0 Views

       

            ตอนที่ชิวเหิงพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนต่างก็หันมามองเขาโดยอัตโนมัติ ซึ่งทุกคนล้วนมองเห็นความกระวนกระวานจากในสายตาของเขา

            หลังจากหอหลิงเป่าถูกสำนักโลหิตและสำนักภูตผีเข้ารุกราน ศักยภาพจึงอ่อนด้อยมากที่สุด แทบจะเรียกได้ว่าสูญเสียต้นทุนในการต้านทานกับอีกหกสำนักที่เหลือทีเดียว

            ส่วนสัตว์เพลิงพิภพตัวนั้น หลังจากหลุดพ้นไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนก็ทำให้ตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดิน และค่ายกลใหญ่ “เพลิงพิภพเผานภา” ที่หอหลิงเป่าอาศัยพึ่งพาก็ถูกสัตว์เพลิงพิภพทำลายลงจนหมดสิ้นประสิทธิผล

            และก็ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์ของหอหลิงเป่าทุกคนจึงหวาดกลัวไม่เป็นสุข

            ก่อนหน้าที่ชิวเหิงจะเข้ามาในประตูสวรรค์ก็รู้แล้วว่าภูตผีปีศาจจะรุกรานอาณาจักรหลีเทียน เขาจึงคิดว่าหลังจากที่หอหลิงเป่าสูญเสียค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาไปก็คงไม่มีพลังเหลือพอต้านทานไม่ให้ภูตผีปีศาจเหล่านั้นทำลายเทือกเขาชื่อเหยียนได้อีก

            เขาไม่อยากรีบกลับไปที่อาณาจักรหลีเทียนเพราะกังวลว่าพอกลับไปแล้วอาจจะถูกภูตผีปีศาจฆ่าตายทันที

            เขาหวาดกลัวจริงๆ

            แม้ว่าคนอื่นๆ จะรู้สึกเหยียดหยันชิวเหิง ทว่าในบรรดาคนเหล่านั้นก็มีคนส่วนหนึ่งที่เงียบงันไปเพราะคำพูดของชิวเหิง

            พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าอาณาจักรหลีเทียนตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก หากคิดในแง่ร้าย อาณาจักรหลีเทียน…อาจจะถูกรุกรานและยึดครองโดยภูตผีปีศาจไปหมดแล้ว ซึ่งนี่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย

            และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ การที่พวกเขากลับอาณาจักรหลีเทียนไปในเวลานี้ ก็เท่ากับพาตัวไปตายชัดๆ!

            “ทำไม?” หงฉานแห่งวังยมบาลขมวดคิ้ว มองไปยังทุกคนที่เงียบงันลง กล่าว “พวกเจ้าก็เห็นด้วยกับคำพูดชิวเหิงงั้นหรือ?”

            เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง กล่าว “ตอนที่อาณาจักรหลีเทียนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด พวกเราควรจะรีบกลับไปโดยเร็ว! ไม่มีอาณาจักรหลีเทียน พวกเราก็เป็นได้แค่ผีเร่ร่อนกลุ่มหนึ่ง ทุกคนต่างก็มาจากอาณาจักรหลีเทียน ได้รับความเมตตาปราณีจากสำนัก เมื่อสำนักเผชิญกับเภทภัย เราก็ควรร่วมเป็นร่วมตายกับสำนัก!”

            ลี่ฝานแห่งสำนักหลิงอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ แสดงว่าเห็นด้วย

            ทว่าโจวอี้แห่งสำนักภูตผีและพวกกวานชิวแห่งหุบเขาเทากลับยังคงเงียบงันดุจเดิม

            ผ่านไปครู่หนึ่งโจวอี้ก็พลันพูดขึ้นมาว่า “ในบรรดาพวกเรา บางคนอยู่ในสภาพที่พร้อมจะฝ่าทะลุได้ทุกเมื่อ เวลานี้พวกเราควรพัฒนาศักยภาพให้ได้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ มิฉะนั้นรอจนกลับอาณาจักรหลีเทียนไปแล้วเราก็จะไม่มีเวลาว่างมาฝึกบำเพ็ญตบะเพื่อให้ตัวเองฝ่าทะลุขั้นได้อีก พวกเราสามารถรอไปอีกนิด รอจนกว่าจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่คลื่นพลังงานในค่ายกลนำส่งโบราณจะหายไปจริงๆ แล้วค่อยเดินทางกลับอาณาจักรหลีเทียน”

