0 Views

บท 122 เรื่องใหญ่สองเรื่อง

สมุนไพรระดับสองคุณภาพต่ำสามขวดสามารถขายได้ในราคาหลายหมื่นตำลึงทอง

 

หากเป็นเมื่อไม่กี่วันก่อน โหยวเสี่ยวโม่คงไม่ใจกว้างพอที่จะให้โอสถหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดกับหลิงเซี่ยวหรอก แต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องขายโอสถเพื่อหาเงินอีกต่อไป อีกทั้ง เขาจะไม่ขาดโอสถคุณภาพพวกนี้อีกต่อไป หากเขาต้องการจะขายโอสถจริงๆ โอสถคุณภาพสูงนั้นคุ้มกว่ายิ่งกว่าเสียอีก

 

แต่แผนการของเขาก็คือ ในไม่ช้า เขาจะลองหลอมโอสถระดับสามดู

 

ในช่วงนี้เขารู้สึกว่าพลังวิญญาณของเขามีเหลือเฟือ การหลอมโอสถระดับสองเองก็เป็นไปได้อย่างราบรื่นราวกับเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆเลย ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับว่าเขาเคยรู้สึกมาก่อนหน้านี้ในช่วงที่เขาเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับสองมา

 

โหยวเสี่ยวโม่เป็นศิษย์ของตำหนักพสุธาแล้ว แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะถูกห้ามไม่ให้เดินเข้าไปในสำนักยุทธ์

 

คนที่หยุดเขาไว้คือชายสวมใส่ชุดเกราะสีเงินหน้าตาเคร่งเครียดสองคน เขาเห็นเกราะสีเงินนี้มาก่อน ในครั้งที่เขาไปภูเขาอู๋ซ่วง ผู้คุ้มกันที่เดินตรวจตราก็ใส่ชุดเกราะแบบเดียวกัน

 

ชุดเกราะสีเงินนั้นควรจะให้ความรู้สึกเยือกเย็น แต่ก็มีพลังอำนาจมากเช่นกัน คนพวกนี้ไม่ใช่ศิษย์จากสำนักยุทธ์ พวกเขาคือกลุ่มคนที่คอยคุ้มกันประมุขกรรค ทุกๆคนอยู่ในระดับสุริยันขึ้นไป และจงรักภักดีต่อประมุขพรรคเท่านั้น หากไม่มีการประกาศจากประมุขพรรค ก็ไม่มีใครสามารถออกคำสั่งพวกเขาได้

 

เมื่อถึงตอนนี้ คนที่คุมพรรคเถียนซินอยู่ก็คือประมุขพรรคถังฟาน แม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสจะมีอำนาจในการพูดก็ตาม แต่พวกเขาไม่มีอำนาจที่แท้จริง

 

หลังจากที่หยุดโหยวเสี่ยวโม่ ผู้หนึ่งที่ใส่ชุดเกราะสีเงินจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังทำธุรกิจอยู่ “ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าได้ หากไม่มีคำสั่งจากท่านประมุขหรือผู้อาวุโส”

 

“แต่….ข้าเพียงแค่ต้องการพบศิษย์พี่ใหญ่หลิง”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปที่ชายหนุ่มกำยำทั้งสอง ท่าทางของพวกเขาดูเหมือนไม่มีช่องว่างให้กับการสนทนาเสียเลย เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย และเกิดความสงสัยขึ้นมา พรรคเถียนซินไม่เคยเข้มงวดมาก่อน ทำไมเพียงแค่เขาออกไปไม่กี่วัน สถานการณ์ถึงได้เป็นเช่นนี้? เขาจำได้ว่าไม่มีกฎข้อไหนที่เกี่ยวกับสำนักยุทธ์และสำนักผู้หลอมยาเช่นนี้มาก่อน

 

“ไม่”

 

ชายชุดเกราะสีเงินกล่าวอย่างไม่เห็นใจ

 

แม้ว่าคนที่เหลือจะไม่ได้พูดอะไร แต่ด้วยท่าทางแข็งๆของพวกเขาแล้ว คำตอบก็คงออกมาไม่แตกต่างกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้แต่ยอมแพ้ เขาหันหลังและเดินกลับไปยังตำหนักพสุธาด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว

 

