0 Views

            “พังแล้ว…”

 

ในห้อง เนี่ยเทียนมองกริชเล่มนั้นดับแสงลง หมดสิ้นซึ่งความวิเศษใดๆ ด้วยความงุนงง พลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมา

 

ของวิเศษขั้นกลาง ในตระกูลเนี่ยมีอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น ของวิเศษขั้นกลางชิ้นหนึ่งที่ท่านตามีในครอบครอง เมื่อหลายปีก่อนก็ขายไปแล้วในราคาต่ำแสนต่ำเพื่อใช้ตามหายามารักษาโรค

 

             ในใจเขาเข้าใจดีว่า การที่อันซืออี๋มอบอาวุธวิเศษขั้นกลางชิ้นหนึ่งให้เขาก็เพราะตอนนั้นเจียงจือซูอยู่ด้วย อันซืออี๋ถึงได้ยอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างใจป้ำขนาดนั้น

 

อาวุธวิเศษที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ เขายังไม่ทันได้สืบเสาะหาความมหัศจรรย์ของมันดีๆ ก็ถูกกระดูกสัตว์นั่นทำลายลงไปเสียแล้ว

 

“เจ้าตัวล้างผลาญ! เจ้ามันตัวล้างผลาญ!”

 

“ฟู่ว!”

 

สะเก็ดไฟเล็กๆ มากมายกะพริบพราวออกมาจากในกระดูกสัตว์ แล้วไปรวมตัวกันอยู่ที่หยดเลือดสีแดงสดนั่นอย่างรวดเร็ว

 

“เอ๊ะ!”

 

เขาอุทานด้วยความตกใจหนึ่งครั้ง ใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนกระดูกสัตว์ที่ร้อนระอุก็ค้นพบทันทีว่าหยดเลือดที่ก่อนหน้านี้หดเล็กลงไปเยอะมาก กลับใหญ่ขึ้นมาอีกไม่น้อย

 

เขาเข้าใจได้ทันทีว่า กระดูกสัตว์กรีดผ่าห้วงมิติ พาเขาไปยังดินแดนลึกลับมหัศจรรย์แห่งนั้น พลังเปลวเพลิงที่สูญเสียไป ยามนี้ได้รับการชดเชยแล้ว

 

“คงจะไม่ทำให้ห้วงมิติเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหรอกนะ?” ใจเขาบีบรัดตัวอย่างรุนแรง

 

การรอคอยอย่างยากลำบากตลอดสามเดือนของลี่ฝาน ก็เพื่อรอให้ห้วงอากาศเกิดปริแตกอีกครั้ง ตอนนี้แม้ว่าลี่ฝานจะจากไปแล้ว ทว่ารอบด้านตระกูลเนี่ยยังคงมีผู้ฝึกลมปราณซึ่งมีที่มาไม่แน่ชัดหลายคนคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ

 

ผู้ฝึกลมปราณเหล่านี้ล้วนเดินทางมาก็เพราะคลื่นความผิดปกติของห้วงมิติที่เกิดขึ้นในตระกูลเนี่ย!

 

หากตระกูลเนี่ยเกิดรอยแยกของห้วงมิติอีกครั้ง เกรงว่าหลังจากลี่ฝานกลับสำนักหลิงอวิ๋นไปแล้ว ผู้ฝึกลมปราณเหล่านั้นก็คงบุกเข้ามาในตระกูลเนี่ยเพื่อสืบหาความลับของการเปลี่ยนแปลงทางห้วงมิติโดยไม่สนใจสิ่งใดทันที

 

ด้วยพลังอำนาจของตระกูลเนี่ย ย่อมไม่มีทางสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างแน่นอน และครั้งนี้ก็อาจเป็นการเปิดเผยความลี้ลับของกระดูกสัตว์ของเขา

 

“ไม่นะ! อย่าเด็ดขาดเชียว!”

