0 Views

 

ในห้องศึกษา , ทุกๆอย่างนั้นถูกจัดไว้อย่างระเบียบเรียบร้อย ตู้หนังสือนั้นเต็มไปด้วยหนังสือที่เรียงราย , และทุกๆอย่างที่อยู่บนโต๊ะนั้นถูกจัดไว้อย่างดี . บนผนังสีขาวหิมะนั้นมีภาพวาดและภาพอักษรประดิษฐ์แขวนอยู่ . ภาพอักษรประดิษฐ์ทั้งหมดนั้นเรียงตามตัวอักษรและภาพวาดก็ถูกลงสีอย่างสวยงามเรียบร้อย เมื่อทั้งสองได้มาถูกแขวนอยู่ด้วยกันทำให้สอดประสานกันได้อย่างดีทำให้พวกมันดูมหัศจรรย์อย่างมาก

 

 

ด้านนอกหน้าต่างนั้นมีต้นไผ่เล็กกอหนึ่งที่กำลังเต้นไปตามลมอย่างแผ่วเบา . เบื้องหน้าของหน้าต่างนั้นมีขลุ่ยหยกซึ่งเป็นสีขาวหิมะและปี่ชวาสีม่วงเข้ม .

 

 

ผู้คุ้มกันหญิงทั้งสองนั้นรออยู่ด้านนอกส่วนเว่ยซวนซวนและอวี้ปิงหยานนั้นตามหลิงเทียนเข้าไปข้างใน ในตอนที่พวกนางเข้ามาในห้อง พวกนางก็รู้สึกว่าห้องนี้นั้นน่ามหัศจรรย์อย่างมาก

 

 

พอพวกนางเงยหน้าของพวกนางขึ้น พวกนางก็สามารถเห็นภาพวาดและภาพประดิษฐ์อักษาที่ถูกแขนอยู่เต็มผนัง ความแตกต่างระหว่างสตรีทั้งสองนั้นแสดงออกมาทันทีในตอนนี้ . อวี้ปิงหยานนั้นเดินตรงไปที่ภาพวาดเหล่านั้นราวกับนางได้เห็นสมบัติและค่อยๆชื่นชมกับพวกมันทีละภาพราวกับตกอยู่ในภวังค์ ส่วนทางด้านเว่ยซวนซวนนั้นนางเดินตรงไปที่อักษรเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานและชื่นชมบทกวีที่แขวนอยู่ไม่หยุด

 

 

อย่าได้ใส่ใจเสียงพิรุณที่โปรยปรายใส่ใบไม้ในป่าทึบขณะที่ก้าวผ่าน ไฉนถึงไม่ร้องเพลง และเดินเล่นช้าๆเล่า

ไม้ไผ่ 1 กำ รองเท้าฟาง 1 คู่ ยังว่องไวเสียกว่าควบขี่อาชา พิรุณกระหน่ำหนักใยจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า สวมใส่เสื้อฟางกันฝน ท่ามกลางหมอกและพิรุณที่แผ่ปกคลุม ก็สามารถไปไหนมาไหนได้ตามปกติ

สายลมแห่งวสันตฤดูที่หนาวเหน็บ แต่เย็นยะเยือกเพียงน้อยนิดนี้ พัดโชยปลุกให้ข้าตื่นจากภวังค์ของสุรา เพลานี้สุริยันต์ลับฟ้าจากบนยอดเขาอันไกลโพ้นแทนที่ด้วยหมอกและพิรุณ ออกมาต้อนรับข้า

หวนนึกถึงพายุฝนและลมหนาวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะข้ามผ่านคลื่นลมที่สาดโถมนับครั้งไม่ถ้วน กลับบ้านเถิด กลับไปใช้ชีวิตที่แสนสงบนั่น ” ตั้งแต่ต้น , เว่ยซวนซวนเพียงชื่นชมบทกวีต่างๆอย่างเงียบๆ แต่หลังจากที่นางได้เห็นบทกวีบทหนึ่ง , นางก็อดไม่ได้ที่จะทวนมันออกมาขณะที่ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

 

 

“ ช่างเป็นบทกวีทีวิเศษนัก ! มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ! ช่างเป็นแนวคิดที่งดงามยิ่ง ! ประดั่งหัวใจที่ไร้ห่วง ! คุณชายหลิง , นี่คือหนึ่งในผลงานของท่านใช่หรือไม่ ? ” เว่ยซวนซวนหันหลังกลับมาในสายตาของนางนั้นลุกโชนไปด้วยความปรารถนาที่ยิ่งกว่าอวี้ปิงหยาน.

