0 Views

บท 118 ส่งมาให้หมด

 

ไม่มองก็ไม่รู้ พอได้มองแค่ครั้งเดียวก็จะต้องตกใจกลัว

 

หัวหน้าคนใหม่ของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าไม่ใช่ชายแข็งแกร่งอย่างที่ใครจินตนาการ กลับกัน เขาดูหนุ่ม อายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด ใบหน้าของเขาหล่อเหลาด้วยเหลี่ยมมุมราวกับถูกแกะสลักด้วยมีด ดวงตาที่หางตาเฉียงขึ้น*คู่นั้นทำให้ใบหน้าของเขาดูคล้ายผู้หญิงจึงทำให้ร่างกายของเขาแลดูร่างบางขึ้นทันที

 

เมื่อรู้ว่าทั้งสองคนต้องการจะออกจากเมืองอู๋เฟิง ชายร่างบางนั้นรีบวิ่งออกมาหลังจากที่ได้ข้อมูลจากลูกน้อง และมาถึงทันเวลาที่จะหยุดทั้งสองคนที่ประตูเมือง

 

สายตาของชายร่างบางมองผ่านโหยวเสี่ยวโม่และหยุดลงที่หลิงเซี่ยว จากนั้นเขาจึงขมวดคิ้ว เขาไม่สามารถบอกระดับของชายผู้นี้ได้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เขาขมวดคิ้วออกมา พวกที่เขาไม่สามารถบอกระดับได้นั้น มีเพียงแค่คนที่อยู่ระดับเดียวกับเขา หรือสูงกว่าเขาเท่านั้น นอกเสียจากว่าพวกเขามีบางอย่างติดตัวจึงทำให้สามารถปิดบังระดับของตนได้

 

เมื่อมองดูเสื้อผ้าหรูหราบนตัวหลิงเซี่ยวแล้ว ชายร่างบางจึงโอนเอียงไปอย่างหลังมากกว่า ชายผู้นี้ดูเยาว์วัยเมื่อดูจากภายนอก หากชายผู้นี้อยู่ในระดับดาราหรือสูงกว่าจริง เขาคงจะเป็นอัจฉริยะแล้วล่ะ แต่หากเขาเป็นอัจฉริยะจริง ชายร่างบางก็คงจะต้องได้ยินมาบ้าง

 

เมื่อคิดเช่นนี้ ชายร่างบางจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าชายผู้นั้นคงไม่มีทางระดับเกินดาราอย่างแน่นอน ทันใดนั้น ความกลัวจึงหายไปจากดวงตาของเขา “กล้ามาฆ่าลูกน้องของข้า กวงเทียนหลิงรึ? เจ้ามีความกล้าหาญดีนี่ หากข้าปล่อยให้เจ้าออกไปจากเมืองอู๋เฟิงในวันนี้ ข้าจะมีหน้าอยู่ต่อได้อย่างไร?”

 

“แล้วท่านจะทำอะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างไม่สบาย หากเขาเจอเรื่องแบบนี้อีกในครั้งหน้า เขาแน่ใจว่าเขาจะจ่ายค่าผ่านทางแน่นอน

 

“เอาอาวุธ เงิน เคล็ดลับ โอสถ ออกมาซะ และส่งมันทั้งหมดมาให้ข้า อ้อ พวกเจ้าทั้งสองต้องทิ้งแขนหรือขาไว้ซักข้างด้วย ถ้าทำเช่นนั้น ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปแล้วกัน”

 

ท่าทางของชายร่างบางดูสงบนิ่งอย่างมาก แต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและชั่วร้าย

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออก คนผู้นี้โหดเหี้ยมมาก นอกเหนือจากจะต้องการเงินของพวกเขาแล้ว ยังคงต้องการให้พวกเขาทิ้งแขนหรือขาไว้อีกด้วย ก็ไม่ใช่ว่าแขนหรือขาจะกินได้เสียหน่อย…..

 

หลิงเซี่ยวไม่ต่อความมากมาย เขาเพียงแค่แผ่รังสีที่เขาเคยใช้จนทำให้พวกอำนาจเหล่านั้นกลัวมาในก่อนหน้านี้ ทันใดนั้น รังสีน่ากลัวระเบิดออกมาจากร่างกายของเขา และพุ่งผ่านไปยังชายร่างบางกับคนของเขา

 

เนื่องจากรังสีแผ่ออกมาจากด้านหน้า ชายร่างบางจึงเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงรังสีนี้ แรงกดดันที่เรารู้สึกได้นั้นน่ากลัวกว่าพวกผู้มีอำนาจที่อยู่ในทุ่งหญ้าสีเขียวเสียอีก ภายใต้ความกดดันของรังสีนี้ ชายร่างบางรู้สึกว่าลมหายใจของเขากำลังหยุด และค้นพบว่าเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายพลังจิตวิญญาณภายในร่างกายได้ อีกทั้ง กระแสจิตวิญญาณที่ไหลอยู่ในเส้นลมปราณของเขาค่อยๆหยุดนิ่ง

 

นี่มัน นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นรังสีของระดับสวรรค์ น่ากลัวอย่างยิ่ง!

