0 Views

บท 119 จิ้งจอกเจ้าเล่ห์

วันต่อมา หลิงเซี่ยวเพียงแค่นำตัวโหยวเสี่ยวโม่ที่หน้าบูดบึ้งพาดบ่า และมุ่งหน้ากลับพรรคเถียนซิน

 

หลังจากเดินทางทั้งวันโดยที่ไม่ได้หยุดพักไหนเลย โหยวเสี่ยวโม่ถูกวางลงในตอนที่พวกเขาถึงตีนภูเขาของพรรคเถียนซินแล้ว เขารู้สึกว่ากระเพาะของเขาปั่นป่วนด้วยความอึดอัด แต่เนื่องจากเขาไม่ได้กินอะไรเลยมาตลอดทั้งวัน จึงไม่มีอะไรให้เขาอ้วกออกมา

 

“ศิษย์พี่ใหญ่….”

 

โหยวเสี่ยวโม่เช็ดปากของเขาก่อนจะเปิดปากออกมาอย่างต้องการถามบางอย่าง

 

หลิงเซี่ยวกลับส่งสัญญาณให้เขาเงียบลง คิ้วของเขายกขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าพบอะไรบางอย่างที่เป็นปัญหา

 

แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะไม่ค่อยยินดีก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขามองไปทุกทิศทาง ตีนภูเขาของพรรคเถียนซินดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติเลย แต่บางทีอาจจะเป็นเพราะเขายังนึไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขาจึงถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง มีอะไรงั้นรึ?”

 

คิ้วที่ยกขึ้นของหลิงเซี่ยวนั้นผ่อนคลายลงแล้ว เมื่อได้ยินคำถามของโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงพยักหน้าขณะหัวเราะ “มีใครบางคนกำลังมา”

 

ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรมากไปกว่านี้ ร่างสองร่างปรากฎตัวขึ้นบนภูเขาราวกับจะย้ำคำพูดของหลิงเซี่ยว พวกเขาทั้งสองวิ่งตรงเข้ามายังทิศทางนี้ และมาหยุดตรงหน้าในไม่กี่วินาที ชายที่หนุ่มกว่ามองดูหลิงเซี่ยว และดูสดใสขึ้นมาทันที เขาก้าวไม่กี่ก้าวมายังหลิงเซี่ยว และกล่าวอย่างตื่นเต้น “ศิษย์พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมา”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะกล่าว “ข้าไม่อยู่เพียงไม่กี่วัน มีบางอย่างเกิดขึ้นกับพรรคเถียนซินรึ?”

 

ชายหนุ่มกว่าผู้นั้นพยักหน้าทันทีราวกับไก่จิกข้าวสาร “ข้าไม่แน่ใจนักเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ท่านประมุขพรรคสั่งให้พวกเรามาตามท่านเร่งด่วน หากพวกเราเห็นว่าท่านมาถึงแล้ว”

 

“ข้าเข้าใจ ขอบคุณมากที่มาบอก”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะพูด ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าการตรวจตราของพรรคเถียนซินนั้นเข้มงวดขึ้นกว่าตอนก่อนที่เขาจะออกไปล่างภูเขา ดูเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น มิเช่นนั้น พวกนั้นคงไม่ให้เขาขึ้นไปพบอย่างเร่งด่วนเช่นนี้

 

เมื่อพูดเสร็จแล้ว เขาจึงหันกลับมาหาโหยวเสี่ยวโม่และกล่าวว่า “ศิษย์น้อง ไปกันเถอะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่มึนงงอยู่พักหนึ่ง และรีบพยักหน้า ก่อนจะรีบเดินตามไป

 

เมื่อเห็นว่าหลังของทั้งสองหายไปจากสายตาแล้ว ชายหนุ่มที่ดูดีใจเมื่อตอนเห็นหลิงเซี่ยวจึงหุบยิ้มลง เขามองไปยังทางที่ทั้งสองหายไปอย่างไม่พอใจ

 

“พี่หลี่ ท่านคิดรึไม่ว่าศิษย์พี่ใหญ่ดูแลโหยวเสี่ยวโม่นั่นอย่างดี? เขามีอะไรดีกัน?”