            “ทุกคนสามารถอาศัยช่วงเวลาสั้นๆ นี้มาทำความเข้าใจกับประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอจากที่แห่งนี้ ค้นหาหนทางในการนำโชควาสนาที่พวกเราได้รับมาใช้”

            “สามารถกลับไปด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด บางทีอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนในตอนนี้”

            “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

            โจวอี้เอ่ยถามทุกคน

            กวานชิวและชิวเหิงแห่งหอหลิงเป่า และยังมีคนของอารามเสวียนอู้อีกหลายคนต่างก็พยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย

            หงฉานมองพวกเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ดี ถ้าเช่นนั้นทุกคนจงจัดการตัวเองกันต่อไป ข้าจะคอยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของค่ายกลนำส่งโบราณนั่น และจะเตือนทุกคนก่อนที่คลื่นพลังงานจะหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อที่ทุกคนจะได้เดินทางกลับไปได้”

            “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้” เฟิงหลัวก็เห็นด้วย

            หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งเงียบๆ อยู่ด้านข้างค่ายกลนำส่งโบราณ คนทั้งเจ็ดสำนักกระจายตัวกันออกไป ต่างฝ่ายต่างทำความเข้าใจกับโชควาสนาที่ตัวเองได้รับมาในประตูสวรรค์

            เนี่ยเทียนนั่งอยู่กับลี่ฝานและเจียงหลิงจู เขาทำสมาธิ หรี่ตาลงใช้กระแสจิตมาตรวจสอบมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน

            ในมหาสมุทรวิญญาณ น้ำวนพลังงานสองลูก ลูกหนึ่งน้ำวนเปลวเพลิง ลูกหนึ่งน้ำวนพืชหญ้าต่างก็เคลื่อนโคจรช้าๆ

            ปราณวิญญาณขาวโพลนหลังจากถูกกลั่นหลอมครั้งแล้วครั้งเล่าก็คล้ายจะไต่ไปถึงขีดสุด ก่อนหน้าที่มหาสมุทรวิญญาณของเขายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติก็ดูเหมือนว่ายากที่มันจะกลั่นหลอมต่อไปได้อีก

            เขาเข้าใจดีว่าตัวเองมาถึงริมขอบของการฝ่าทะลุอีกครั้งแล้ว แค่ต้องการโอกาสครั้งหนึ่ง เขาก็อาจจะพัฒนาไปได้อีกขั้น

            และขณะที่เขาใช้พลังจิตสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรวิญญาณอยู่เงียบๆ ซึ่งบางครั้งก็จะหยิบหินวิเศษออกมาหนึ่งก้อนเพื่อดูดซับพลังวิญญาณที่อยู่ด้านใน เขาพลันเกิดความรู้สึกผิดปกติบางอย่าง

            เขาหันขวับไปมองภาพประตูสวรรค์บนหลังมือ

            ในภาพประตูสวรรค์ ตราประทับรูปดาวหกแฉกสองดวงได้ปลดปล่อยแสงดาวจางๆ ออกมาอย่างเงียบเชียบตามการบำเพ็ญตบะของเขา

            เมื่อแสงดาวปรากฏ เขาจึงลืมตาโพลง เงยหน้ามองท้องฟ้า

            นอกอาณาจักรที่มืดมิดเย็นเยียบ ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในทางช้างเผือกมีบางดวงเปล่งประกายวิบวับ บางดวงกลับมืดดับไร้แสง

            ดาวบางดวงอยู่ห่างจากเขาไปไกลแสนไกล เล็กกระจิดริดราวเมล็ดข้าวสาร และก็มีดาวบางดวงที่เขาเห็นว่าใหญ่ยักษ์พอๆ กับฐานแท่นโม่

            ตอนที่เขาใช้พลังจิตตรวจสอบมหาสมุทรวิญญาณ ดวงดาวเหล่านั้นก็คล้ายว่าได้รับการชักนำจากดาวหกแฉก