ขณะที่กำลังเดินอยู่ เขารุ่นคิดเกี่ยวกับสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในพรรคเถียนซิน หากไม่มีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น แล้วทำไมการคุ้มกันจึงแน่นหนาเช่นนี้? เขาคิดกลับไปถึงเมื่อสองวันที่แล้ว ขณะที่เขาและหลิงเซี่ยวเจอศิษย์จากสำนักยุทธ์ ในตอนนั้นทั้งสองดูเหมือนจะพูดว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงขอให้หลิงเซี่ยวไปพบประมุขพรรคให้ไวที่สุด

 

แต่ในตอนนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ อีกทั้ง เขาไม่ได้ยินข่าวอีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น ศิษย์ตำหนักพสุธาเองก็ยังคงทำตัวปกติ ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้รู้ตัวอะไรเลย เขาเพียงแค่คาดเดาว่าหลิงเซี่ยวยุ่งกับภารกิจบางอย่างดังนั้นจึงมาหาเขาไม่ได้เท่านั้น

 

ในตอนนี้ดูเหมือนบางอย่างที่ใหญ่เกิดขึ้นมา หากไม่มีมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น พวกเขาคงไม่หาผู้คุ้มกันมาปกป้องทางขึ้นไปภูเขาอู๋ซวงเช่นนี้

 

“เอ๋? นั่นศิษย์น้องมิใช่รึ?”

 

ในขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด เสียงสงสัยปนความดีใจดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้งก่อนจะรู้สึกว่าน้ำเสียงนี้คุ้นๆ  เขาหันกลับไปและเห็นว่าคนที่เรียกเขาคือศิษย์พี่ใหญ่ฟางเฉินเล่อและศิษย์พี่รองฟูจื่อหลิน ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากเขาอวิ๋นซุย และมาเจอเขาที่นี่โดยบังเอิญ

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินตรงไปหาพวกเขาทันที และกล่าวอย่างยินดี “ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง พวกท่านลงมากันแล้ว ข้ารอพวกท่านทั้งสองมาสองวันเต็มแล้ว”

 

เมื่อได้ยินว่าเขารอมาสองวันแล้ว ฟางเฉินเล่อจึงหัวเราะ และกล่าว “มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ช่วงสองสามวันมานี้ค่อนข้างยุ่งเหยิง พวกเราถูกท่านลุงเยว่เรียกตัวไปเมื่อหกวันก่อน และยุ่งมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกเราเพิ่งจะได้พักก็คราวนี้เอง แต่ก็ต้องกลับขึ้นเขาอวิ๋นซุยพรุ่งนี้”

 

“ทำไมถึงยุ่งขนาดนี้กัน? มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ยังคงดีๆอยู่หรอกรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างแปลกใจ

 

“ศิษย์น้อง ตั้งแต่ตอนที่เจ้ากลับมาจนกระทั่งตอนนี้ เจ้าไม่ได้ยินมาบ้างเลยรึ?”

 

ฟางเฉินเล่อเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่ แต่หลังจากคิดดูแล้ว สิ่งนั้นเกิดขึ้นเมื่อหกวันก่อน ในตอนนั้น น้องชายโหยวไม่ได้อยู่ที่พรรคเถียนซิน แต่ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่กลับมา ทุกคนก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมการในส่วนของตนเอง โดยไม่รู้เลยว่าศิษย์น้องของเขาไม่รู้เลย

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้คาดว่าเพียงช่วงเวลาไม่กี่วันที่เขาไม่อยู่จะมีบางอย่างเกิดขึ้น

 

ฟางเฉินเล่อลูบบ่าเขาและกล่าวว่า “มาคุยไปเดินไปดีกว่า”

 

ด้วยความที่เป็นคนเงียบๆ โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากนัก ดังนั้นเขาจึงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่ศิษย์พี่ใหญ่กำลังจะพูด เมื่อได้ยินคำพูดของฟางเฉินเล่อ เขาจึงรีบตามทั้งสองไปตามทางเดินอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ต่อต้านอะไร

 

