร์ที่อยู่ข้างๆมือของศิษย์คนนั้น เขาย้ายตูดของเขาเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป จนกระทั่งพวกเขาทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน….

 

ศิษย์ผู้นั้นก็ยังคงดูจดจ่อและไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่กดเสียงให้ต่ำลง กระแอมและค่อยพูดอย่างแผ่วเบา “พี่ชาย ข้าขอโทษที่รบกวนท่าน”

 

หลี่จวิ๋นได้ยินบางคนพูดกับเขาจากด้านตรงข้าม เขาเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความแปลกใจ สิ่งที่เข้าสู่สายตาของเขาคือใบหน้ายิ้มกริ่มของโหยวเสี่ยวโม่ เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและกล่าวห้วนๆ “เจ้าต้องการอะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงจินตนาการของเขาหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าศิษย์ผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ยินดีที่เห็นเขาเท่าไหร่นัก แต่เขามั่นใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นศิษย์ผู้นี้

 

“ขอข้าดูคัมภีร์ที่อยู่ข้างๆท่านได้หรือไม่?”

 

“ไม่!”

 

หลี่จวิ๋นปฏิเสธทันที ในขณะนั้นเอง เขาวางหนังสือเล่มที่อยู่ในมือลงและหยิบคัมภีร์ขึ้นมาราวกับว่าเขากลัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จะหยิบไป

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าหลี่จวิ๋นหยิบคัมภีร์และปิดหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ลง จากนั้นศิษย์ผู้นั้นจึงคลี่คัมภีร์ออกมาและกล่าวอย่างใจแคบว่า “ข้ากำลังอ่านมันอยู่ในตอนนี้ ข้าให้เจ้ายืมไม่ได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่เพียงแค่ให้คำสามคำ หน้าไม่อาย! แต่เขาส่งมันลงไปในใจของเขา

 

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ เขาก็รู้ว่าศิษย์ผู้นี้ไม่ต้องการให้เขายืมคัมภีร์ หากเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ เขาคงต้องกลับไปเรียนใหม่แล้วละ เขาไม่เข้าใจเอาเสียเลย เนื่องจากเขาไม่เคยไปทำอะไรให้ศิษย์ผู้นี้มาก่อนเลยใช่ไหมนะ?

 

แต่เมื่อยืมคัมภีร์นั้นไม่ได้ เขาจึงรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยอยู่ภายใน ดูเหมือนเขาคงทำได้เพียงแค่กลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เท่านั้น

 

ในตอนที่เขาหยิบคัมภีร์บนโต๊ะและกำลังจะจากไป เสียงดีใจและแปลกใจก็ดังมาจากด้านหลัง เสียงไม่ดังนักแต่ก็ยังได้ยินอยู่เนื่องจากในภายหอคัมภีร์นั้นเงียบสงบ

 

“ศิษย์พี่โหยว?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าคุ้นเคยกับเสียงนี้ เขาหันกลับไปและพบว่าคนที่เรียกเขาก็คือคนที่เขาไม่ได้เจออีกเลยตั้งแต่การประเมิน เจียงหลิวนั่นเอง เขาแต่งตัวในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มซึ่งมีเพียงศิษย์ตำหนักสวรรค์เท่านั้นที่จะสวมใส่ได้ เช่นเดียวกับชุดคลุมของตำหนักพสุธา มีเพียงแต่สีของชุดคลุมของตำหนักพสุธาคือสีเขียว

 

เมื่อเห็นโหยวเสี่ยวโม่หันกลับมา เจียงหลิวจึงวิ่งเข้ามาหาอย่างยินดี ใบหน้าสวยงามของเขานั้นเป็นที่ดึงดูดสายตามาก อีกทั้ง ในฐานะที่เป็นศิษย์ที่โดดเด่นของตำหนักสวรรค์ คนเกือบทั้งหมดจึงจำเขาได้

 

“น้องชายเจียง เจ้าเองก็มาอ่านหนังสือรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยินดีมากที่ได้เจอเจียงหลิว

 

แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ เขารู้สึกถึงสายตาเหยียดหยามจ้องมายังเขา คาดว่าพวกเขาคงคิดว่า มาหอคัมภีร์ จะทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือกัน? แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติกับมันเลย

