0 Views

บท 120 การเคลื่อนไหวของพลังจิตวิญญาณที่ไม่ปกติ

                “ศิษย์น้องโหยว สมุนไพรวิเศษเก้าร้อยต้นที่เจ้าเบิกไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน เจ้าหลอมมันทั้งหมดเสร็จแล้วรึ?”

 

จ้าวต้าโจวสะกดความรู้สึกตื่นตะลึงบนใบหน้า แต่สายตาที่เขาใช้ขณะที่มองดูโหยวเสี่ยวโม่คือความไม่เชื่อถือ เขาคงจะเชื่อกว่าหากบอกว่ามีใครบางคนช่วยเหลือโหยวเสี่ยวโม่ หรือโหยวเสี่ยวโม่นำส่วนของตนมาใช้ด้วยเพื่อสร้างตัวเลขพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งมันจะคล้ายกับเป็นการตบหน้าตัวเองเพื่อให้ตนเองดูยิ่งใหญ่*

 

“ข้ายังหลอมมันไม่หมด”

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่จะรู้ได้อย่างไรว่าจ้าวต้าโจวกำลังคิดอะไรอยู่? เขาส่ายหน้า

 

จ้าวต้าโจวถอนหายใจออกมาในทันที ดูเหมือนโหยวเสี่ยวโม่จะเป็นคนที่ตบหน้าตัวเองเพื่อให้ตนเองดูยิ่งใหญ่อยู่ตลอดเวลาสินะ แต่เขาไม่ได้คาดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเป็นคนที่เป็นห่วงเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง เขาอดรู้สึกดูถูกอยู่ในใจไม่ได้ แต่เขาไม่ได้คิดว่าเขาเองก็เป็นคนที่ห่วงเกี่ยวกับชื่อเสียงด้วยเช่นกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดต่อไปด้วยน้ำเสียงธรรมดา “ข้ายังคงเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้หลอม”

 

ปากของจ้าวต้าโจ้วอ้าค้าง และจ้องไปที่โหยวเสี่ยวโม่ตาโต เป็นเวลานานกว่าเขาจะได้สติกลับคืนมา เขาลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าไม่สงบนิ่งราวกับจะจับตัวโหยวเสี่ยวโม่เพื่อมาสอบสวน โชคดีที่เขายังจำได้ว่านี่คือหอสมุนไพร และเขากำลังนั่งอยู่ที่นี่แทนพ่อของเขา ดังนั้นเขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ และสงบอารมณ์ปั่นป่วนในหัวใจ

 

“ศิษย์น้องโหยว ในตอนที่เจ้าหลอมโอสถ …..เจ้าเคยผิดพลาดรึไม่?”

 

จ้าวต้าโจวถามอย่างสงสัย

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะออกมาอย่างอึดอัด ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมพี่จ้าวถึงได้แปลกเช่นนี้ เพราะเขาเป็นคนทำให้เป็นเช่นนี้เอง เขาลังเลที่จะบอกความจริง หรือ พูดโกหกดี

 

หากเขาโกหก เขากลัวว่าสักวันนึงเขาจะถูกพี่ห้าค้นพบ อย่างไรก็ตาม ท่านลุงจ้าวก็รู้ว่าเขาไม่เคยผิดพลาดในตอนที่หลอมโอสถ และทั้งสองคนก็เป็นพ่อลูกกัน ในเวลาต่อมา พี่ห้าเพียงแค่ถามพ่อของเขา และคำพูดโกหกก็คงถูกเปิดเผย เมื่อพี่ห้ารู้ว่าเขาโกหก พี่ห้าจะรู้สึกยังไง? ดังนั้นเขาจึงไม่พูดโกหกอย่างแน่นอน

 

แต่หากเขาพูดความจริง เมื่อดูจากท่าทางในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเขาเคยให้ความทรงจำฝังใจไปแล้ว หากเขาให้อีกความทรงจำนึง พี่ห้าคงเอาแต่คิดเรื่องนี้ และไม่มีความสงบสุขแน่ๆ

 

สถานะการณ์ที่ยุ่งยากทั้งซ้ายและขวา มันจะดีกว่าหากเลือกทางที่ผลลัพธ์ออกมาเบาที่สุด

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดราวกับเห็นความตายอยู่ตรงหน้า “อา……ดูเหมือน…. จริงๆแล้ว….ข้าไม่เคยผิดพลาดมาก่อน”

 

หลังจากที่พูดคำพวกนั้น โหยวเสี่ยวโม่ค้นพบว่ารังสีของพี่ห้าปั่นป่วน เป็นไปได้ว่าเขาปั่นป่วยใจจนทำให้พลังวิญญาณของเขาไม่สเถียร ดูเหมือนสิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่คาดเดาไว้จะไม่ผิดเลย เขาเงยหน้าและเห็นพี่ห้ากำลังจ้องมองตรงๆมาที่เขา

