0 Views

บท 117 ฉลาดกว่า

หลังจากเข้าเมืองอู๋เฟิงแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินไปตามถนนหลักซึ่งทอดยาวไปยังทางออกไปทางนึงของเมืองอู๋เฟิง

 

เนื่องจากโหยวเสี่ยวโม่ปฏิเสธอย่างหนักแน่น หลิงเซี่ยวจึงยกเลิกแผนที่จะทานอาหารกลางวันที่เมืองอู๋เฟิง อย่างไรก็ตาม เขาเพียงแค่หยอกล้อเท่านั้น เขาไม่ได้อยากกินอาหารกลางวันเท่าไหร่นัก

 

ถนนหลักของเมืองเต็มไปด้วยผู้คนที่พูดคุยกัน ในแต่ละก้าวเดินก็จะได้ยินผู้คนพูดคุยเกี่ยวกันเรื่องกลุ่มเขี้ยวหมาป่า โหยวเสี่ยวโม่กางหูออกและตั้งใจฟัง ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงเรื่องราวของกลุ่มเขี้ยวหมาป่า

 

กลุ่มเขี้ยวหมาป่านี้เป็นกลุ่มเขี้ยวหมาป่าเดียวกับที่พวกเขาเจอในเมืองฮันจี แต่เนื่องจากหัวหน้ากลุ่มถูกฆ่าตายไปแล้ว กลุ่มเขี้ยวหมาป่าจึงตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย เนื่องจากนอกเหนือจากหัวหน้ากลุ่มที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราแล้ว ลูกน้องของเขาส่วนใหญ่อยู่ในระดับสุริยัน เมื่อหัวหน้ากลุ่มตาย สถานการณ์จึงยุ่งเหยิงเนื่องจากจะต้องมีหัวหน้าผู้ถูกเลือกคนใหม่ แต่ไม่มีใครยอมให้ใครเลย

 

การขัดแย้งรุนแรงมาก เกือบจะเกิดการทำศึกต่อสู้กัน แต่เมื่อคืนก่อน จู่ๆก็มีผู้แข็งแกร่งปรากฎตัวขึ้น และเป็นคนนอกกลุ่ม หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ระดับสุริยันจากกลุ่มเขี้ยวหมาป่าเริ่มปะทะกับเขา ทั้งคู่ต่างสู้กันอย่างสุดฝีมือ ในท้ายที่สุด ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสุริยันก็พ่ายแพ้ไป

 

ไม่เพียงเท่านั้น ชายคนนอกผู้นี้ได้ยินว่าหัวหน้ากลุ่มของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าตายและพวกเขากำลังอยู่ในขั้นตอนการเลือกหัวหน้าคนใหม่ ดังนั้นชายคนนอกจึงไปยังกลุ่มเขี้ยวหมาป่าและกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มคนใหม่

 

ชายคนนอกผู้นั้นเองก็เป็นคนโหดเหี้ยม หลังจากจัดการกับสถานการณ์ในเมืองอู๋เฟิงเสร็จสิ้น เขาจึงประกาศออกมาว่า ตั้งแต่นี้ไปเมืองอู๋เฟิงจะกลายเป็นเมืองในอาณาเขตของเขา ใครก็ตามที่ต่อต้านเขาจะต้องถูกฆ่า

 

กล่าวกันว่าเมืองอู๋เฟิงไม่เคยตกเป็นเมืองของใครมานานแล้ว เมื่อมีกลุ่มเขี้ยวหมาป่า แน่นอนว่าย่อมต้องมีกลุ่มอื่นๆด้วย

 

ดังนั้น หลังจากการประกาศของเขา หัวหน้าของกลุ่มอื่นจึงรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน หลังจากรวมกลุ่มแล้ว พวกเขาจึงมุ่งหน้ากลุ่มของพวกเขาไปยังรังของกลุ่มเขี้ยวหมาป่า ผลลัพธ์นั้นเป็นไปตามคาด กลุ่มที่มีนักสู้จากหลายๆที่มารวมตัวกันนั้นล้มเหลวในการต่อสู้กับชายคนนอก ชายคนนอกฆ่าหัวหน้าของหลายๆกลุ่มเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู จากนั้นเขาจึงรวมสมาชิกของกลุ่มเหล่านั้นเข้าเป็นคนของกลุ่มเขี้ยวหมาป่า

 

ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองอู๋เฟิงมานานหลายปีจึงค้นพบว่าในที่สุดก็มีการเปลี่ยนกระแสในเมืองอู๋เฟิงแล้ว!

