0 Views

บท 123 โอกาสที่สอง

ฟางเฉินเล่อไม่ได้สังเกตเห็นถึงท่าทางแปลกๆของโหยวเสี่ยวโม่ ฟูจื่อหลินเองก็ด้วย เนื่องจากพวกเขาปรารถนาสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟูจื่อหลิน ดวงตาของเขาเปล่งประกาย เขานั้นมักจะไม่ชอบความจริงที่ว่าเขาไม่มีพลังปกป้องตนเอง

 

แม้ว่าผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์จะมีความผูกพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันก็จริง แต่ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่หนทางเดียวของผู้หลอมโอสถ พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเลือกเส้นทางนี้เนื่องจากพวกเขามีตัวเลือกที่ดีกว่า

 

สัตว์วิเศษคือตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับพวกเขา นี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ผู้หลอมโอสถที่มีชื่อเสียงเกือบทุกคนจะเลือกสัตว์วิเศษมาเป็นผู้พิทักษ์ของเขา ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ มีคำกล่าวที่ว่า หัวใจมนุษย์นั้นคาดเดาไม่ได้

 

บางครั้ง แม้แต่คนที่ร่วมหมอนกับเราก็สามารถทรยศเราได้ แล้วคนที่อยู่ข้างเราเพียงเพื่อผลประโยชน์จะไว้ใจได้รึ ดังนั้นมันคงจะดีกว่าหากเลือกที่จะผูกมัดสัตว์วิเศษแทนที่จะต้องมานั่งกังวลและเคร่งเครียดทุกวัน

 

การผูกมัดสัตว์วิเศษนั้นเป็นความสามารถที่สองของผู้หลอมโอสถ ความสามารถนี้มีเพียงผู้หลอมโอสถเท่านั้นที่ทำได้เนื่องจากพวกเขามีพลังวิญญาณ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์จึงไม่มีความสามารถนี้

 

กุญแจสำคัญในการผูกมัดสัตว์วิเศษคือพลังวิญญาณ ยิ่งพลังวิญญาณอ่อนโยนและแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากเท่านั้น แต่โอกาสสำเร็จนี้สามารถใช้ได้กับสัตว์วิเศษที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น สำหรับสัตว์วิเศษระดับสูง พวกมันส่วนใหญ่พลังตื่นแล้ว ทำให้ผูกมัดยากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือผูกมัดพวกมันก่อนที่พลังจะตื่นขึ้น นั่นก็คือเวลาก่อนที่พวกมันจะเติบโตขึ้นเป็นสัตว์วิเศษระดับสูง มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะสามารถผูกมัดสัตว์วิเศษระดับสูงได้

 

เมื่อสัตว์วิเศษถูกผูกมัด ตราประทับของพลังวิญญาณจะถูกสร้างขึ้นภายในร่างกายของสัตว์วิเศษ ตราประทับประเภทนี้สามารถบังคับสัตว์วิเศษไม่ให้พวกมันหันกลับมาทำร้ายผู้หลอมโอสถได้ เช่นนี้เอง วิธีนี้จึงดีกว่ารับผู้ฝึกยุทธ์มาเป็นคู่เคียงข้าง ผู้หลอมโอสถเองก็ไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับการหักหลังด้วย

 

แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถหาสัตว์วิเศษมาได้ง่ายๆเพียงแค่รู้สึกต้องการมัน เนื่องจากผู้หลอมโอสถระดับสูงเท่านั้นจึงสามารถผูกมัดสัตว์วิเศษระดับสูงได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ที่มีสัตว์วิเศษระดับสูงในทวีปหลงเซี่ยวจึงเป็นผู้หลอมโอสถระดับสูง

 

อีกทั้ง ไม่ใช่ผู้หลอมโอสถระดับสูงจะสามารถมีสัตว์วิเศษได้ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสายเลือด สัตว์วิเศษระดับสูงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการให้กำเนิดผู้สืบทอด ไม่เหมือนกับสัตว์วิเศษระดับต่ำ

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เนื่องจากคู่มือและสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้หลอมโอสถผูกมัดสัตว์วิเศษนั้นอยู่ในชั้นสามของหอคัมภีร์ และเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะขึ้นไปยังชั้นสามของหอคัมภีร์ได้

 

เขาไปที่นั่นเพียงครั้งเดียว แถมมีเวลาจำกัดแค่สองชั่วโมง เขาจึงไม่มีเวลาพอที่จะมองหาหนังสือเล่มอื่น อีกทั้งที่นั่นมีหนังสือมากมายเสียจนกระทั่งหากเขาต้องการจะหามันจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าเขาจะหาพวกมันเจอในเวลาที่จำกัด

 

หลังจากที่สงบลงแล้ว โหยวเสี่ยวโฒ่จึงถามคำถามของเขาต่อไป “ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วพวกเคล็ดลับและอาวุธเล่า? หรือว่าดินแดนสวรรค์สามารถผลิตเคล็ดลับและอาวุธได้ด้วยตัวมันเอง?”