 

“พี่ห้า ท่าน….ท่านเป็นอะไรรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองศิษย์พี่ของเขา หลังจากที่ลังเลเล็กน้อย เขาจึงถามจ้าวต้าโจวผู้ซึ่งกำลังจ้องมองมายังเขา จ้าวต้าโจวไม่ได้ปฏิเสธคำถามของโหยวเสี่ยวโม่เนื่องจากเขารู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่โกหกเขา อย่างไรก็ตาม เขาเพียงแค่ต้องถามพ่อเท่านั้นว่าโหยวเสี่ยวโม่โกหกรึไม่ ในจุดนี้ เขายังคงรู้ได้ อย่างไรก็ตาม มันยิ่งทำให้เขายอมรับได้ยากขึ้นไปอีก พรสวรรค์ของศิษย์น้องโยวนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ดีเท่าเขา….

 

ทั้งคู่ไม่ได้เปิดปากพูดอีกเลย บรรยากาศจมอยู่ในความเงียบ

 

“ศิษย์น้องโหยว เจ้า….เจ้าทำได้อย่างไร?”

 

จ้าวต้าโจวทำลายความเงียบขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับว่าเขาไม่ดีเท่าศิษย์น้องเจ็ดก็ตาม แต่ความจริงก็อยู่ตรงหน้าเขา พ่อของเขาสอนเสมอว่าคนเราจะยโสโอหังได้ก็จริง แต่คนผู้นั้นก็ต้องมีความถ่อมตนด้วย หากทำได้ คนผู้นั้นก็จะเป็นที่ยำเกรงยิ่งขึ้น เขาเองก็อยากเป็นผู้ยำเกรงดั่งเช่นศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองเช่นกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึง การตอบสนองของพี่จ้าวนั้นเกินกว่าที่เขาคาดไว้

 

เขาคิดว่าศิษย์พี่ห้าจะอิจฉาและเกลียดชังหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเขา เนื่องจากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งก่อนหน้านี้ แต่จากคำพูดของศิษย์พี่ห้า นอกจากความอิจฉาแล้ว เขายังคงได้ยินพี่ห้าถามหาคำแนะนำอย่างสุภาพอีกด้วย คาดไม่ถึงจริงๆ!

 

เนื่องจากโหยวเสี่ยวโม่มักคิดว่าศิษย์พี่ห้าชอบโอ้อวดตน เขาจะต้องไม่ชอบการพ่ายแพ้เป็นแน่ ดูเหมือนว่าโหยวเสี่ยวโม่จะคิดผิด

 

เมื่อคิดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ยิ้ม และไม่ได้ตระหนี่คำแนะนำเลย “พี่ห้า จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการหลอมโอสถคือสมาธิ ท่านต้องจินตนาการว่าาในแต่ละครั้งที่ท่านหลอมโอสถนั้นราวกับท่านกำลังจะสร้างเด็กคนนึง ต้องมั่นใจว่าต้องไม่ทำลายส่วนใดเลยแม้แต่น้อย ด้วยความคิดนี้เอง อัตราความสำเร็จของท่านจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากแน่นอน”

 

เขาไม่ได้มีอะไรเลย เพียงแต่สิ่งที่เขาไม่เคยขาดก็คือสมาธิ

 

เนื่องจากเขาจะมุ่งมั่นเป็นพิเศษเมื่อถึงคราวหลอมโอสถ ดังนั้นตัวเลขในการผิดพลาดของเขาจึงเป็นศูนย์ แต่นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในเหตุผลหลักเท่านั้น ที่จริงมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือเขาต้องการหาเงิน หากเขาผิดพลาด นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะต้องเสียเงินที่ควรจะได้จากโอสถเม็ดนั้นมิใช่รึ?

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะบอกศิษย์พี่ห้าได้

 

จ้าวต้าโจวคิดทบทวนคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่ช้าๆ เขาไม่ปฏิเสธว่าในคำพูดพวกนั้นก็มีเหตุผลเช่นกัน บางทีเขาอาจจะทดลองในครั้งหน้าที่เขาหลอมโอสถ….

 

เมื่อคิดเช่นนี้ จ้าวต้าโจวจึงกลับมายังสติของตนเองอีกครั้ง เขาก้มหน้าลง และเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ที่เก็บกลับไม่ทัน เขาอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ เขาเป็นพี่นะ ทำไมเขาจึงปล่อยให้น้องชายที่อ่อนกว่ามองเขาเช่นนี้? เขารีบทำหน้าว่างเปล่าทันที “ศิษย์น้องเจ็ด หากเจ้าไม่มีอะไรแล้ว เจ้าก็ไปเถิด”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มจนกระทั่งคิ้วของเขาโค้งงอ “เช่นนั้นข้าขอลา แล้วเจอกันนะศิษย์พี่ห้า!”