“ในช่วงที่เจ้าไม่อยู่ที่นี่ มีสิ่งใหญ่ๆเกิดขึ้นสองสิ่ง สิ่งแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับพรรคเถียนซิน เมื่อหกวันก่อน คืนที่สองที่เจ้าและหลิงเซี่ยวจากพรรคเถียนซินไป บางอย่างถูกขโมยออกจากหอคัมภีร์ไป คาดว่าน่าจะเป็นบางสิ่งที่สำคัญมากถูกขโมย ท่านประมุขโกรธอย่างมาก และสั่งให้ศิษย์ไม่สามารถเดินออกไปด้านนอกได้ในตอนกลางคืน ผู้คุมถูกส่งไปยังทางเข้าต่างๆ แต่โจรคงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นสำนักผู้หลอมโอสถจึงไม่เกี่ยวข้องด้วยเท่าไหร่”

 

ฟางเฉินเล่อทิ้งระยะสักพัก และเริ่มอธิบายต่อ

 

ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ตำหนักพสุธา หากการโจรกรรมมีขึ้นที่หอคัมภีร์จริง นั่นก็ค่อนข้างน่าแปลกใจ

 

เท่าที่เขารู้ หอคัมภีร์นั้นอันตรายยิ่งกว่าสระน้ำของมังกรหรือรังของเสือเสียอีก ไม่เพียงแค่มีม่านคุ้มกันภายใน ยังคงมีผู้ที่เก่งกาจจากพรรคเถียนซินเฝ้าอยู่อีก หากการโจรกรรมยังคงเกิดขึ้นอยู่ ท้ายที่สุด นี่เป็นเพราะโจรมีฝีมือดีมาก หรือเป็นเพราะม่านคุ้มกันและผู้ที่เก่งกาจของหอคัมภีร์เป็นเพียงแค่ของแสดงเล่นเฉยๆ?

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้รึไม่ว่าอะไรถูกขโมยไปจากหอคัมภีร์”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างสงสัย การสามารถทำให้ประมุขพรรคโกรธจัดได้ขนาดนี้ สิ่งที่ถูกขโมยไปคงต้องเป็นบางอย่างที่สำคัญมากๆแน่ๆ

 

ฟางเฉินเล่อยิ้มขณะส่ายหัว “นั่นเป็นความลับ ข้าเพียงแต่ได้ยิ่งอาจารย์พูดถึงว่า สิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่อยู่บนชั้นห้าของหอคัมภีร์  มีเพียงประมุขพรรค และเหล่าผู้อาวุโสเท่านั้นที่รู้ แต่มันจะต้องเป็นสิ่งสำคัญของพรรคเถียนซินแน่ๆ ข้าไม่เคยเห็นท่านประมุขโกรธขนาดนั้นมาก่อน”

 

ศิษย์พี่ใหญ่เองก็ไม่รู้เช่นกัน โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ถามต่อไป เขาพูดต่อว่า “แล้วอีกเรื่องล่ะ?”

 

ฟางเฉินเล่อกล่าว “อีกเรื่องหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของทุกคนในพรรคเถียนซิน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ศิษย์น้องเคยได้ยินชื่อ ดินแดนสวรรค์รึไม่?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงอดไม่ได้ที่จะหน้ามุ่ย แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินคำว่า “สวรรค์” แต่ไม่น่าใช่ “สวรรค์” ที่เขาคุ้นเคย แต่ทำไมสถานที่นั้นถึงมีชื่อที่ประหลาดเช่นนี้ ถูกเรียกว่า สวรรค์เนี่ย….

 

“ไม่ขอรับ….”

 

เมื่อได้ยินคำตอบ ฟางเฉินเล่อไม่ประหลาดนัก กล่าวว่า “ดินแดนสวรรค์นั้นเป็นหนึ่งในสิบของดินแดนวิเศษในทวีปหลงเซี่ยว มันจะเปิดทุกๆห้าสิบปี ภายในนั้นมีสมบัติอยู่นับไม่ถ้วน เช่น สมุนไพรวิเศษ ทุกอย่างตั้งแต่ระดับหนึ่งจนถึงระดับสิบ แต่ยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีน้อยมากเท่านั้น อีกทั้ง สมุนไพรวิเศษระดับสูงนั้นถูกปกป้องโดยสัตว์วิเศษอยู่เสมอ มันจึงยิ่งเป็นการยากขึ้นไปอีก”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าโดยอัตโนมัติ และคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ “ศิษย์พี่ใหญ่ ถ้าเช่นนั้นสมุนไพรระดับสิบเอ็ดกับสิบสองล่ะ?”