 

เจียงหลิวดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตอะไรเลย เพียงแค่นั่งลงข้างๆเขา สายตาของเจียงหลิวมองผ่านๆไปยังคัมภีร์ที่อยู่ในมือของโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงพูดว่า “ใช่ๆ อา ดินแดนสวรรค์กำลังจะเปิดในอีกสามเดือน ดังนั้นอาจารย์จึงให้ข้าเข้ามาที่หอคัมภีร์เพื่อหาข้อมูลสัตว์วิเศษ มิเช่นนั้น หากข้าไม่สามารถแยกแยะสัตว์วิเศษได้ในตอนที่ข้าเข้าไปยังดินแดนสวรรค์ นั่นคงจะน่าอายเป็นแน่”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยินดีกับเจียงหลิว ดังนั้นเขาจึงยกคัมภีร์ในมือขึ้น “นี่เป็นคัมภีร์ของสัตว์วิเศษระดับต่ำ เจ้าเอาไปได้เลยหากต้องการ”

 

เจียงหลิวปฏิเสธอย่างคาดไม่ถึง เขามองดูหน้าเจื่อนๆและกล่าวว่า “ไม่จำเป็น ข้าอ่านพวกมันแล้ว ข้ากำลังหาข้อมูลของสัตว์วิเศษระดับสูง”

 

หากโหยวเสี่ยวโม่ฟังให้ดีๆ เขาจะได้ยินความหยิ่งยะโสปนอยู่ในน้ำเสียงด้วย และวิธีในการพูดของเจียงหลิวนั้นราวกับมาจากคนที่อัธยาศัยดีอย่างกับสามารถจะเข้ากับใครๆก็ได้ แต่ในความเป็นจริง นี่คือบรรยากาศของคนที่เห็นตนเองเป็นสำคัญ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังเขาด้วยความประหลาดใจ เจียงหลิวอ่านมันหมดแล้ว เช่นนั้นทำไมเขาถึงต้องพูดว่าเขาจะไม่สามารถแยกแยะสัตว์วิเศษได้ อะไรเทือกนั้น? แต่เมื่อคิดดูอีกที โหยวเสี่ยวโม่เดาว่าเจียงหลิวคงจะหมายถึงสัตว์วิเศษระดับสูง ดังนั้นเขาจึงปล่อยมันไป

 

โหยวเสี่ยวโม่บอกแก่เจียงหลิวด้วยความเสียใจว่า “น้องชายเจียง เจ้ามาช้าไปก้าวนึง ข้อมูลของสัตว์วิเศษระดับสูงนั้นถูกจับจองโดยคนอื่นไปหมดแล้ว”

 

“งั้นรึ อา!”

 

คิ้วสวยของเจียงหลิวขมวดลงเล็กน้อย ทันใดนั้น เขาเห็นว่าหลี่เจวิ๋นที่อยู่อีกฝั่งกำลังมองคัมภีร์สัตว์วิเศษระดับสูงอยู่ ดวงตาของเขาเปล่งประกายในขณะที่พูด “พี่ชาย ข้าขอดูคัมภีร์ที่อยู่ในมือท่านได้รึไม่?”

 

หลี่จวิ๋นสังเกตเห็นเขามาสักพักแล้ว แน่นอนว่าเขารู้ว่านี่คือเจียงหลิวจากตำหนักสวรรค์ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาจึงยิ้มประจบขณะส่งคัมภีร์ที่อยู่ในมือให้กับเจียงหลิว “แน่นอน”

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เบิกกว้าง เขากล่าวกับหลี่จวิ๋นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พี่ชาย ข้าเพิ่งขอยืมมันจากท่าน และท่านกล่าวว่าท่านต้องการอ่านมันมิใช่รึ?”

 

หลี่จวิ๋นดูไม่พอใจขึ้นมาทันที และมองมาทางโหยวเสี่ยวโม่อย่างเยือกเย็น กล่าวอย่างไม่ยินดีว่า “คัมภีร์นี้เป็นของข้า ข้าสามารถให้ใครก็ได้ที่ข้าต้องการ หรือเจ้าจะบอกว่าข้าต้องขอคำอนุญาตจากเจ้ากันละ?”