            เขารวบรวมสมาธิไปรับสัมผัส พลันรู้สึกว่าแสงดาวที่สาดส่องลงมาจากดวงดาราเหล่านั้นได้มารวมตัวกันอยู่ที่เขา

            เดิมทีเขาคิดว่าแสงดาวเหล่านั้นที่ส่องมาสามารถนำมาหลอมละลายเข้าสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณได้

            ทว่าพอเขาร่ายเวทกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของตัวเอง

            กลับกลายเป็นมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนที่เกิดจากการรวมตัวกันของปราณวิญญาณต่างหากที่มีดาวดวงหนึ่งเปล่งแสงวาบขึ้นมา

            “เอ๊ะ!”

            เขาตะลึงระคนแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นจึงไม่สนใจมหาสมุทรจิตวิญญาณอีก แต่รวมสมาธิทั้งหมดมาไว้ที่มหาสมุทรพลังวิญญาณในจุดตันเถียน

            เวลานี้ เขาก็ค้นพบอีกว่าตราประทับดาวหกแฉกสองดวงบนหลังมือยิ่งเปลี่ยนมาเป็นสว่างไสว

            เนื่องจากการดำรงอยู่ของตราประทับดาวหกแฉกสองดวง แสงดาวที่สาดส่องลงมาจากทางช้างเผือกอันหนาวเหน็บจึงสาดส่องลงมาที่เขาเพียงผู้เดียว

            แสงดาวค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเขาทีละนิดตามการโคจรของคาถาหลอมลมปราณ

            ไม่นานหลังจากนั้น แสงดาวหนึ่งดวงในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนดวงนั้นก็ยิ่งสว่างเจิดจ้า

            เนี่ยเทียนที่เกิดความฮึกเหิมคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรวิญญาณตลอดเวลา เขาเห็นว่าเมื่อแสงดาวดวงนั้นเปล่งประกายระยิบระยับก็มีแสงดาวอีกดวงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา

            จากนั้นมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาที่นิ่งสงบก็พลันเกิดเป็นคลื่นลูกยักษ์น่าตกใจเพราะการดำรงอยู่ของดาวสองดวง

            ปราณวิญญาณขาวโพลนในมหาสมุทรวิญญาณปั่นป่วน ไหลกรากอย่างบ้าคลั่ง น้ำวนพลังวิญญาณสองลูกหมุนคว้างด้วยความเร็วผิดปกติแล้วเริ่มรับเอาพลังวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปใหม่อีกครั้ง

            “เปรี๊ยะ!”

            หินวิเศษก้อนหนึ่งที่เนี่ยเทียนกำเอาไว้ในมือพลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

            ดูเหมือนว่าปราณวิญญาณที่แฝงเร้นอยู่ในหินวิเศษก้อนนั้นได้ถูกเขาดูดเอาไปจนเกลี้ยงในช่วงระยะเวลาที่สั้นมาก

            เนี่ยเทียนไม่พูดคำใด เขารีบหยิบเอาหินวิเศษอีกหกก้อนออกมาจากในกำไลเก็บของ มือแต่ละข้างของเขาต่างก็กำหินวิเศษเอาไว้สามก้อนเพื่อดูดซับพลังวิญญาณที่แฝงเร้นอยู่ภายใน

            สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไม่มีปราณวิญญาณฟ้าดินให้ใช้แม้แต่เส้นเดียว หากเขาต้องการให้มหาสมุทรวิญญาณแปรสภาพก็จำเป็นต้องอาศัยหินวิเศษ

            วินาทีที่หินวิเศษหกก้อนปรากฏอยู่กลางฝ่ามือของเขา ลี่ฝานที่หลับตาทำความเข้าใจกับพลังงานลึกลับซึ่งนั่งอยู่ข้างกันพลันลืมตาโพลง

            เจียงหลิงจูที่อยู่ใกล้เขาก็ลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าฉงนฉงาย ใช้สายตาตะลึงระคนแปลกใจมองมายังเขา