 

“ไม่ใช่เช่นนั้น”

 

ฟางเฉินเล่อหัวเราะด้วยความประหลาดใจในคำถามของโหยวเสี่ยวโม่ เคล็ดลับและอาวุธนั้นถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ แน่นอนว่าพวกมันไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้เอง “ดินแดนสวรรค์นั้นจริงๆแล้วเป็นโลกเล็กๆ ตำนานกล่าวว่า ในช่วงโบราณ ผู้มีพลังแข็งแกร่งคนหนึ่งเปิดช่องมิตินี้ขึ้นมา เขารวบรวมทั้งผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์มากมายไว้ที่นั่น แต่บางอย่างเกิดขึ้นทำให้พวกเขาตาย ผู้มีพลังแข็งแกร่งผู้นั้นเองก็รับเคราะห์กับความหายนะด้วยเช่นกัน แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

เมื่อพูดถึงมิติ โหยวเสี่ยวโม่คิดถึงมิติของหลิงเซี่ยวขึ้นมาทันที

 

หากจะพูดจริงๆแล้ว ในวันที่พวกเขาออกจากเมืองฮันจี หลิงเซี่ยวกลับทำให้เขาตกตะลึง เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าหลิงเซี่ยวเองก็มีมิติเป็นของตนเองด้วย อีกทั้ง มิตินั้นยังคงใหญ่กว่าของเขาจนเขามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลย

 

เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างแล้ว ก็คงจะเป็นทะเลสาบและสิ่งมีชีวิต มิติของเขามีทะเลสาบที่มีน้ำวิเศษ มิติของหลิงเซี่ยวไม่มีทะเลสาบก็จริง แต่มีสิ่งมีชีวิต อีกทั้งความเข้มข้นของพลังจิตวิญญาณยังคงสูงมาก แน่นอนว่าเป็นที่ที่เหมาะสมกับการฝึกฝนและบ่มเพาะสมุนไพรมาก

 

ในตอนนั้นเองโหยวเสี่ยวโม่จึงเข้าใจว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงไม่ได้สนใจมิติของเขา เนื่องจากมิติของหลิงเซี่ยวนั้นใหญ่กว่าของเขาไม่รู้กี่เท่า ดังนั้น ก่อนหน้านี้เขากลับกังวลโดยไร้เหตุจริงๆ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงมีมิตินั้น คนโง่ผู้นี้เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์ละก็จะไม่รู้อะไรเลย เขาเพียงแค่คาดเดาว่าหลิงเซี่ยวคงจะโชคดีเหมือนเขาที่มีมิติส่วนตัว

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วดินแดนสวรรค์นี่จะเปิดเมื่อใด?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างเต็มไปด้วยความหวัง

 

“จากข้อมูลที่ได้รับมา ดินแดนสวรรค์จะเปิดในอีกสามเดือนข้างหน้า หากศิษย์น้องต้องการจะไป เจ้าต้องฝึกฝนให้หนัก”

 

ฟางเฉินเล่อรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่สนใจดังนั้นเขาจึงไม่ปิดบังความจริง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนในพรรคเถียนซินรู้กันดีอยู่แล้ว มีเพียงแค่ศิษย์น้องที่รักการเก็บตัวเท่านั้นที่ไม่รู้

 

สามเดือนที่จริงก็ถือว่าเป็นเวลานาน โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าในอีกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนเสียอีก

 

แต่คำพูดสุดท้ายของฟางเฉินเล่อทำให้เขารู้สึกกังวลอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงถาม “ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมข้าต้องฝึกฝนให้มากขึ้นเล่า? หรือว่าข้าไม่สามารถเข้าไปได้?”