 

“คัมภีร์นี้….. มิใช่ว่าเป็นของพรรคเถียนซินรึ? มันเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พึมพำอย่างไม่มีความสุข เขารู้สึกตัวว่าคนผู้นี้มุ่งเป้ามาที่เขา

 

“เจ้าพูดว่าอะไร? คนอย่างเจ้าสามารถพูดกับพี่ใหญ่อย่างข้าได้งั้นรึ?”

 

จู่ๆ หลี่จวิ๋นก็โกรธขึ้นมา เขาตบโต๊ะดัง *เปรี้ยง* เสียงดังสนั่น รบกวนคนอื่นๆ สายตาไม่พอใจเริ่มจ้องมาทางพวกเขา

 

เจียงหลิวกระโดดเข้ามาอย่างกับผู้รักษ์สันติ เขายิ้มขณะกล่าว “พี่ชายทั้งสอง ไม่ต้องทะเลาะกัน ที่นี่เป็นหอคัมภีร์ พวกเราถูกห้ามไม่ให้ส่งเสียงดัง มิเช่นนั้นพวกเราจะถูกขับไล่ออกไป เราถอยกันคนละก้าวเป็นไร?”

 

เมื่อพูดจบ เขาจึงหันมาทางโหยวเสี่ยวโม่และกล่าวว่า “ศิษย์พี่โหยว รีบๆขอโทษพี่ชายคนนี้สิ”

 

หลี่จวิ๋นส่งเสียงเยาะเย้ยอย่างเยือกเย็นโดยไม่รอให้โหยวเสี่ยวโม่พูด “ข้าไม่กล้าให้น้องชายโหยวผู้ยิ่งใหญ่กล่าวขอโทษหรอก”

 

ทั้งสองคนส่งเสียงโต้ตอบไปมาราวกับจะบ่งบอกว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นฝั่งผิด ไหนคือการถอยคนละก้าวไง? คำพูดสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่านำความผิดมาลงที่โหยวเสี่ยวโม่ คนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรต่างถูกสองคนนั้นหลอกในทันที สายตาสาปแข่งถูกส่งมาที่โหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่โกรธด้วยคำพูดของหลี่จวิ๋น เขาไม่ได้เป็นคนผิด ทำไมเขาจึงต้องขอโทษด้วย? อย่าคิดว่าเขาไม่มีขีดโมโหหรือถูกกลั่นแกล้งได้ง่ายๆนะ คำสุภาษิตกล่าวว่า สุนัขที่หมดหวังย่อมกระโดดข้ามกำแพง (ประมาณหมาจนตรอก?)

 

“ทำไมข้าต้องขอโทษเขาด้วย? เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนผิด”

 

ไม่มีใครรู้ว่า เมื่อได้ยินคำพูดพวกนี้ ริมฝีปากของเจียงหลิวเริ่มยิ้มอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าความสนใจของทุกคนมุ่งไปที่โหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็น

 

หลี่จวิ๋นโกรธแต่ก็หัวเราะออกมา เพียงแต่มันเป็นเสียงหัวเราะเยียบเย็น และเขาตะโกนออกมาเสียงดัง “ดี เจ้าคิดว่าทุกคนอยู่ใต้เจ้าหมดเลยสินะ โหยวเสี่ยวโม่ ในวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนที่อาจารย์ของเจ้า โทษฐานไม่เคารพศิษย์พี่”

 

เมื่อกล่าวจบ เขาเปลี่ยนท่าทางการยืนราวกับว่าเตรียมพร้อมจะตีโหยวเสี่ยวโม่อย่างหนัก

 

บางคนเดินเข้ามาจากทางประตูของหอคัมภีร์ด้วยความประหลาดใจของทุกคน ใบหน้าของคนผู้นั้นสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง เขามองดูกลุ่มคนที่ส่งเสียงอึกทึก และส่งเสียงตำหนิพวกเขา “นี่มันอะไร? เจ้าไม่รู้รึไงว่าห้ามตะโกนหรือโวยวายในหอคัมภีร์?”