 

 

จากนั้นหลิงเทียนก็พยักหน้าอย่างช้าๆราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่ผลงานดาษๆ “ ก็ใช่ , ชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ข้าน้อยเขียนขึ้นมาตอนที่ยังมีความรู้เพียงนิดจึงทำให้ผลงานชิ้นนี้นั้นไม่ต่างอันใดกับเรื่องราวไร้สาระที่ไม่มีประโยชน์ . ข้าทำให้ตัวเองขายหน้าเสียแล้วสิ ! ” หลิงเทียนตอบกลับอย่างถ่อมตน

 

 

ถ้าหากว่าซูซื่อผู้ล่วงลับได้มายินเขาพูดเช่นนี้แล้วล่ะก็ เขาจะต้องลุกขึ้นมาจากหลุมศพเพื่อมาทุบตีเจ้าเด็กบ้านี้จนตายไปด้วยกันแน่นอน [1]

 

 

ใบหน้าของเว่ยซวนซวนนั้นประดับไปด้วยร้อยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชมก่อนที่นางจะพูด “ คุณชายหลิงถ่อมตัวเกินไปแล้ว ”

 

 

เพียงชั่วครู่ หลิงเฉินก็เดินเข้ามาอย่างเงียบๆพร้อมกับถาดชุดชา . หลิงเทียนจึงถือโอกาสนี้ค่อยๆเปลี่ยนประเด็นออกไปเพราะเขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก่อนจะพยายามเรียกความสนใจของพวกนางมาที่ถ้วยชาที่เพิ่งเสิร์ฟ ถึงแม้ว่าซูซื่อจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้ หลิงเทียนก็ไม่ค่อยจะสบายใจนักที่ต้องอวดผลงานของคนอื่น.

 

 

หญิงสาวทั้งสองนั้นเดินออกมาจากความตกตะลึงในผลงานที่หลิงเทียนสร้างขึ้นมาก่อนจะมองหน้ากันเอง พวกนางสามารถมองเห็นความขมขื่นและความตื่นเต้นในสายตาของอีกฝั่งได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าหากพวกเขาตระหนักได้ว่าพวกเขานั้นไม่สามารถเทียบกับใครบางคนได้เลยแม้แต่น้อย มันจึงแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง

 

 

อวี้ปิงหยานเดินออกมาจากฝั่งภาพวาดเป็นคนแรก พอหลิงเทียนกำลังจะเสิร์ฟชาให้กับพวกนาง , มือของอวี้ปิงหยานก็คว้าไปที่ถ้วยชาอย่างรวดเร็วก่อนที่หลิงเทียนจะคว้าขึ้นมือตัวเองได้

 

 

การกระทำของนางนั้นรวดเร็วอย่างมาก แสดงให้เห็นว่านางนั้นเกิดมาในตระกูลอวี้ที่ไม่ธรรมดาและมีวรยุทธอยู่เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามหลิงเทียนนั้นตกตะลึงอยู่ภายในใจของเขาก่อนจะรู้สึกสับสน

 

 

แม้ว่าการกระทำของอวี้ปิงหยานจะเร็วก็จริง แต่มันก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของหลิงเทียน แม้กระทั่งหลิงเฉินก็ยังเร็วกว่านางหลายเท่าในแง่ของความเร็ว จากจุดนี้มันสามารถสรุปได้ว่าระดับของวรยุทธที่อวี้ปิงหยานมีนั้นอยู่เพียงระดับเดียวกับผู้คุ้มกันหญิงทั้งสองของนางเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลิงเทียนสับสน.