 

การเก็บค่าเข้าและออกเมืองอู๋เฟิงนั้นเป็นการเคลื่อนไหวแรกของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าหลังจากที่ควบคุมทั้งเมืองอู๋เฟิงแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวนั้นโชคร้ายมาก ไม่เพียงแค่พวกเขาพบเจอกับเรื่องพวกนี้ พวกเขายังคงเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกร้องให้จ่ายค่าผ่านทางอีกด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขามีโชคชะตาเลวร้ายบางอย่างผูกพันอยู่กับกลุ่มเขี้ยวหมาป่า ครั้งแรกสุด เขามีปัญหาจากการกระทำที่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ แม้ว่าเขาจะผิดเล็กน้อยก็ตาม แต่ใครใช้ให้เก็บค่าผ่านทางแพงขนาดนั้นกัน? หากเก็บแค่ห้าหรือสิบตำลึง เขายังคงบังคับตัวเองให้คิดบ้างเล็กน้อย

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านคิดว่าผู้นำคนใหม่ของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่วิ่งเหยาะๆไปดักหน้าหลิงเซี่ยวและถามอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย แม้ว่าเขาจะรู้เกี่ยวกับระดับของผู้ฝึกยุทธ์ก็ตาม แต่เขายังคงไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกัน

 

ริมฝีปากหลิงเซี่ยวโค้งขึ้น เขาเดินอย่างสบายๆขณะอธิบาย “หัวหน้าของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าเคยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทรา ดังนั้นหัวหน้ากลุ่มอื่นๆเองก็ควรจะอยู่ในระดับจันทราเช่นกัน มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่สามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มเขี้ยวหมาป่าในเมืองอู๋เฟิงได้ เนื่องจากหัวหน้าคนใหม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ ระดับของเขาอย่างน้อยก็คือระดับดาราหรือมากกว่านั้น แต่เขาคงไม่มีทางระดับสูงไปกว่าระดับสวรรค์ได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ฟังคำอธิบายที่ชัดเจนและมีเหตุผล เขาพยักหน้าและถามว่า “ทำไม?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม และกล่าวว่า “หากเขาอยู่ในระดับสวรรค์จริง แม้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม เขาควรจะเป็นผู้มีอำนาจเล็กๆไปแล้ว หรือไม่เช่นนั้น หากเขาต้องการที่หลบภัยจากผู้มีอำนาจอื่นๆ เขาคงจะต้องถูกต้อนรับในฐานะแขกพิเศษ แต่ไม่เพียงเขาไม่ทำเช่นนั้น เขากลับเข้ามายังเมืองอู๋เฟิง แถมซ้ำยังปกครองกลุ่มเขี้ยวหมาป่า เห็นได้ชัดว่าเขาวางแผนที่จะอยู่ในแนวภูเขาอู๋เฟิง มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้นสำหรับพฤติกรรมเช่นนี้ นั่นคือเขากำลังถูกใครบางตามล่า และคนที่ตามล่าจะต้องไม่ใช่บางคนที่อ่อนแอ อาจจะถึงขั้นเป็นพรรคที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่หลบหนีมายังเมืองอู๋เฟิง”

 

ฉลาดเกินไปแล้ว! สุดยอด!

 

เพียงแค่ร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น เขาสามารถรวบรวมข้อมูลได้ถึงเพียงนี้ โหยวเสี่ยวโม่กลับรู้สึกว่าหลิงเซี่ยวกู้คืนคะแนนได้ส่วนหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด…… อย่างน้อยที่สุดหลิงเซี่ยวก็ฉลาดกว่าเขา……

 

นี่เป็นความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับเลยจริงๆ!

 

“พวกเขานี่แหละ พี่น้องกลุ่มเขี้ยวหมาป่าถูกฆ่าโดยคนที่ใส่ชุดสีขาว ในขณะที่พวกเขากำลังเก็บค่าผ่านทางตรงทางเข้าเมือง”

 

ในตอนนั้นเอง กลุ่มคนที่มาพร้อมกับบรรยากาศรุนแรงก็เดินเข้ามาทางพวกเขา คนที่พูดและวิ่งเข้ามาตรงหน้าพวกเขานั้นเป็นชายรูปร่างอวบ ชายผู้นี้นั้นดูคุ้นๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูให้ชัดอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะเคยเห็นคนผู้นี้นอกเมืองอู่เฟิงมาก่อน เนื่องจากรูปร่างของเขานั้นสะดุดตามาก กลายเป็นว่าเขาอยู่กลุ่มเดียวกับสองคนนั้น ช่างชั่วร้ายจริงๆ หลังจากที่สาปแช่งอยู่ภายในใจแล้ว เขาจึงรีบกระโดดไปอยู่ด้านหลังของหลิงเซี่ยว เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด จริงๆนะ เพียงแค่ในตอนนี้เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะไปอยู่ด้านหน้าซักเท่าไหร่