 

ฟางเฉินเล่อส่ายหัว “ข้าไม่เคยได้ยินถึงการมีตัวตนอยู่ของพวกมันเลย สมุนไพรระดับสิบเอ็ดและสิบสองนั้นถือว่าเป็นสมุนไพรในตำนาน และหายากเสียยิ่งกว่าสมุนไพรระดับสูงอีก ว่ากันว่าระดับสูงสุดของสมุนไพรวิเศษไม่ปรากฎที่ทวีปหลงเซี่ยวมาก่อน แต่มันก็ยังคงไม่มีประโยชน์อยู่ดีเนื่องจากมีเพียงผู้หลอมโอสถในตำนานซึ่งมีพลังวิญญาณเจ็ดสีเท่านั้น จึงจะสามารถหลอมสมุนไพรทั้งสองระดับนี้ได้ ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนี้? ศิษย์น้องช่างสนใจพวกมันเหลือเกิน?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อ โหยวเสี่ยวโม่จึงหัวเราะ *แหะๆ* “มิใช่หรอก ข้าเพียงสงสัยเท่านั้น”

 

“ตั้งแต่ที่ดินแดนสวรรค์ถูกค้นพบมา สมุนไพรระดับสิบปรากฎออกมาให้เห็นแค่สามครั้ง อีกทั้งพวกเราไม่มีทางเอาชนะสัตว์วิเศษที่อยู่รอบๆ มีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำสำเร็จ”

 

ฟางเฉินเล่อกล่าวอย่างแผ่วเบา เป็นที่น่าเสียดายที่สมุนไพรระดับสิบที่ถูกถอนออกไปในครั้งนั้นไม่ใช่ของพรรคเถียนซิน คนที่เก็บสมุนไพรต้นนั้นไปคือผู้หลอมโอสถระดับสูงที่สามารถหลอมโอสถระดับสิบได้ ชิวหรันนั่นเอง

 

แม้ว่าในตอนนั้นจะมีหลายพรรค และอำนาจทั้งหลายต้องการสมุนไพรระดับสิบเอาไว้ แต่พวกเขาไม่กล้ากระทำออกมา การยั่วยุผู้หลอมโอสถระดับสูงที่สามารถหลอมโอสถระดับสิบได้นั้นก็เหมือนกับการถามหาความตาย หากผู้หลอมโอสถผู้นั้นต้องการจริงๆ เขาเพียงแค่ตั้งรางวัลขึ้นมา และนักสู้ระดับสูงทั้งหลายคงต้องการจะทำงานให้เขาเป็นแน่

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านหมายความว่าผู้ฝึกยุทธ์เองก็สามารถเข้าไปได้ด้วยงั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่ด้านใน เขาเพียงแค่ถามคำถามที่น่าสนใจ

 

เมื่อฟังคำพูดจบ ฟางเฉินเล่อระหัวเราะออกมา “แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธืสามารถเข้าไปได้สิ ข้าเพิ่งพูดไปเองมิใช่รึว่า ดินแดนสวรรค์นี้มีสมบัติวิเศษมากมาย? นอกเหนือจากสมุนไพรแล้ว ก็ยังคงมีหลายสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ฝึกยุทธ์”

 

“เช่น?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม

 

“เช่นสัตว์วิเศษ เคล็ด อาวุธ”

 

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่พูดจบ ฟางเฉินเล่อจึงอดไม่ได้ที่จะเผยใบหน้าเต็มไปด้วยความหวังออกมา “สัตว์วิเศษนั้นเป็นที่น่าสนใจของทั้งผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์ แต่คนที่ดูจะกระหายอยากได้มากที่สุดคือผู้หลอมโอสถ เนื่องจากผู้หลอมโอสถไม่มีความสามารถในการต่อสู้ ดังนั้น หากพวกเขามีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่ง พวกเขาก็จะมีวิธีป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ลมหายใจของโหยวเสี่ยวโม่จึงกระชั้นขึ้น

 

เขาไม่ได้คิดถึงตรงนี้เลย ในเวลาเดียวกัน เขาคิดไปถึงไข่สัตว์วิเศษระดับแปดที่เขาวางเอาไว้ในมิติ หากเขาสามารถผูกมัดมันได้ มิได้หมายความว่าเขาจะมีสัตว์วิเศษระดับจิตวิญญาณในอนาคตเลยงั้นรึ?

 

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว เขาจึงรู้สึกว่าเลือดในร่างกายของเขากำลังเดือดปุดๆ