 

ใช้ท้องนิ้วกดกระดูกสัตว์เอาไว้แน่น ในใจของเขาร่ำร้องอ้อนวอน ไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นอีกแม้แต่นิดเดียว

 

แม้ว่าตัวเขาเองก็อยากไปสืบหาความมหัศจรรย์ของดินแดนลึกลับแห่งนั้นต่อ แต่ยามนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม หากกระดูกสัตว์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของห้วงมิติ เขาจะก็ตกไปอยู่ในน้ำวนแห่งความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่นั่นทันที

 

กระดูกสัตว์ที่เริ่มร้อนแผดเผามากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับได้ยินเสียงตะโกนในใจของเขา

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เขาเป็นกังวล สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากที่เลือดหยดนั้นรับเอาพลังเปลวเพลิงที่ได้จากกริชตะวันแดงนั่นไปหมดแล้ว กระดูกสัตว์ก็กลับคืนสู่ความปกติอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

 

เนี่ยเทียนที่กระวนกระวายอยู่ไม่สุข ไม่กล้าแม้แต่จะใช้จิตไปสัมผัสกับเลือดหยดนั้น รีบเอากระดูกสัตว์เก็บเข้าไปไว้ในถุงคาดเอวโดยเร็ว

 

รออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งกระดูกสัตว์ไม่ปล่อยความร้อนออกมาอีก และไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านั้น เขาถึงได้คลายใจลงอย่างแท้จริง

 

“เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ หากยังอยู่ในจวนตระกูลเนี่ย ต่อไปก็ไม่สามารถเสาะหาความมหัศจรรย์ของกระดูกสัตว์ได้อีก ต้องคิดหาวิธีอื่นเสียแล้ว” เขาขมวดคิ้วคิดหนัก

 

เพียงแต่ขบคิดอยู่นานมาก เขาก็ยังหาวิธีดีๆ ไม่ได้

 

เขายังเด็กนัก อีกทั้งตอนนี้ก็มีตบะแค่หลอมลมปราณหก ผืนป่ากว้างใหญ่ที่อยู่ระหว่างเมืองเฮยอวิ๋นและเขาหลิงอวิ๋นแห่งนั้นก็มักจะมีผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นและเมืองเฮยอวิ๋นเข้าออกเป็นประจำ หากเขากระตุ้นให้ห้วงมิติเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นไปได้มากว่าจะถูกผู้ฝึกลมปราณผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นจับได้

 

 

และหากผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นเจอตัวเขา ความปลอดภัยของตัวเองนั้นอาจจะพอรับรองได้ ทว่าเรื่องที่มีของประหลาดอยู่กับตัวย่อมยากที่จะปิดบังเอาไว้ได้อีก

 

หากถูกผู้ฝึกลมปราณของตระกูลอันและตระกูลอวิ๋นจับตัวไป เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาที่ตระกูลเนี่ยอีก

 

ผืนป่ารกร้างทางทิศเหนือของเมืองเฮยอวิ๋นมักจะมีสัตว์วิเศษออกมาหาอาหารเป็นประจำ คิดจะสืบหาความมหัศจรรย์ของกระดูกสัตว์ที่นั่น ความเป็นไปได้ที่จะจบชีวิตก็ยิ่งสูงเข้าไปใหญ่

 

“สุดท้ายก็ยังเป็นเพราะว่าความสามารถไม่มากพอ…”

 

คิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกว่าไปจากเมืองเฮยอวิ๋นในตอนนี้เพื่อหาสถานที่เงียบๆ ไร้ผู้คน ทำความเข้าใจกับความลึกลับของกระดูกสัตว์ ไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนัก จึงทำได้เพียงถอดใจก่อนชั่วคราว

 

“ทำความเข้าใจกับความลับของหมัดพิโรธรูปแบบที่หนึ่งนั่นก่อนดีกว่า รอให้ความสามารถมากพอเมื่อไหร่ ค่อยออกไปสืบหาความมหัศจรรย์ในกระดูกสัตว์นอกเมืองเฮยอวิ๋น”

 

เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ปรับลมหายใจให้มั่นคง หลังจากโยนเรื่องความลี้ลับของกระดูกสัตว์ทิ้งไปชั่วคราว ก็เริ่มสงบสติอารมณ์ ทดลองสร้างอารมณ์โกรธขึ้นมาเต็มหัวใจ

 

ไม่นานอารมณ์ความโกรธแค้น พลุ่งพล่าน ไม่ยินยอมก็ค่อยๆ กำเนิดขึ้นมาในใจของเขา

 

เขาย้อนนึกถึงท่าทางของมือยักษ์ซึ่งชูขึ้นฟ้าข้างนั้นที่ได้เห็นในดินแดนลึกลับ แล้วค่อยๆ ยกแขนตัวเองชี้ขึ้นไปบนเพดานด้วยท่าทางเลียนแบบที่เหมือนมาก

 

ขณะที่อารมณ์โกรธาบ้าคลั่งสะสมได้ถึงระดับหนึ่ง หลังจากที่ดวงตาของเขาคล้ายมีไฟโทสะลุกไหม้โหมตลบ พลันเขาก็สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณตรงจุดตันเถียน ไหลไปยังแขนข้างที่ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

 

“โฮก!”