 

ฟางเฉินเล่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่กังวลและกระวนกระวายอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงปลอบใจโหยวเสี่ยวโม่ “เจ้าไม่ต้องกังวลไป ศิษย์น้อง ที่จริง ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ไปเลยเสียทีเดียว อ้างอิงจากกฎที่มีมายาวนานของพรรคเถียนซิน เพียงแค่ผู้หลอมโอสถระดับสามมีสิทธิ์ที่จะไปได้ ถ้าพูดตามตรง หากเจ้าต้องการไป เจ้าต้องกลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามให้ได้ภายในสามเดือนนี้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ในใจทันที ขอบคุณพระเจ้า แม้ว่าเขาจะยังไม่ใช่ผู้หลอมโอสถระดับสามในตอนนี้ แต่สามเดือนก็เพียงพอแล้ว เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถทะลวงผ่านไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆนี้

 

“ศิษย์น้อง เจ้าไม่จำเป็นต้องท้อแท้ เจ้ายังคงมีเวลาอีกสามเดือน แม้ว่าจะกระชั้นไปหน่อยก็ตาม แต่หากเจ้าพยายามให้ถึงที่สุด ศิษย์พี่ใหญ่เชื่อว่าเจ้าสามารถทำได้ ในตอนนั้น ศิษย์พี่ใหญ่จะช่วยเจ้า โน้มน้าวอาจารย์ให้นำเจ้าไปด้วย….”

 

ฟางเฉินเล่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่ดีใจหรือเสียใจ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่คงต้องเศร้าใจอยู่แน่ๆ เขาจึงสัญญาจะให้ที่ว่างกับโหยวเสี่ยวโม่ มีบางอย่างที่เขาไม่ได้เปิดเผยให้แก่โหยวเสี่ยวโม่  นั่นก็คือ แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะกลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้ไปแน่นอนเนื่องจากมีผู้คนมากเกินไปที่ต้องการจะไปที่ดินแดนสวรรค์ ดังนั้น ที่ว่างสำหรับตำหนักพสุธาคือหกคนเท่านั้น

 

เขาและจื่อหลินต้องใช้สองที่ว่างอย่างแน่นอน เนื่องจากพวกเขาคือความหวังของอาจารย์ ดังนั้นอาจารย์จะต้องให้ที่ว่างแก่พวกเขาอย่างแน่นอน แต่นั่นไม่เหมือนกับศิษย์น้อง เขารู้สึกได้ว่าอาจารย์ไม่ค่อยชอบศิษย์น้องเท่าไหร่นัก ที่ว่างอีกสี่ที่ที่เหลือนั้นมีค่ามาก อาจารย์จะต้องไม่ให้มันแก่ศิษย์น้องแน่ๆ

 

“ข้าเองก็จะช่วยด้วย”

 

ในตอนนั้นเอง คนที่เงียบมาตลอดอย่างฟูจื่อหลินกลับพูดตัดบทขึ้นมา

 

ทั้งสองคนมองมาที่เขาอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นว่าฟูจื่อหลินพูดอย่างจริงจังกับโหยวเสี่ยวโม่ “ข้าติดหนี้เจ้าหนึ่งครั้งในเรื่องของเขาอวิ๋นซุย ข้าจะต้องช่วยให้เจ้าได้ที่ว่างนี้จากอาจารย์ถือเป็นการจ่ายชดใช้หนี้นั้น”

 

“จื่อหลิน เราไปขอร้องอาจารย์พร้อมๆกันเถอะ”

 

ฟางเฉินเล่อส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เขารู้ว่าจื่อหลินคิดอย่างจริงจังว่าเขาติดค้างศิษย์น้อง ดังนั้นเขาจึงไม่ทะเลาะกับจื่อหลิน แต่มันก็ยังคงปลอดภัยกว่าหากจะไปคุยกับอาจารย์ด้วยกันทั้งสองคน อย่างไรก็ตาม ที่วางสำหรับดินแดนสวรรค์ก็สำคัญมาก ท่านลุงอีกสองคนที่เหลือเองก็มีศิษย์มากมายเช่นกัน

 

ฟูจื่อหลินไม่ปฏิเสธ แถมยังเห็นด้วยกับคำพูดของฟางเฉินเล่ออีก เขาเองก็คิดเช่นเดียวกับฟางเฉินเล่อเช่นกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ บุคคลที่ทำให้คนอื่นเป็นกังวลรู้สึกละอายใจเมื่อได้ยินที่ทั้งสองพูดคุยกัน เขาคิดว่า เขาเพียงแค่ต้องกลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสามเท่านั้นเอง ดูเหมือนว่ามันจะมีรายชื่ออยู่ด้วย แต่เขาก็ขอบคุณดาวแห่งโชคของเขา โชคดีที่ศิษย์พี่รองติดค้างเขาอยู่

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกละอายเล็กน้อย…..