 

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่โหยวเสี่ยวโม่เห็นศิษย์พี่ห้าผู้นี้ เขามักจะรู้สึกยินดีเป็นพิเศษ เขาไม่คาดว่าศิษย์พี่ห้าผู้รักภาพลักษณ์ของตน และชอบอวดดีนั้น ที่จริงแล้วจะเป็นคนเคอะเขินและน่าสนใจเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพี่ห้าไม่ได้ยอมรับออกมาเป็นคำพูด แต่ก็ไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ เคอะเขินเสียจนกลายเป็นน่ารักอย่างมาก เช่นเดียวกับศิษย์พี่รองที่เคอะเขินเช่นกัน

 

เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ปิดประตูและวางหนังสือไว้ที่ชั้นวาง จากนั้นเขาจึงหันกลับและมุ่งหน้าไปยังห้องส่วนใน

 

เขาไม่กังวลเกี่ยวกับการหลอมโอสถ เนื่องจากการหลอมโอสถสามารถทำได้ทุกเวลา อีกทั้ง เขากลัวว่าจะมีบางคนมาตามหาเขาในเวลานี้ หลังจากที่เข้ามาในห้องส่วนในแล้ว เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง เมื่อพูดถึงคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ ตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึก เขากลับไม่ค่อยมีเวลานั่งขัดสมาธิบนเตียงและฝึกฝนมันเช่นนี้

 

แม้ว่าเวลาที่เขาใช้หลอมโอสถจะคิดได้ว่าเป็นการฝึกฝนเช่นเดียวกันก็ตาม แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่ดีเท่ากับฝึกฝนด้วยจิตใจที่ว่างเปล่าเช่นนี้

 

เมื่อเตรียมตัวเสร็จสิ้น โหยวเสี่ยวโม่จึงปิดตาแน่น เขาเรียกคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ กระแสของพลังวิญญาณเริ่มหมุนเวียน เขารู้สึกราวกับว่าภายในจิตวิญญาณของเขามีพลังวิญญาณที่สดชื่นดั่งฤดูใบไม้ผลิกำลังชะล้างวิญญาณเขาให้สะอาด จากนั้นพลังวิญญาณนี้เริ่มมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ระหว่างคิ้วของเขาอย่างช้าๆ เมื่อพื้นที่นั้นถูกเติมเต็มด้วยพลังวิญญาณที่เพียงพอจนรู้สึกราวกับว่ามันจะทะลุออกมาจากพื้นที่ระหว่างคิ้วของเขา จนกระทั่งได้ยินเสียงกระหึ่มและพลังวิญญาณก็หายไปในทันที……

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นตกตะลึงอย่างที่สุด เขาไม่สามารถจับพลังวิญญาณของเขาได้เลย พลังวิญญาณของเขาดูเหมือนจะแห้งเหือดลง ราวกับเป็นความว่างเปล่า จากส่วนที่ลึกที่สุดของวิญญาณ เขารู้สึกถึงความหิวกระหาย

 

ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกว่าพื้นที่ระหว่างคิ้วของเขาเริ่มเปล่งแสงและร้อนขึ้น เมื่อพลังจิตวิญญาณรอบๆตัวเริ่มเคลื่อนไหว จนในที่สุดก็ก่อตัวเป็นกระแสน้ำวนน้อยๆ และศูนย์กลางของกระแสนั้นคือพื้นที่ระหว่างคิ้วของเขานั่นเอง พลังจิตวิญญาณจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปยังพื้นที่ระหว่างคิ้วของเขา เติมเต็มวิญญาณที่ว่างเปล่าต่อไปเรื่อยๆเป็นเวลานานจนกระทั่งวิญญาณส่วนลึกของเขาเริ่มพองออก และการดูดกลื่นพลังจิตวิญญาณจึงได้หยุดลง

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าวิญญาณของเขากำลังพึงพอใจ เขาค่อยๆถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

ความรู้สึกเช่นนี้สุดยอดเกินไปแล้ว ราวกับว่าบางคนที่หิวจัดจากการอดข้าวเจ็ดถึงแปดวันกลับเจองานเลี้ยงขนาดใหญ่ ความรู้สึกมีความสุขเช่นนี้นั้นยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าวิญญาณของเขาดูเหมือนจะสัมผัสได้มากกว่าแต่ก่อน ส่วนพลังวิญญาณเองก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน แข็งแกร่งยิ่งว่าตอนที่เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหลอมโอสถเสียอีก แม้ว่าจะสิบวันหรือหลายวัน ก็ยังคงไม่สามารถเทียบเคียงกับความแข็งแกร่งในตอนนี้ได้

 