 

พี่หลี่ผู้นี้ แม้ว่าเขาจะไม่เคยคุยกับหลิงเซี่ยวมาก่อนก็จริง แต่เขายังคงคิดกับเหลิงเซี่ยวเป็นดั่งบุคคลที่เคารพมาตั้งนานแล้ว อีกทั้ง พฤติกรรมความชื่นชอบของเขายิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อเขาได้ยินน้องชายเขาพูดเช่นนี้ เขาจึงขมวดคิ้ว ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “อาจจะเป็นเพราะว่าโหยวเสี่ยวโม่นั่นร่ายมนต์อะไรบางอย่างใส่ศิษย์พี่ใหญ่ จึงทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ดูแลเขาอย่างดี”

 

ศิษย์พี่ใหญ่ร่วมทางกับโหยวเสี่ยวโม่ลงภูเขาไป เมื่อพวกเขารู้เรื่องนี้ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลย เนื่องจากศิษย์พี่ใหญ่นั้นแทบไม่เคยลงภูเขาไปกับศิษย์น้องของเขาสักเท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะเคย ก็จะเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ในครั้งนี้ เขากลับไม่เป็นปกติ โหยวเสี่ยวโม่อาจจะเล่นสกปรกบางอย่างจริงๆก็เป็นได้

 

“โหยวเสี่ยวโม่นั่น ในสายตาของข้า เขานั้นราวกับเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กลับมาเกิดใหม่”

 

ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโห

 

“น้องชายจ้าว จะดีกว่านะหากเจ้าไม่พูดออกมาเสียงดัง มิเช่นนั้นคนอื่นๆจะได้ยินเจ้าได้”

 

พี่หลี่เตือน

 

“ข้ารู้ พี่ใหญ่หลี่”

 

ชายหนุ่มชื่อจ้าวตอบอย่างไม่เต็มใจนัก

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เลยว่า เพราะหลิงเซี่ยวทำให้เขาเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ พลังของเหล่าแฟนคลับนี่น่ากลัวจริงๆ พวกเขาไม่สามารถโทษคนที่พวกเขาชื่นชอบได้ ดังนั้น พวกเขาจึงได้แต่ใส่โยนความผิดไปให้คนอื่นแทน

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้ไปส่งเขาถึงตำหนักพสุธา พวกเขาทั้งสองแยกกันตรงถนนทางแยก เนื่องจากที่นี่อยู่ในเขตของพรรคเถียนซินแล้ว เขาจึงไม่เป็นกังวลว่าโหยวเสี่ยวโม่จะถูกกลั่นแกล้งนัก อย่างไรก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่ยังคงเป็นศิษย์สายตรงของคงเวินอยู่ หากไม่เห็นแก่พระสงฆ์ ก็เห็นแก่พระเจ้าหน่อยเถอะ*

 

หลังจากที่ไม่อยู่หลายวัน โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ตรงกลับไปยังห้องของเขาทันทีที่เขาถึงตำหนักพสุธ กลับกัน เขาตรงไปหาฟางเฉินเล่อ แต่กลับไม่เจอ ดังนั้นเขาจึงค้นพบจากศิษย์คนอื่นๆว่าศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองนั้นยังคงอยู่ที่ยอดเขาอวิ๋นซุยกับท่านลุงเยว่ และจะกลับลงมาภายในไม่กี่วัน

 

เขาไปพบคงเวินด้วย อย่างไรก็ตาม เขาก็อยู่ในตำแหน่งศิษย์ของคงเวิน ดังนั้นเขาควรจะไปกล่าวคำทักทายอาจารย์ของเขาเสียหน่อย หลังจากที่ลงภูเขาไปหลายวัน เพื่อไม่ให้คนอื่นว่าเขาได้ว่า เขาไม่มีความเคารพต่อผู้อาวุโส

 

คงเวินก็ไม่ได้รู้สึกว่าประหลาดแต่อย่างใด เขาไม่ได้ถามว่าโหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวไปไหนกันหลังจากที่ลงภูเขาไปแล้ว หรือถามว่าพวกเขาทำอะไร คงเวินเพียงแค่ถามคำถามปกติก่อนที่จะปล่อยเขาออกมา

 

หลังจากออกมาแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทุกครั้งที่เขาไปหาคงเวิน เขาจะรู้สึกกดดันอย่างมาก ส่วนการที่ทำไมคงเวินจึงไม่ถาม เนื่องจากหลิงเซี่ยวพูดไว้ตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าเขาได้เตรียมการทุกสิ่งไว้แล้ว คาดว่าเขาคงจัดทำข้ออ้างไว้แล้ว ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร

 

เมื่อกลับถึงห้องของเขา โหยวเสี่ยวโม่นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้หลอมโอสถมาหลายวันแล้ว เขาสงสัยว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะแข็งทื่อไปหมดแล้ว

 