 

 

องค์หญิงน้อยของตระกูลอวี้ ซึ่งวรยุทธตกทอดมานับพันปี , และนางจะต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเด็กแน่นอน ถ้าหากเป็นตามที่ว่านี้ วรยุทธของอวี้ปิงหยานนั้นควรจะสูงกว่าคนอื่นๆในรุ่นอายุของนาง แม้ว่านางจะเทียบไม่ได้กับหลิงเฉิน , แต่นางก็ไม่ควรจะต่างชั้นมากเกินไปถึงขนาดนี้ แต่ความจริงในตอนนี้คือวรยุทธของอวี้ปิงหยานนั้นถือว่าย่ำแย่อย่างมาก แม้ว่านางจะมีความเร็วและสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว . แต่มันก็ไม่สามารถปิดบังความจริงที่ว่านางนั้นมีพลังปราณเพียงผิวเผินเพียงเท่านั้น !

 

 

เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ? จากที่เขาได้เห็นความแข็งแกร่งของสองผู้เชี่ยวชาญลึกลับ หลิงเทียนก็มั่นแน่ใจนอนว่าตระกูลอวี้นั้นต้องมีความสามารถพอที่จะทำให้อวี้ปิงหยานนั้นเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นของนางได้ ! ทำไมตระกูลอวี้จึงไม่ทำเช่นนั้น ? หรือว่าพวกเขามีเหตุผลอื่น ? ขณะที่หลิงเทียนเริ่มตั้งคำถามอยู่กับตัวเอง เขาก็มองตรงไปที่อวี้ปิงหยานด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบ

 

 

พออวี้ปิงหยานเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลิงเทียน นางก็เพียงคิดว่าหลิงเทียนนั้นสับสนว่าทำไมนางถึงได้คว้าถ้วยชาของเขา นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาก่อนะที่นางจะคุกเข่าและยกถ้วยชาขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างของนาง จากนั้นนางก็ส่งมันให้กับหลิงเทียนและโค้งคำนับด้วยความเคารพ — นี่เป็นการทำความเคารพสำหรับศิษย์ที่กำลังขอฝากตัวกับอาจารย์ของตน !

 

 

หลิงเทียนตื่นตกใจก่อนจะลุกขึ้นทันทีและตอบกลับด้วยความร้อนรน “ อวี้…น้องหญิง , เจ้ากำลังทำอะไร ? ” แม้ว่าหลิงเทียนจะรู้อยู่แล้วว่าพวกนางทั้งสองนั้นมาที่นี่เพื่อมาเรียนวาดภาพ แต่นางก็ไม่คาดคิดว่าองค์หญิงน้อยของตระกูลอวี้จะคารวะเขาให้เป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการของนาง ! หลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจเช่นกัน .

 

 

จากนั้นอวี้ปิงหยานก็เอ่ยออกมาด้วยความเคารพ “ ข้าหวังว่าคุณชายหลิงจะยอมรับข้าเป็นลูกศิษย์ของท่านเพื่อสอนจิตรกรรมให้แก่ข้า ” ในเวลาเดียวกัน นางก็รู้สึกหดหู่อยู่ภายในใจก่อนจะคิด ; ถ้าหากข้าไม่สร้างความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ระหว่างพวกเรา มันก็คงจะอันตรายสำหรับเจ้าอย่างมากถ้าหากว่าวันหนึ่งในอนาคตพวกเราพัฒนาความสัมพันธ์กัน ;

 

 

หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากันมาสองครั้ง , อวี้ปิงหยานก็รู้ว่านางนั้นรู้สึกชมชอบและประทับใจต่อชายหนุ่มที่มีความรู้และเป็นสุภาพบุรุษ ถ้าหากว่านางไม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและยังคงสร้างความสัมพันธ์กับเขาไปเรื่อยๆ นางจะต้องตกหลุมรักเขาอย่างแน่นอน. ถ้าหากเป็นเช่นนั้น , หลิงเทียนและตระกูลของเขาก็คงจะต้องถูกลากลงไปสู่การสาปแช่งชั่วนิรันดร์ ! หลังจากที่คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว นางก็พลันคิดว่าต้องคิดให้เขาเป็นซือฟู่ของนางเพียงเท่านั้น . นางคิดว่าตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในสถานะศิษย์และอาจารย์ , นางก็จะไม่ต้องมาคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน . มันคงจะเป็นการช่วยให้นางสามารถหลีกเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดและนางก็จะสามารถเรียนรู้ทักษะด้านจิตรกรรมที่นางใฝ่ฝันถึงได้อีกด้วย ! นี่เป็นเหมือนการฆ่านกหลายตัวด้วยหินเพียงก้อนเดียว ! [ TL : เสนอสำนวนตอนละคำ nip (something) in the bud แปลว่า ตัดไฟแต่ต้นลม ]