 

ใบหน้าของชายร่างบางพลันซีดขาวทันที เขานั้นอยู่เพียงแค่ระดับดาราสามดาว การต่อสู้กับคนระดับสวรรค์มีเพียงความตายเท่านั้น ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมทั้งสองคนถึงไม่ใช่โอกาสนี้ในการปลดปล่อยเมืองอู๋เฟิง พวกเขามีจุดหมายบางอย่างอยู่ หากเขาอยู่ในระดับนั้นจริง เขาคงไม่ถูกตามล่าจนถึงขั้นนี้

 

ในตอนนี้ ชายร่างบางแสดงความเสียใจ

 

“ตอนนี้ พวกเรายังต้องนำอาวุธ เคล็ดลับ เงิน โอสถ และแขนหรือขาออกมารึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะคิก และไออย่างเสแสร้ง ก่อนจะกล่าวอย่างช้า ๆ

 

“ไม่ ไม่ ไม่ …… ไม่จำเป็นอีกต่อไป ข้าสมควรตาย เป็นข้าเองที่สมควรตาย ได้โปรดละเว้นข้าด้วย ท่านทั้งสอง!”

 

ชายร่างบางเปลี่ยนจากท่าทางแข็งแกร่งและมีอำนาจไปเป็นพวกไม่มีอะไรดีทันที และร้องขอความเมตตาขณะตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ในขณะช่วงเป็นตายนี้ ศักดิ์ศรีนั้นถูกทิ้งไว้ด้านหลัง ส่วนลูกน้องด้านหลังเขานั้น พวกเขาดูเหมือนจะไร้ค่ายิ่งกว่าเสียอีก

 

“ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไม่ให้เจ้าไป แต่…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มขณะมองไปยังชายร่างบาง

 

“แต่อะไร? ขอเพียงท่านพูดมา ข้าจะทำให้ท่านทุกอย่าง”

 

ชายร่างบางกล่าวในทันทีอย่างจริงจัง เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากชีวิตของตนเอง มิเช่นนั้น เขาคงไม่มาหลบซ่อนอยู่ที่เมืองเล็กๆอย่างเมืองอู๋เฟิงหรอก

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มกริ่มขณะพูด “นำอาวุธ เคล็ดลับ เงิน โอสถ สมุนไพร ของเจ้าออกมาซะ และส่งพวกมันมาให้หมด เพียงเท่านี้ ข้าจะพยายามละเว้นเจ้า”

 

ชายร่างบางเงียบ “…..”

 

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้น “ไม่ส่งมางั้นรึ?”

 

ใบหน้าของชายร่างบางซีดสลับดำมืด และกล่าวด้วยใบหน้าน่าสังเวช “ข้ายอมแล้ว ยอมส่งให้แล้ว….”

 

เมื่อพูดจบ เขาจึงแก้มัดถุงวิเศษที่อยู่ข้างเอวของเขา และส่งมันให้โหยวเสี่ยวโม่อย่างสั่นเทา ภายในใจของเขานั้นกำลังคลุ้มคลั่ง ของพวกนี้คือสมบัติที่เขาสั่งสมมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทุกอย่างที่เขามีอยู่ในนั้น และตอนนี้มันถูกเอาไป เขากลายเป็นคนยากจนในทันที เขารู้สึกเสียใจมากกว่าเดิม หากเขารู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่ทำสิ่งที่โง่เขลาเช่นนี้โดยไม่สนใจว่าผู้คนจะกล่าวเช่นไร

 

โหยวเสี่ยวโม่รับถุงวิเศษในมือชายร่างบางมาอย่างยินดี และเขานำมันใส่ในกระเป๋าวิเศษของตนเองโดยไม่ได้มองดูแม้แต่น้อย และเขาจึงกล่าวว่า “เมื่อเจ้ายอมทำตาม พวกเราจะละเว้นเจ้าในวันนี้ แต่จำไว้ว่าอย่าได้คิดจะยุ่งเกี่ยวกับการเก็บค่าผ่านทางอีกเป็นอันขาด มิเช่นนั้น….”

 

“ข้าไม่ทำแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว….”