            เจียงหลิงจูเป็นเหมือนลี่ฝานที่ต่างก็พบว่าอยู่ๆ บนร่างของเขาก็มีคลื่นพลังงานแข็งแกร่งไหลกราก ค้นพบความผิดปกติของเขา

            ดวงตาพยัคฆ์ของลี่ฝานโชนแสงคมกล้า ใช้กระแสจิตของตัวเองรับสัมผัสความเคลื่อนไหวของพลังวิญญาณนั้นเล็กน้อย แล้วจึงยิ้มยิงฟัน กล่าว “เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย”

            เขามองออกว่าตอนนี้เนี่ยเทียนอยู่ในช่วงสำคัญของการเลื่อนขั้น

            “เขาจะเลื่อนไปสู่ท้ายสวรรค์ช่วงท้ายแล้วรึ?” เจียงหลิงจูตะลึง

            ลี่ฝานพยักหน้า กดเสียงให้เบาลง “ผลพวงที่เขาได้รับที่นี่อาจจะเหนือล้ำเกินกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้ สามเดือนนั้นที่เขาหายตัวไป ทำให้บุคลิกลักษณะของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ แต่ข้าเชื่อว่าสามเดือนนั้นอาจก่อให้เกิดอิทธิพลที่สำคัญต่อทั้งชีวิตของเขา!”

            “ข้าถึงขั้นรู้สึกได้ว่าการประลองของประตูสวรรค์ในครั้งนี้ โชควาสนาที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดได้ถูกเขาช่วงชิงมาเรียบร้อยแล้ว!”

            เจียงหลิงจูยิ่งตะลึงเข้าไปใหญ่ นางไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่มองประเมินไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง คล้ายกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินบทสนทนาระหว่างนางและลี่ฝาน

            “พวกเราต้องเป็นผู้พิทักษ์ให้กับเขาหรือไม่?” ในที่สุดนางก็เอ่ยถามเบาๆ

            ลี่ฝานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “หากเป็นเมื่อก่อน พวกเราย่อมต้องระวังตัวให้มาก ทว่าตอนนี้ไม่จำเป็นอีกแล้ว ในขณะที่อาณาจักรหลีเทียนกำลังเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่เพราะการรุกรานของภูตผีปีศาจ ทั้งเจ็ดสำนักต้องกลมเกลียวกันไว้ อีกทั้งเจ้าเด็กนั่นยังได้รับการยอมรับจากพวกหงฉาน เฟิงหลัวและโจวอี้ พวกเขามีแต่อยากจะเห็นเนี่ยเทียนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีทางขัดขวางการเติบโตของเนี่ยเทียนแน่นอน”

            “ความเร็วในการฝ่าทะลุขอบเขตของเขาช่างเร็วจนน่าเหลือเชื่อ” เจียงหลิงจูรู้สึกหดหู่เล็กน้อย “ตอนที่พวกเรารู้จักเขา เขาก็แค่หลอมลมปราณขั้นสี่เท่านั้น ไม่นึกว่าเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้ เขาจะล้ำหน้าข้าไปแล้ว”

            “คนที่อาจารย์ปู่หมายตัว แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว” ลี่ฝานยิ้มน้อยๆ

            และเวลานี้เอง ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนที่พลุ่งพล่านไม่หยุดของเนี่ยเทียน น้ำวนพลังวิญญาณลูกที่สาม และน้ำวนเล็กๆ อีกลูกที่เกิดจากการรวมตัวกันของแสงดาวก็ปรากฏขึ้นมาแทบจะในเวลาเดียวกัน!

            ชั่วขณะนั้น มหาสมุทรวิญญาณที่กระเพื่อมไหวต่อเนื่องของเนี่ยเทียนพลันเปลี่ยนมาเป็นนิ่งสงบ

            เขาจึงเข้าใจทันทีว่า เขาได้ฝ่าทะลุขอบเขตสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง เหยียบย่างเข้าสู่ท้ายสวรรค์ช่วงท้ายแล้ว!

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี” : https://goo.gl/am5WU5

ซื้ออ่านเร็วกว่าใคร มากกว่า100ตอนได้ที่: https://www.kawebook.com/story/view/129

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มครับ)