 

หลิงเซี่ยวเพียงแค่หยุดอย่างมั่นคง และคนกลุ่มนั้นกลับวิ่งตรงมายังเขา เจ็ดคนด้วยกัน ระดับสูงที่สุดคือระดับจันทราหนึ่งดาว เป็นชายแข็งแกร่งผู้หนึ่ง แต่สภาวะของเขายังไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะเขาเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับมาไม่นานนัก ในหมู่คนพวกนั้น ไม่มีใครที่เขาคุ้นหน้าเลยแม้แต่คนเดียว กลุ่มคนที่เขาพบเจอในเมืองฮันจีไม่ปรากฎตัวเลย

 

ชายร่างกายกำยำที่ดูเยือกเย็นและชั่วร้ายก้าวเข้ามาสองก้าวใหญ่ๆ เขาดูเก่งกาจด้วยรูปร่างแข็งแกร่ง สายตาอันเหยียดหยามของเขาจ้องไปที่หลิงเซี่ยว เขายกขวานขนาดใหญ่ขึ้นไปไว้บนบ่าและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “เจ้าจะจบชีวิตด้วยตัวเอง รึว่าต้องการให้ข้าจบชีวิตเจ้าดีละ?ไ

 

รอยยิ้มบางๆปรากฎบนใบหน้าของหลิงเซี่ยว “แต่ข้าขอเลือกทางที่สามดีกว่านะ”

 

โดยไม่รอคำตอบของชายร่างกายกำยำนั้น โหยวเสี่ยวโม่ยื่นหัวออกมาจากใต้วงแขนของหลิงเซี่ยว และถามอย่างสงสัย “ทางที่สามคืออะไรรึ?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม “พวกนั้นตาย!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่น และรีบหดหัวกลับไปทันที

 

ชายร่างกำยำแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาทันที เขายกขวานขนาดใหญ่ขึ้น และฟันมันลงไปยังหัวของหลิงเซี่ยวโดยปราศจากการทักทายใดๆ ผลลัพธ์นั้นถูกคาดไว้แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราจะมีความสามารถสักเท่าไหร่กัน? เพียงพอแค่คุมเมืองอู๋เฟิงเท่านั้น

 

หลิงเซี่ยวเพียงแค่เขาตวัดมือเท่านั้นก็ส่งชายร่างกำยำผู้นั้นกระเด็นไปไกล เขาไม่รู้จักหนักหรือเบา มีเพียงสองคำเท่านั้นที่ปรากฎขึ้นมาขณะที่เขาเคลื่อนไหว ดังนั้นชายร่างกำยำหนักกว่าสองร้อยชั่งกระเด็นไปกระแทกกำแพงทันที เลือดไหลย้อยลงมาจากกำแพง ในขณะที่ร่างของเขาตกสู่พื้นดิน เลือดก็ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป เขาหายใจออกรุนแรงและหายใจเข้าเพียงแผ่วเบา

 

ทุกคนรู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกพัดเข้าหาก้นบึ้งของจิตใจของพวกเขาในทันที

 

ชายระดับจันทราผู้นั้นเพิ่งจะทะลวงผ่านมาไม่นานนัก คนที่ช่วยเหลือเขาให้ทะลวงผ่านก็คือหัวหน้าคนใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกน้องใต้บัญชา เขาจึงช่วยชายร่างกำยำเพิ่มพูนระดับของเขา เขาไม่ได้คาดว่าเพียงแค่ไม่ถึงวัน “ลูกน้องผู้เชื่อมั่น”ของเขาก็ตายเสียแล้ว หากหัวหน้าคนใหม่รู้เรื่องนี้ เขาจะต้องโกรธเกรี้ยวราวกับสายฟ้าฟาดอย่างแน่นอน

 

คนขี้ขลาดต่างหวาดกลัว และวิ่งหนีไปทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันเท่านั้น เมื่อวิ่งหนีไปจนไกลพอแล้ว หนึ่งในพวกนั้นจึงหยุดลง และพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง “หากเจ้ามีความกล้า จงอย่าหนีไปไหน รออยู่ตรงนี้ และหัวหน้าของเราจะต้องมาทุบตีแน่นอน!”