 

ก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะพูดจบ ชายร่างบางกลับพูดตัดบทขึ้นมาทันที เพียงแค่ครั้งเดียว เขากลับต้องสูญเสียสมบัติทั้งหมดของเขา หากมีครั้งที่สอง เขาคงต้องเขียนชื่อตัวเองกลับหลังแล้วละ

 

“กล่าวได้ดี!” โฆยวเสี่ยวโม่ยิ้มจนดวงตาเขาหายไป เขาไม่ได้คาดว่าชายร่างบางจะเป็นคนมีไหวพริบเช่นนี้

 

ชายร่างบางไม่สามารถบ่นออกมาได้ เขาเพียงแค่กล่าวคำพูดพวกนี้กับลูกน้องของกลุ่มอื่นๆเมื่อคืนนี้ ไม่คาดคิดว่าเขาจะถูกทั้งสองคนนี้พูดคำพูดเดียวกันใส่ กรรมตามสนองจริงๆ อา!

 

โหยวเสี่ยวโม่ดีใจอย่างมากที่ได้เป็นโจรชั่วคราว เขาซ่อนถุงวิเศษของชายร่างบางในกับตัวเขา และออกจากเมืองอู๋เฟิงไปกับหลิงเซี่ยวในวันนั้นเลย เมื่อเกือบจะถึงเวลาพลบค่ำ พวกเขาจึงถึงเมืองเล็กๆอีกเมืองหนึ่ง เมืองนี้นั้นเล็กกว่าเมืองอู๋เฟิง แต่บรรยากาศนั้นดีมาก ไม่มีบรรยากาศของความรุนแรงหรือชั่วร้ายเลย

 

ทั้งสองสุ่มเลือกโรงเตี๊ยมระดับกลางเพื่อพักในคืนนั้น หลังจากกินอาหารเย็น โหยวเสี่ยวโม่นั่งขัดสมาธิบนเตียง และนำถุงวิเศษของชายร่างบางออกมา จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบ “ของโจร”

 

แม้ว่ารูปร่างภายนอกของชายร่างบางจะดูเหมือนเขาอายุยี่สิบกว่าปี แต่อายุจริงๆของเขานั้นมากกว่านั้นมากนัก อย่างไรก็ตาม หากเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดาราด้วยอายุยี่สิบปีจริง เขาคงจะเป็นอัจฉริยะไปแล้ว อัจฉริยะเช่นนี้ไม่ควรจะไร้นาม เขาคงถูกอำนาจต่างๆชักชวนไปนานแล้ว และเขาก็คงไม่ถูกตามล่าเช่นนี้ ดังนั้น อายุจริงๆของเขาคงจะมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยปี

 

โหยวเสี่ยวโม่เททุกอย่างโดยเฉพาะเงินออกมา เขานับอย่างคร่าวๆ เงินของชายร่างบางผู้นั้นมีอยู่สองแสนตำลึงทอง แม้ว่าจะจำนวนน้อย แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงย้ายเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่ดี จากนั้น เขาจึงเริ่มตรวจสอบของที่อยู่บนเตียง

 

ชายร่างบางนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นของที่อยู่ในถุงวิเศษของเขาเกือบทั้งหมดจึงเป็นอาวุธหรืออะไรเทือกนั้น มีเพียงสมุนไพรไม่กี่ต้นเท่านั้น แถมสมุนไพรพวกนั้นยังเป็นสมุนไพรระดับต่ำด้วย โหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่คนไม่เห็นค่าสิ่งของ ดังนั้นเขาจึงโยนสมุนไพรดังกล่าวเข้ามิติของเขา ส่วนโอสถมีอยู่ไม่กี่ขวด แต่คุณภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่เป็นโอสถระดับสามและสี่ โอสถระดับห้ามีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น และมันมีผลเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราเท่านั้น เมื่อคิดย้อนกลับไป ชายหนุ่มร่างกำยำที่ถูกหลิงเซี่ยวทำให้กระเด็นในเมืองอู๋เฟิงด้วยการพลิกมือนั้น ก็คงจะใช้โอสถชนิดนี้เพื่อเพิ่มระดับจนถึงระดับจันทราเช่นกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่เทโอสถออกมา และถือเอาไว้ใต้จมูกก่อนจะดมมัน ชัดเจนว่าโอสถไม่บริสุทธิ์ด้วยมีความไม่บริสุทธิ์อยู่จำนวนหนึ่ง มันเป็นโอสถคุณภาพต่ำ ในขณะที่เขากำลังจะทิ้งมัน เขากลับนึกถึงหลิงเซี่ยว โหยวเสี่ยวโม่ลอบมองเล็กน้อย เขาเห็นหลิงเซี่ยวนั่งอยู่ตรงโต๊ะดื่มน้ำชา เขากรอกตาไปมา และกล่าวอย่างพยายามเต็มที่ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านต้องการโอสถพวกนี้รึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวมองมายังเขา และยิ้มเบาๆ “พยายามจะกำจัดโอสถคุณภาพต่ำให้ข้ารึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่นำโอสถกลับเข้ากระเป๋ามิติอย่างละอาย “ไม่ใช่….”