 

เขาคำรามคลุ้มคลั่งออกมาอย่างมิอาจควบคุมตัวเองได้ อารมณ์โกรธแค้นฉุนเฉียวไหลทะลักจากหัวใจไปสู่เส้นลมปราณ หลอมรวมเข้ากับพลังวิญญาณ

 

ปราณดึกดำบรรพ์เปล่าเปลี่ยวระลอกหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากบนร่างของเขา เขาในยามนี้ดุจดังได้แปลงกายมาเป็นจวี้หลิง[1]ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคดึกดำบรรพ์ ห้าวหาญถึงขั้นกล้าแก่งแย่งเอาชนะฟ้าดิน!

 

พลังวิญญาณไหลกรากไปยังหมัด คล้ายสูญเสียการควบคุม ความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกระตุ้นให้เขาฮึกเหิม!

 

เขาสัมผัสได้ว่าในหมัดของเขาแฝงเร้นไว้ด้วยคลื่นพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งระลอกหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องระบายมันออกมา!

 

หมัดข้างนั้นของเขากำเข้าหากันแน่น แล้วกระแทกลงไปบนโต๊ะหินสี่เหลี่ยมที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดอย่างแรง พละกำลังทั้งหมดในกำปั้นพลันพบช่องทางระบายออก

 

“เพล้ง เพล้ง!”

 

โต๊ะหินแข็งแรงทนทานที่ใหญ่พอๆ กับบานประตูแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ทันใด เศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยระเบิดว่อนทั่วห้องหิน

 

หนึ่งหมัดถูกปล่อยออกไป เขาค้นพบว่าพลังวิญญาณในร่างกลับถูกเผาผลาญไปจนหมด!

 

พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณของเขาไม่เหลือแม้แต่เส้นเดียว!

 

ร่างของเขาอ่อนยวบลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น สีหน้าซีดขาวไปหมด เห็นได้ชัดว่าใช้พลังมากเกินไป

 

ข้างกายของเขาคือซากก้อนหินเต็มพื้น เศษหินที่ค่อนข้างใหญ่ หลังจากที่ถูกหมัดของเขากระแทกลงไป ยังคงมีรอยร้าวแตกกระจายไปทั่ว จากนั้นจึงแตกออกกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

 

ในห้อง อารมณ์โกรธเคืองพลุ่งพล่านที่อยู่ในหมัดของเขากลับรวมตัวกันไม่จางหาย!

 

ผ่านไปครู่ใหญ่ ความเดือดดาลบ้าคลั่งนั้นถึงได้ค่อยๆ จางไปกลางอากาศ

 

“ช่างเป็นพลานุภาพที่บ้าระห่ำนัก!”

 

มองห้องที่เต็มไปด้วยเศษหินปลิวว่อน และก้อนหินที่ถูกระเบิดออก เนี่ยเทียนก็คำรามเสียงหลง

 

เขารู้ดีว่าโต๊ะหินตัวนั่นทำมาจากหินชิงเหยียนที่มีความแข็งแรงทนทานอย่างถึงที่สุด!

 

แม้ว่าหินชิงเหยียนจะไม่ใช่วัตถุวิเศษ แต่เนื่องจากมีความทนทานมากพอ ทุกตระกูลในเมืองเฮยอวิ๋นจึงมองเป็นวัสดุที่ไม่เลวในการปลูกสร้าง

 

ก้อนหินก็คือก้อนหิน เมื่อเทียบกับร่างกายของผู้ฝึกลมปราณขอบเขตต่ำเตี้ย ยังไงก็ต้องเหนียวแน่นแข็งแกร่งมากกว่าอยู่แล้ว

 

ตามที่เนี่ยเฉี่ยนเคยบอกเอาไว้ ผู้ฝึกลมปราณที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์ ต้องใช้พลังวิญญาณปกป้องไปทั่วร่าง ถึงจะสามารถเทียบเคียงระดับความทนทานของหินชิงเหยียนได้

 

ผู้ฝึกลมปราณขั้นท้ายสวรรค์ในช่วงท้าย ภายใต้การปกป้องร่างกายจากพลังวิญญาณ ร่างถึงจะสามารถแข็งแกร่งได้มากกว่าหินชิงเหยียน

 

ทว่าในขั้นต่ำกว่าท้ายสวรรค์ ต่อให้มีพลังวิญญาณโอบล้อมไปทั่ว ความแข็งแกร่งก็ยังห่างจากหินชิงเหยียนอยู่ไกลโข

 

กำปั้นที่เต็มไปด้วยความพิโรธของเขา ถึงขั้นสามารถทำให้หินชิงเหยียนก้อนหนึ่งระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย หากกระแทกเข้าไปบนร่างของผู้ฝึกลมปราณ ผู้ฝึกลมปราณก็ต้องอยู่ในขั้นท้ายสวรรค์ช่วงท้ายขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้

 

ผู้ฝึกลมปราณที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์ เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีเช่นนี้ อาจจะดับสิ้นได้ในหมัดเดียวทันที!