หลังจากค้นพบประโยชน์ของการฝึกฝนแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจว่าเขาจะหากเวลาทุกวันในการฝึกฝนคัมภีร์วิญญาณสวรรค์นี้ เพื่อให้เขาเข้าสู่ระดับสามไวขึ้น

 

ในตอนนี้เอง เขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันอยู่ภายนอก

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบเปิดตา และมองไปยังหน้าต่างอย่างประหลาดใจ มีทั้งเงาดำหลายเงารวมทั้งเสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบ แต่คนพวกนี้ดูเหมือนจะยืนอยู่ด้านนอกห้องของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบใส่รองเท้าอย่างไว ขณะที่เขาเดินออกไปนั่นเอง เขาจึงได้ยินเสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงที่คุ้นเคย เขาจำเสียงนี้ได้ มันคือเสียงของพี่หยางห้องข้างๆนั่นเอง พี่ชายผู้นี้มักจะนำคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่มาบอกเขาเสมอ

 

เมื่อเปิดประตูออกไป โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่ามีศิษย์หลายคนที่อยู่ใกล้ๆกำลังยืนอยู่ภายนอก ความประหลาดใจวาบผ่านเข้ามาในดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่ เขาหันไปหาพี่หยางและถาม “พี่ใหญ่หยาง มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ?”

 

พี่หยางมองเข้าไปภายในห้องของเขา และถามอย่างสงสัย “น้องโหยว เจ้ากำลังฝึกฝนอยู่งั้นรึ?”

 

ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่แสดงถึงความประหลาดใจ “พี่……ท่านรู้ได้อย่างไร?”

 

เขาปิดหน้าต่างและประตูอย่างแน่นหนาแล้ว คนอื่นๆไม่ควรเห็นเขาฝึกฝนอยู่ภายในได้สิ?

 

พี่หยางมองไปที่ท่าทางไม่รู้เรื่องของโหยวเสี่ยวโม่แล้วจึงอธิบายขึ้น “ในขณะที่เจ้ากำลังฝึกฝนอยู่ ดูเหมือนเจ้าจะจุดชนวนพลังจิตวิญญาณของสวรรค์และโลกขึ้น พลังจิตวิญญาณโดยรอบถูกเจ้าดูดกลืน ทุกคนตกใจกลัว ดังนั้นพวกเราจึงมาที่นี่ เจ้าไม่รู้ตัวเลยรึ?”

 

พวกเขาบางคนกำลังหลอมโอสถอยู่ ดังนั้นหลังจากตกใจ เป็นปกติที่โอสถที่หลอมอยู่ในหม้อนั้นจะใช้ไม่ได้ ทำให้หลายคนโกรธโหยวเสี่ยวโม่ แต่หลังจากคิดอีกที พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่บอกโหยวเสี่ยวโม่ในเรื่องนี้

 

“ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ ทำให้ศิษย์พี่ทั้งหลายต้องตกใจ”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานออกมา “อา” เขาไม่รู้จริงๆ แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าตัวเองดูดกลืนพลังจิตวิญญาณก็จริง แต่เขาไม่รู้เลยว่าด้านนอกจะเป็นเช่นไร หากคนอื่นๆรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ฝึกคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ เขากลัวถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลังของโหยวเสี่ยวโม่จึงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นยะเยือก

 

โหยวเสี่ยวโม่แอบมองคนอื่นๆ บางคนดูโกรธ และบางคนดูอิจฉา เป็นปกติที่จะโกรธหลังจากที่ตกใจ แต่ความอิจฉานี่มาจากที่ไหนกัน?

 

เมื่อคิดแล้ว เขาจึงจำได้ว่าไม่นานนัก เขาได้รับเคล็ดแปรธาตุซึ่งเป็นของพรรคเถียนซินมาจากอาจารย์ ทุกคนรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เท่าที่เขารู้ จำนวนศิษย์ของตำหนักพสุธาที่ได้รับเคล็ดแปรธาตุนี้นั้นมีไม่ถึงยี่สิบคน ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะอิจฉาโหยวเสี่ยวโม่ ช่างน่าเสียดายที่เคล็ดแปรธาตุเล่มนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับเขาเลย

 

แต่นี่เป็นข้ออ้างที่ดี โชคดีที่เขาได้รับเคล็ดแปรธาตุมาแล้ว หากไม่เช่นนั้น เชาคงไม่รู้จะแก้ตัวเช่นไร หากอาจารย์รู้เรื่องเข้า เขาคงมีปัญหาเป็นแน่

****************************

*การตบหน้าตัวเองเพื่อให้ตนเองดูยิ่งใหญ่ – รักษาภาพลักษณ์ (ประมาณทำอะไรเข้าเนื้อตัวเองค่ะ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าเก่ง เท่ อะไรแบบนี้)