 

เมื่อพูดจบแล้ว เขาจึงวิ่งจากไหน

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราออกจากที่นี่เลยไหม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินออกมาจากด้านหลังหลิงเซี่ยว และขมวดคิ้ว มองดูนิสัยของคนพวกนี้ พวกเขาจะต้องไม่ยอมให้จากไปเป็นแน่

 

“พวกเราไม่ได้กำลังจะจากไปหรอกรึ?”

 

หลิงเซี่ยวหัวเราะ ขณะที่จ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ จากนั้นเขาจึงเดินอย่างช้าๆ ราวกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่

 

โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกด้วยความไม่พอใจ “ข้าหมายถึง ตอนนี้เลย ก่อนที่คนพวกนั้นจะกลับมา”

 

หลิงเซี่ยวกลับหยุดเดินในทันที ดวงตาเฉียบคมจับจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่ ริมฝีปากของเขาเริ่มโค้งขึ้น “เจ้าเป็นกังวลสิ่งใดกัน? หรือว่าเจ้ากลัวว่าข้าจะเอาชนะพวกนั้นไม่ได้?”

 

แน่นอนว่า……ไม่มีทาง!

 

หลังจากได้ยินหลิงเซี่ยวพูดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงรับรู้ได้หนึ่งอย่าง แม้ว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของทวีปหลงเซี่ยวแล้วก็ตาม ทวีปอันยิ่งใหญ่นี้ ความคิดยังคงติดอยู่ในอดีต ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย หากใครบางคนเจอสถานการณ์นี้ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด คนส่วนใหญ่คงจะหลบเลี่ยงโดยอัตโนมัติ แต่การกระทำลักษณะนี้ในทวีปหลงเซี่ยวที่ความแข็งแกร่งเป็นที่เทิดทูน ถือว่าเป็นลักษณะของคนอ่อนแอ

 

หากความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นสูงเทียบเท่าศัตรู แต่หากถอนตัวจากการต่อสู้บ่อยครั้ง คนอื่นจะคิดว่าคนผู้นั้นเป็นเพียงแค่เสือกระดาษ เป็นเพียงคนอ่อนแอที่ไร้เกียรติ

 

เมื่อเห็นว่าเขาเงียบและเหม่อลอย หลิงเซี่ยวจึงยกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

 

ที่จริง เขากำลังจะโต้แย้งกับโหยวเสี่ยวโม่ กลับหยุดลงเมื่อเห็นสีหน้าของโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นแดง และตอนนี้เขาจึงเงียบลง และกลับรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย

 

“ศิษย์น้อง?”

 

หลิงเซี่ยวเรียกเขาด้วยความสงสัย ส่วนสาเหตุที่เขาต้องการจะรู้นั้น มีเพียงแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและยิ้มให้เขาทันที เขาเดินออกไปและจับแขนหลิงเซี่ยวเพื่อบังคับให้เดินตามมาขณะกล่าว “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้าไม่ได้กังวลอะไรทั้งนั้น ข้ารู้ว่าท่านนั้นเก่งกาจ กลุ่มเขี้ยวหมาป่าพวกนั้นไม่มีทางเทียบเคียงท่านได้ แต่พวกเขาไม่คุ้มค่ากับความสนใจของท่านหรอก ดังนั้นพวกเราควรจะรีบออกจากที่นี่ ที่นี่ไม่สนุกเอาเสียเลย”

 

“ก็จริงอยู่นะ…..”

 

เป็นไปได้รึที่หลิงเซี่ยวจะเห็นด้วยกับเขา? แต่หลิงเซี่ยวรู้สึกว่าโหยวเสี่ยวโม่ในตอนนี้นั้นแปลกเล็กน้อย ดูเหมือนว่าโหยวเสี่ยวโม่เพิ่งจะกำจัดบางสิ่งออกไปได้ เป็นกันเองในทันที

 

แต่ปัญหาที่จะตามมาไม่ได้น้อยลงเลย

 

หัวหน้าคนใหม่ของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าต้องการสร้างอำนาจของเขา ดังนั้นเขาต้องกำจัดคนที่กล้ามาท้าทายกฎที่เขาตั้งขึ้น และทั้งสองก็เป็นก้อนหินก้อนแรกของเขา

 

เมื่อหลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่กำลังจะเดินถึงประตูเมือง หัวหน้ากลุ่มก็ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับลูกน้องของเขา