 

ส่วนผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ในขั้นหลอมลมปราณทั้งเก้าเช่นเดียวกับเขา ก็ต้องตายอย่างมิต้องสงสัย

 

“พลังระเบิดที่เกิดขึ้นในพริบตาเดียวน่ากลัวเกินไปแล้ว แต่ว่า พลังวิญญาณที่เผาผลาญไปในหนึ่งหมัดนี้ก็น่ากลัวไม่ต่างกัน! แค่หมัดเดียวก็ดึงเอาพลังวิญญาณทั้งหมดไป แล้วหลังจากหมัดนี้ก็จะไม่มีพลังให้โจมตีกลับอีกแล้ว ทำได้เพียงปล่อยให้คนอื่นฆ่าแกงได้ตามใจชอบ”

 

“ท่านี้ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง!”

 

หลังจากผ่านการดีใจอย่างบ้าคลั่ง เขาค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมา รู้ว่าเพลงหมัดท่านี้เดิมคือดาบสองคม หากไม่สามารถโจมตีดับชีพได้ในหมัดเดียว ตัวเขาก็ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น

 

แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ว่าพลานุภาพที่แท้จริงของหมัดนี้ อันที่จริงแล้วเขายังไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

 

เพราะขอบเขตของเขาไม่เพียงพอ พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาจึงมีจำกัด หมัดเดียวดึงเอาพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างของเขาไป เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ขีดจำกัดของหมัดนี้

 

เขาเชื่อว่าหากขอบเขตของเขาสูงมากขึ้น พลังวิญญาณยิ่งเต็มพร้อมมากขึ้น พลานุภาพของหมัดนี้ยังต้องเพิ่มขึ้นไปได้อีกหนึ่งระดับ!

 

“ดินแดนลึกลับแห่งนั้น มือยักษ์ที่ชูขึ้นฟ้ามีทั้งหมดสามสิบสองมือ ทุกมือยักษ์ล้วนมีเพลงหมัดที่เผด็จการไม่ต่างไปจากท่านี้! หากสามารถบรรลุเพลงหมัดของทั้งสามสิบสองมือยักษ์ได้ ถ้าเช่นนั้น…”

 

คิดมาถึงตรงนี้ นัยน์ตาของเนี่ยเทียนก็ฉายแววกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด ตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด

 

ยามนี้เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งยวดว่าการที่เขาสามารถอดกลั้นกับความล่อลวงใจ ไม่ได้เปิดเผยความลับของกระดูกสัตว์แก่ลี่ฝาน ไม่ได้บอกกล่าวความจริง เพื่อแลกมาด้วยผลประโยชน์เบื้องหน้าที่แค่เอื้อมมือก็คว้าไว้ได้ คือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตของเขา!

 

“ที่นี่เกิดอะไรขึ้น?”

 

ตอนนี้เอง เนี่ยตงไห่เดินเขามา มองสภาพระเกะระกะเต็มพื้น ถามด้วยความแปลกใจ

 

“ข้ากำลังทำความเข้าใจกับเพลงหมัดท่าหนึ่ง” เนี่ยเทียนยิ้มอย่างปิติสุข

 

“เพลงหมัดท่าหนึ่ง?” เนี่ยตงไห่มองเศษก้อนหินที่กลาดเกลื่อนเต็มพื้น ความตื่นตะลึงวาบผ่านดวงตา จากนั้นก็พยักหน้าลง กล่าวว่า: “หญิงตระกูลอันนั่น เปลี่ยนลูกไม้มาสืบหาความลับของรอยแตกห้วงมิติจากตัวเจ้า ของที่นางส่งมาครั้งนี้…ทำให้ข้ามิอาจปฏิเสธได้ ข้าจึงรับไว้แทนเจ้าแล้ว”

 

 

——

 

 

[1]จวี้หลิง (巨灵)เทพแห่งสายน้ำที่ผ่าภูเขาหัวซานในตำนาน