แต่ก่อนหน้านั้น เขาล้างตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงกินอาหารเย็นแล้วอ่านหนังสือจนถึงเวลาไฮ่** เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมาตามหาเขาแล้ว เขาจึงเก็บของทุกอย่าง ปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนาก่อนจะเข้ามิติ

 

ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาอยู่ภายใต้การควบคุมของหลิงเซี่ยว ทุกคืนเขาถูกหลิงเซี่ยวกอดในตอนที่นอนหลับ ดังนั้น เขาไม่ได้เข้ามาในมิติและจัดการกับสมุนไพรวิเศษแม้แต่น้อย ตอนนี้ เก้าส่วนของสมุนไพรในแปลงของเขาเติบโตเต็มที่และกำลังปลิวไสวไปตามลม

 

การเก็บเกี่ยวสมุนไพรนั้นเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยราวกับขับขี่ไปตามถนนที่คุ้นเคย เขาเก็บเกี่ยวพวกมันทั้งหมดด้วยเวลาสองชั่วโมง จากนั้นเขาจึงปลูกเมล็ดพันธุ์เพิ่มอีกครั้ง ในตอนนี้เขาไม่ได้ปลูกระดับสองและระดับสามทั้งหมด เขาทิ้งพื้นที่ไว้ประมาณสิบห้าแปลงเพื่อปลูกสมุนไพรระดับกลาง

 

เมื่อปลูกเมล็ดเสร็จสิ้น เขาจึงรดน้ำพวกมันด้วยน้ำวิเศษที่เขาทำละลายแล้วทีละต้น เขารดน้ำเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงถัดมา ด้านนอกก็คงจะใกล้สว่างแล้ว เขาดื่มน้ำวิเศษอึกใหญ่เพื่อขับไล่ความเหนื่อยอ่อน เขาออกนอกมิติหนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มสร้างกระท่อมไม้เล็กๆ

 

ในโลกก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยที่เขาเตรียมตัวจะเข้านั้นมีชื่อเสียงในด้านคณะสถาปัตยกรรม ในตอนนั้น คณะที่เขาเลือกเองก็เป็นคณะสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าเรียนก็ตาม เขายังคงมีความรู้ในด้านสถาปัตยกรรมอยู่บ้าง กระท่อมไม้หลังเล็กๆของเขานั้นถือเป็นสิ่งที่ธรรมดาที่สุด หลังจากที่ใช้เวลาไม่มากนัก เสียงค้อนตอกดังปังๆอยู่พักหนึ่ง กระท่อมไม้ก็เริ่มเป็นรูปร่าง จากนั้นเขาจึงนำชั้นวางไม้และถังไม้ที่เขาซื้อจากเมืองฮันจีออกมา

 

ชั้นวางไม้ถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ ตามระดับของสมุนไพร ถังไม้ถูกผลักไปเก็บไว้รอวันเอาออกมาใช้ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ครึ่งวันก็ผ่านไป

 

โหยวเสี่ยวโม่พักสักพัก ก่อนจะเดินเข้าไปในกระท่อมไม้ เขาเททุกสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าวิเศษออก ไข่สัตว์วิเศษระดับแปด อาวุธ เคล็ดลับ สมุนไพร โอสถ เมล็ดพันธุ์ สูตรโอสถ ขนม ผลไม้วิเศษ และอีกมากมาย ทุกอย่างนั้นถูกแบ่งไว้เป็นกลุ่มๆอย่างเป็นระเบียบ และถูกวางเอาไว้ภายในกระท่อมไม้หลังน้อย สำหรับตอนนี้เขาไม่สามารถใช้เมล็ดพันธุ์ของสมุนไพรระดับกลางได้ แม้ว่าเขาต้องการจะปลูกมันก็ตาม เขาก็ไม่ได้ใช้มันมากเท่าไหร่นัก ดังนั้นเขาจึงเก็บเมล็ดที่เหลือไว้ที่ตู้ไม้

 

เวลาที่เขาออกมาจากมิติ ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว

 

แสงอาทิตย์สีทองส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบห้องของเขา ทำให้ห้องดูสว่างยิ่งขึ้น

 

แม้ว่าเขาจะทำงานมาเกือบทั้งวัน แต่เขาไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย โหยวเสี่ยวโม่นำหนังสือที่เขาอ่านเสร็จแล้วออกมาจากชั้นหนังสือ และวิ่งตรงไปยังหอคัมภีร์ หลังจากแลกเปลี่ยนหนังสือเสร็จแล้ว เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังเรือนสมุนไพร

 

โหยวเสี่ยวโม่ที่มีชีวิตชีวาไม่ได้รู้เลยว่าหลังจากที่เขาออกจากมิติมา จู่ๆไข่สัตว์วิเศษที่เขาวางไว้บนโต๊ะเปล่งแสงสีขาวเข้มออกมา แสงสีขาวส่องประกายออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากนั้นพลังจิตวิญญาณที่อยู่รอบๆเริ่มก่อตัวคล้ายๆกระแสน้ำวน ศูนย์กลางของกระแสน้ำวนคือไข่สัตว์วิเศษ จิตวิญญาณจำนวนมากถูกไข่สัตว์วิเศษดูดเข้าไปจนกระทั่งมันไม่สามารถดูดเข้าไปได้อีกแล้ว จากนั้นกระแสน้ำวนจึงหยุดลง และกลับสู่สภาวะปกติเช่นเดิม

 

เรือนสมุนไพร

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปยังสถานที่ที่ลุงจ้าวยืนอยู่ประจำ เขากลับพบว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะกลับเป็นศิษย์พี่ห้าจ้าวต้าโจว แต่เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์พ่อลูกแล้ว เขาจึงไม่ได้ประหลาดใจเท่าใดนัก

 

โหยวเสี่ยวโม่นำขวดบรรจุโอสถออกมาจากกระเป๋าวิเศษของเขา โอสถพวกนี้เป็นโอสถระดับสองที่เขาหลอมขึ้นมาก่อนล่วงหน้า มันเป็นครึ่งหนึ่งจากส่วนหนึ่งเดือนที่เขาได้รับมาจากท่านลุงจ้าวก่อนหน้านี้ เขาหลอมทั้งหมดเสร็จล่วงหน้า ดังนั้นเขาจึงนำมันมาส่ง

 

เมื่อเห็นเขา จ้าวต้าโจวขมวดคิ้ว “ศิษย์น้องโหยว เจ้าเบิกส่วนของเดือนนี้ไปหมดแล้ว ถ้าเจ้าไม่มีแต้มความดี ข้าก็ไม่สามารถให้สมุนไพรเจ้าได้อีกแล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจในน้ำเสียง เขาเพียงแค่ส่งขวดโอสถให้ศิษย์พี่ห้า “พี่ใหญ่จ้าว นี่เป็นโอสถที่ข้าหลอม ลองนับดูสิ”

 

หากนี่เป็นท่านลุงจ้าวซี่งอยู่ที่นี่บ่อยๆ เขาคงไม่นับเนื่องจากเขาเชื่อว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้าโกงเขาแน่นอน อีกทั้ง โหยวเสี่ยวโม่มีอัตราการหลอมสำเร็จหนึ่งร้อยส่วน ดังนั้นแม้ว่าโอสถที่มาส่งจะน้อยกว่านิดหน่อย ก็ถือว่าไม่เป็นไร เนื่องจากแต่ละครั้งที่ศิษย์คนอื่นมาส่งโอสถ ก็ส่งเพียงแค่สามสิบ หรือสี่สิบส่วนเท่านั้น บางคนยังส่งน้อยกว่าสามสิบส่วนด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ถือว่าดีกว่ามาก

 

แต่จ้าวต้าโจวนั้นไม่เหมือนกับจ้าวเจิน เขาไม่เชื่อโหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้นเขาจึงเริ่มนับโอสถต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่ เวลาผ่านไป เขานับเสร็จ ใบหน้าเขาเริ่มเปลี่ยนไป

 

สมุนไพรเก้าร้อยต้นนั้นเพียงพอที่จะทำโอสถระดับสองได้สามร้อยเม็ด หากอัตราการหลอมสำเร็จเป็นหนึ่งร้อยส่วนจริง โหยวเสี่ยวโม่จะต้องส่งโอสถประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด เท่าที่เขารู้มา แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองยังคงทำได้ยาก แต่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งเป็นผู้หลอมโอสถที่เพิ่งจะก้าวสู่ระดับสองโดยไม่ถึงเดือน สามารถทำได้ถึงเพียงนี้?

 

ในตอนนี้ ขวดบรรจุโอสถในมือเขา เมื่อรวมกันแล้วมีหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดพอดี ไม่มากไม่น้อย!

 

*************************

*ถึงจะไม่เห็นแก่หน้าหลิงเซี่ยว ก็คงต้องเห็นแก่หน้าคงเวินบ้าง

**เวลาไฮ่ 21.00-23.00 น.