 

 

หลิงเทียนพลันโบกมือปฏิเสธไปมา “ ไม่ๆๆ , แน่นอนว่าต้องไม่ . พวกเราทั้งคู่ล้วนอายุใกล้ๆกัน มันเพียงพอแล้วที่เราจะแลกเปลี่ยนความรู้กันในฐานะเพื่อน ข้าแน่นอนว่าไม่ได้จะต้องการสิ่งใดจากเจ้า เหตุใดมันต้องจำเป็นที่ข้าจะต้องไปเป็นซือฟู่ของเจ้าด้วย ? น้องหญิง ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการจะทรมานข้าใช่ไหม ? ”

 

 

อวี้ปิงหยานยังคงโค้งคำนับอยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดออกมา “ ถ้าหากซือฟู่ไม่ยอมรับ ข้าก็จะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาด ” ในเวลาเดียวกัน นางก็คิดอยู่ภายในใจ ; เจ้าโง่…ข้ากำลังพยายามที่จะปกป้องเจ้าอยู่… ;

 

 

เว่ยซวนซวนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ช่วยนางเกลี้ยกล่อม “ คุณชายหลิง , ลูกพี่ลูกน้องของข้านั้นต้องการจะเรียนการวาดภาพจากท่านด้วยใจจริง . ทำไมคุณชายหลิงถึงต้องปฏิเสธนางด้วย ? มันจะดีกับท่านถ้าหากท่านยอมรับนะเจ้าค่ะ ” เวลาเดียวกัน นางก็แอบถอนหายใจกับตัวเอง ; น้องสาวผู้โง่เขลาของข้า , เจ้าคิดเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว ! ;

 

 

หลิงเทียนส่ายหน้าอย่างหนัก “ ไม่ๆ ไม่แน่นอน  . น้องอวี้ มันจะดีที่สุดถ้าเจ้าลึกขึ้น ข้าไม่สามารถยอมรับในเรื่องนี้ได้ ! ถ้าหากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ไม่ใช่ว่าข้าจะต้องกลายเป็นที่หัวเราะต่อคนทั้งโลกงั้นรึ ? ” ด้วยความวิตกกังวล , หลิงเทียนก็เปลี่ยนวิธีเรียกนางจาก ‘ น้องหญิง ’ เป็น ‘ น้องอวี้ ’

 

 

อวี้ปิงหยานพูดออกมาด้วยความผิดหวังและเสียใจ “ อย่าบอกข้านะว่าคุณชายหลิงคิดว่าข้านั้นสิ้นหวังเกินไปที่จะสั่งสอน ? ”

 

 

หลิงเทียนแทบจะทำอะไรไม่ถูกเพราะนางก่อนจะลูบหัวของตนไปมาด้วยความรู้สึกหมดหนทาง. ทันใดนั้นตาของเขาก็เป็นประกายก่อนจะยิ้มออกมา “ ใครพูดเช่นนั้นกัน ? ข้าเพียงพูดแค่ว่าข้าจะไม่ยอมรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ข้าพูดว่าข้าจะไม่สอนเจ้าวาดภาพ ? ”

 

 

ร่างของอวี้ปิงหย่านสั่นเล็กน้อยก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นมามองและเอ่ยถาม “ ข้าไม่เข้าใจว่าคุณชายกำลังหมายถึงสิ่งใด ? ”

 

 

หลิงเทียนใช้โอกาสนี้ดึงนางขึ้นมาก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ เจ้ายังคงเรียกข้าว่าคุณชายหลิงอยู่อีก ? ข้าเรียกเจ้าว่าน้องสาวมาตั้งหลายครั้งแล้ว . มีเหตุผลอันใดเล่าที่พี่ชายจะไม่สอนน้องสาวของเขา ? น้องสาว , ถ้าเจ้านั้นยังไม่เรียกข้าว่าท่านพี่ , เจ้าก็ควรจะเรียกข้าว่าพี่ชาย , ถูกไหม ? ” ด้วยอารมณ์ที่ดี เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อนาง [2]

 

 

อวี้ปิงหยานยืนตรงนิ่งก่อนที่หัวใจของนางจะพลันว่างเปล่า เดิมทีนางตั้งใจว่าจะบังคับให้เขายอมรับ แต่เจ้าโง่นี่กลับดื้อด้านตัดสินใจที่จะสอนนางโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ! แล้วนางควรจะเท่าเช่นไรดี ?