 

โหยวเสี่ยวโม่จากศิษย์พี่ทั้งสองที่จตุรัสตำหนักพสุธา และรีบกลับเข้าห้อง

 

แม้ว่าเขาจะเสียใจที่ไม่สามารถพบเจอหลิงเซี่ยวได้ก็ตาม แต่หลังจากได้รับข้อมูลสำคัญมา เขาก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดถึงเรื่องอื่น เมื่อคิดว่าในช่วงเวลาสั้นๆนี้คงไม่มีใครมาหาเขาหรอก เขาจึงเข้าไปในมิติ

 

สมุนไพรวิเศษในมิติที่เพิ่งกำลังปลูกได้เพียงสองวันก่อน แต่พวกมันก็แตกยอดขึ้นมาแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูหนึ่งครั้ง และตรงเข้าไปยังกระท่อมไม้หลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ข้างๆทะเลสาบ สิ่งแรกที่เขาเห็นตั้งแต่เข้ามาในมิติก็คือไข่สัตว์วิเศษระดับแปดที่เขาวางไว้บนโต๊ะ

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปหามัน และถือไข่สัตว์วิเศษระดับแปดขึ้นมาไว้ในมือ เขามองดูมัน และกลับร้องออกมาด้วยความตกใจในทันที

 

เขาไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงจินตนาการของเขาหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าเปลือกภายนอกของไข่ใบนี้ดูเหมือนจะสว่างขึ้น ในตอนนั้น เปลือกของไข่สัตว์วิเศษมีสีเทาขี้เถ้า และถูกห่อหุ้มด้วยบรรยากาศไร้ชีวิต ราวกับว่าไข่ใบนี้ตายไปแล้ว ในตอนนี้ เขาสามารถรู้สึกถึงเสียงหัวใจเต้นที่ดังออกมาจากภายในไข่ได้ แข็งแกร่งและมีพลัง ราวกับว่ามันเติบโตมาอย่างดี

 

การเต้นของหัวใจ นี่หมายความว่าสัตว์วิเศษตัวน้อยๆกำลังจะฟักออกมารึ?

 

โหยวเสี่ยวโม่ผู้ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์วิเศษกำลังมึนงง ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเพิ่มความรู้ในด้านสัตว์วิเศษเสียแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาเองก็อ่านหนังสือในชั้นสองของหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกมามากมาย แต่เขาก็ยังคงไม่เจอหนังสือเกี่ยวกับสัตว์วิเศษเลย หรือว่าพวกมันจะอยู่ในฝั่งตะวันตกกันนะ?

 

การกระทำย่อมดีกว่าคำพูด โหยวเสี่ยวโม่วางไข่ในมือลงทันทีและออกจากมิติไป

 

เนื่องจากการขโมยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ไปถึงหอคัมภีร์ เขาเห็นกลุ่มผู้คุ้มกันชุดเกราะสีเงินกำลังเดินตรวจตราอยู่รอบๆหอคัมภีร์

 

เมื่อเขาเข้าไปเข้า ผู้คุ้มกันชุดเกราะสีเงินก็หยุดเขาไว้ โชคดีที่เขาไม่ได้ถูกไล่ เมื่อรู้ว่าเขาเป็นศิษย์ตำหนักพสุธา และเขาต้องการเข้าไปในหอคัมภีร์ระดับสอบ ผู้คุ้มกันจึงปล่อยให้เขาเข้าไป

 

เมื่อเดินเข้าไปภายในหอคัมภีร์ ชายแก่ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะ พอเห็นเขา ชายแก่กลับไม่โยนแผ่นป้ายให้เขาเหมือนเมื่อก่อน ในทางกลับกัน ชายแก่กลับเตือนไม่ให้เขาอยู่ที่หอคัมภีร์นานเกินไปก่อนจะให้แผ่นป้ายแก่เขา

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าชายแก่หมายความว่าอย่างไร ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าก่อนจะรับแผ่นป้ายมาและมุ่งหน้าไปยังฝั่งตะวันตก