 

จริงๆแล้ว เขาก็ตั้งแบบนั้นเล็กน้อย เรื่องก็คือ โอสถเกือบทั้งหมดที่เขาหลอมตกสู่กระเพาะของหลิงเซี่ยวหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเกิดความคิดที่ว่าให้หลิงเซี่ยวกินโอสถคุณภาพต่ำพวกนี้ขึ้นมา

 

หลังจากสมุนไพรและโอสถผ่านไป โหยวเสี่ยวโม่จึงยกเคล็ดลับบางเล่มขึ้นมา เกือบทั้งเหมดเป็นเคล็ดระดับต่ำ ยกเว้นเคล็ดลับระดับต่ำคุณภาพกลางที่มีหนึ่งเล่ม ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงจัดเรียงมันไว้และโยนเข้าไปในมุมหนึ่งของมิติของเขา ตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องใช้กระเป๋าวิเศษอีกต่อไป อะไรก็ตามที่เขาได้มา เขาเพียงใส่มันลงไปในมิติ เนื่องจากในมิติปลอดภัยกว่า กระเป๋าวิเศษอาจถูกขโมยหรือถูกฉกไปได้ทุกเมื่อ และไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง

 

หลังจากนั้นก็เป็นอาวุธ และหนังของสัตว์วิเศษ ขน หรืออะไรแนวนั้น ของที่เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดอยู่ในถุงของชางร่างบาง หลังจากเขาจัดทุกอย่างและส่งพวกมันเข้าไปไว้ในมิติของเขาแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่บนเตียง

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังสิ่งนั้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยกคิ้วขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาด้วยมือเดียวและเปิดมัน มันคือหนึ่งในสี่ของแผนที่หนังแกะ หรือว่านี่……..จะเป็นแผนที่สมบัติ?

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เปล่งประกาย เต็มไปด้วยความตื่นเต้น โหยวเสี่ยวโม่เอนลงไปนอนกับเตียง และศึกษาแผนที่ ในแผนที่นั้นมีภูมิประเทศถูกวาดอยู่ แต่เนื่องจากมันเป็นแค่หนึ่งในสี่เท่านั้น เขาจึงมองไม่เห็นภาพทั้งหมด

 

ในตอนนี้เอง ความมืดปกคลุมไปทั่วหัวของเขา บดบังแสงสว่าง

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าและเห็นหลิงเซี่ยว เขารีบยื่นแผนที่หนังแกะไปตรงหน้าหลิงเซี่ยวและกล่าวด้วยความตื่นเต้นเจือความคาดหวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ดูนี่สิ นี่ดูเหมือนแผนที่สมบัติรึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวปฏิเสธไม่กล่าวอะไรขณะรับแผนที่หนังแกะมา เพียงแค่มองดูครั้งเดียว เขาก็โยนแผนที่หนังแกะกลับเข้ามือของโหยวเสี่ยวโม่ เขาถอดรองเท้า และขึ้นไปบนเตียงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “นี่เป็นหนึ่งในสี่ของแผนที่จริงๆ  เจ้าตัดสินใจได้อย่างไรว่านี่เป็นแผนที่สมบัติ? บางทีอาจจะเป็นแค่แผนที่ธรรมดา อย่าบอกข้าว่าเจ้าคิดจะไปหาอีกสามส่วนที่เหลือจริงๆ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดอย่างขัดใจ ไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของหลิงเซี่ยวได้

 

ความจริงแล้ว เขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะไปค้นหาสมบัติเสียหน่อย แต่เขายังคงรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดได้นิดหน่อย หากมันเป็นแผนที่สมบัติจริง มันคงไม่มีทางตกอยู่ในมือผู้ที่ไม่มีพรรคเช่นนี้แน่

 

“พวกเรายังต้องเดินทางต่อพรุ่งนี้ นอนซะ”

 

หลิงเซี่ยวโอบรอบเอวโหยวเสี่ยวโม่และดึงเขาเข้ามาในวงแขน และห่มคลุมพวกเขาด้วยผ้าห่ม

 

ผ้าห่มนั้นอยู่ดีได้สักพักก่อนที่มันจะถูกโหยวเสี่ยวโม่เตะหลายครั้ง ในตอนนี้เอง เสียงอันตื่นตระหนกก็ดังออกมา “หลับคือหลับ ทำไมท่านจึงถอดเสื้อผ้าของข้า….”

 

“โอ ข้าชอบ…..ให้เจ้าหลับแบบเปลือยมากกว่า”

 

“…….”

 

*****************************

*ดวงตาดั่งนกหงสา