 

 

เมื่อเห็นว่านางดูสูญเสียความเป็นตัวเอง หลิงเทียนก็พูดติดตลก “ ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าน้องอวี้จะดูถูกคนเสเพลเช่นข้าด้วย ”

 

 

อวี้ปิงหยานถอนหายใจลึกๆอยู่ภายในใจก่อนจะกล่าว “ น้องสาวผู้นี้จะเชื่อฟังที่พี่ชายพูด ” ในเวลาเดียวกัน นางก็คิดว่า ; เนื่องจากเรื่องมันก็เป็นเช่นนี้ไปแล้ว , ข้าก็เพียงเก็บเรื่องนี้ไว้จนกว่าจะตาย ข้าจะต้องทำให้มั่นใจว่าเขาจะต้องไม่รู้เรื่องนี้ ;

 

 

หลิงเทียนหัวเราะด้วยความพอใจกับตัวเอง เขาอดไม่ได้ที่จะรับถ้วนชามาจากมือของนางก่อนจะยิ้ม “ เนื่องจากข้าไม่สามารถรับการแลกจอกรับศิษย์ได้ เช่นนั้นข้าถือว่าข้าดื่มมันเพื่อน้องสาวก็แล้วกัน ”

 

 

ใบหน้าของอวี้ปิงหยานพลันเปลี่ยนเป็นแดกซ่านก่อนที่นางจะแย่งถ้วยชากลับมา “ ไม่ต้องแล้ว, ข้าไม่ยอมให้ท่านดื่มชาอีกในตอนนี้ ” พอเมื่อหลิงเทียนต้องการแย่งมันจากมือของนางด้วยรอยยิ้ม , สายตาของเขาก็พลันหรี่ลงและเพ่งเล็งไปที่มือของอวี้ปิงหยาน

 

 

แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นบนฟ้านั้นได้ส่งผ่านหน้าต่างและกระทบลงบนมือที่อ่อนนุ่มของอวี้ปิงหยาน มันทำให้มือของนางนั้นดูราวกับหยกขาวที่โปร่งแสง นิ้วของนางก็ดูราวกับถูกสร้างขึ้นมาจากศิลปะด้วยความประณีต

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใชสิ่งที่หลิงเทียนสังเกตเห็น

 

 

หลิงเทียนจ้องเขม็งไปที่มือของอวี้ปิงหยานด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ ! ในตอนนี้เขาก็เข้าใจทันทีเลยว่าทำไมวรยุทธของอวี้ปิงหยานถึงได้ดูอ่อนแอทั้งๆที่เป็นถึงองค์หญิงน้อยของตระกูลอวี้

 

 

ภายใต้แสงแดด , เส้นชีพจรที่อยู่บนมือของนางนั้นก็ได้ปรากฏขึ้นมา ! ภายใต้แสงแดด , เส้นชีพจรที่ควรจะเป็นสีเขียวอ่อนๆแต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอยู่บนมือของอวี้ปิงหยาน !

 

 


 

 

 

[1] : บทกวีด้านบนนั้นถูกประพันธ์โดยซูซื่อ . ซูซื่อเป็นนักกวีที่มีชื่อเสียงอย่างมากจากราชวงศ์ซ่ง

 

[2] : คำแรก ‘ ท่านพี่ ’ นั้นเป็นคำที่ภรรยามักมีไว้เรียกสามีของนาง . คำที่สอง ‘ พี่ชาย , พี่ใหญ่ , เกอเกอ ’ นั้นเป็นคำที่พี่น้องในสายเลือดเรียกกัน

 

กลุ่มลับถึง 443

Legend of Ling Tian ตำนานของหลิงเทียน

 

11 ตุลา หรือวันนี้ทุกกลุ่ม 300 วันสุดท้ายหมดเขตเที่ยงคืนครับ