0 Views

 

อากาศในวันใหม่แจ่มใส พร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องลงมา

หวงเสี่ยวหลง และเฟยฮาวเดินทางออกจากคฤหาสน์เทียนซวน และมุ่งหน้าไปยังสถาบันแสงดารา

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เฟยฮาวได้ฝึกฝน ‘ทักษะกลั่นสายฟ้า’ ที่หวงเสี่ยวหลงสอนให้แก่เขา และเมื่อไม่นานที่ผ่านมาเขาก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นนักรบเหนือธรรมชาติ

นักรบเหนือธรรมชาติ!

นักรบทั้งหมดของอาณาจักรหลัวถง จำนวนผู้เชี่ยวชาญถึงขั้นนักรบเหนือธรรมชาติ อาจนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียว

จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟยฮาวที่ได้กลืนมุกมังกรเพลิงที่หวงเสี่ยวหลง มอบให้ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาช่วยให้เฟยฮาวเสริมสร้างร่างกายของเขารวมทั้งการยกระดับคุณภาพของปราณฉีของเขา ดังนั้นในการเปรียบเทียบเฟยฮาวจึงแข็งแกร่งกว่าผู้เชี่ยวชาญขั้นนักรบเหนือธรรมชาติในระดับเดียวกันทั่ว ๆ ไป

เมื่อถึงเวลาที่เฟยฮาว และหวงเสี่ยวหลงมาที่หอศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันแล้วมีคนจำนวนมากที่มาก่อนหน้าพวกเขาหนาแน่นเป็นอย่างมาก

การมาถึงของหวงเสี่ยวหลงทำให้เขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้แม้ว่าหวงเสี่ยวหลงจะไม่เคยเข้าร่วมชั้นเรียนใด ๆ และแทบไม่เคยปรากฏตัวในสถาบัน แต่ก็ยังคงรักษารายละเอียดไว้ไม่ให้ต่ำลง เขายังคงหนีไม่พ้นการตกเป็นหัวข้อในการอภิปรายภายในสถาบัน

นับตั้งแต่เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นศิษย์ชั้นปีที่สอง เขายังคงเป็นผู้ชนะในปีที่สองติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยใช้เวลาเพียง 1 กระบวนท่าเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ของเขาในการแข่งขันทุกครั้ง

เกิดความขึ้นในหมู่ฝูงชนเมื่อพวกเขาเห็นหวงเสี่ยวหลง เหล่าบรรดาหญิงสาวที่ชื่นชมเขาจากภายในหัวใจต่างกรีดร้องตื่นเต้นโดยไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของพวกนางได้

“หวงเสี่ยวหลง เจ้าหล่อมาก!”

“หวงเสี่ยวหลง, ข้ารักเจ้า!”

หวงเสี่ยวหลงเป็นที่รู้จักในเรื่องของพรสวรรค์ และความแข็งแกร่งของเขา แต่รูปลักษณ์ของเขาก็ไม่เลวเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ศิษย์หญิงหลายคนถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่ส่องแสงสว่างภายในใจของพวกนาง ในความเป็นจริงนี้ไม่จำกัดเฉพาะภายในสถาบันเท่านั้น แต่ชื่อเสียงของหวงเสี่ยวหลงได้รู้ไปถึงหูของลูกสาวของเหล่าขุนนางภายในเมืองหลวง และเมืองอื่น ๆ อีกด้วย

ได้ยินเสียงตะโกนของคำสารภาพต่าง ๆ ดังออกมา หวงเสี่ยวหลงฝืนยิ้มออกมาอย่างจนใจในขณะที่เขาเดินไปยังพื้นที่นั่งของชั้นปีที่สอง

ลู่ไคมาถึงก่อนหน้านี้ และอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเขา “เสี่ยวหลง ตอนนี้อิทธิพลของเจ้าในสถาบันได้ทะลุแซงทุกคนไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ท่านอาจารย์ใหญ่ซุนจาง!”

แม้ว่าลู่ไคจะพ่ายแพ้ให้แก่หวงเสี่ยวหลงตลอดทุกครั้งที่เขาท้าทาย แต่ก็ช่วยสร้างความรู้สึกของความเป็นเพื่อนที่สนิทสนม และกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

หวงเสี่ยวหลงส่ายหน้าอย่างจนใจ และหัวเราะ “อย่าหัวเราะเยาะข้า ข้าคิดว่าอิทธิพลของเจ้ายิ่งใหญ่มากกว่าของข้า!”

ลู่ไคเป็นถึงเจ้าชายแห่งอาณาจักรหลัวถง และเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์นั่นหมายความว่าอิทธิพลของเขาแท้จริงไม่ได้อ่อนแอ หลังจากที่เขานั่นเป็นถึงเจ้าชายที่แท้จริงที่อยู่ภายในหัวใจของสาว ๆ หลายคน

เมื่อได้ยินแบบนี้ลู่ไคยิ้ม และพูดว่า “เจ้ามุ่งเป้าไปที่อันดับหนึ่งของชั้นปีที่สองอีกครั้งหรือไม่? ข้าได้ยินมาว่าเฉินไชเซี่ยวได้ทะลวงผ่านขึ้นสู่นักรบระดับเก้า การเผชิญหน้ากับนางคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย!

เฉินไชเซี่ยวเป็นอันดับหนึ่งของปีที่สองของอีกห้องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลาสองปี

“นักรบระดับเก้าแล้ว?” แม้ว่าจะแปลกใจเล็กน้อย แต่หวงเสี่ยวหลงไม่ได้ถูกรบกวนจากข่าวนี้

สังเกตเห็นความสงบนิ่งของหวงเสี่ยวหลง ลู่ไคกล่าวต่อว่า “ข้าแนะนำให้เจ้าอย่ากระตุ้นผู้หญิงคนนั้น นางเป็นคนที่ไร้ความปราณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชาย ข้าไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ข้าได้ยินมาว่าคนโง่หลายคนทำให้นางไม่พอใจ และในตอนท้ายส่วนล่างของพวกเขาก็เกือบกลายเป็นของไร้ประโยชน์! ” เมื่อลู่ไคกล่าวจบโดยไม่ได้ตั้งใจขาของเขาหนีบตรงกลางไว้แน่น

หวงเสี่ยวหลงยิ้มเบา ๆ “อย่าได้กังวลไปเลย”

หลังจากนั้นไม่นานซุนจาง และเซี่ยงฉู่ก็มาถึงหอศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคำพูดที่ให้กำลังใจบางอย่าง และประกาศให้ทราบถึงการเริ่มต้นของการแข่งขัน

เหมือนทุกปีการแข่งขันแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่

ในชั้นเรียนทุกคนมีศิษย์ที่ได้รับการเสนอชื่อจากอาจารย์ประจำชั้นเรียน และผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจก้าวออกมาท้าทายบนเวทีได้

ในชั้นปีที่สองของทั้งหกห้อง หวงเสี่ยวหลงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นที่ยอมรับจากทั้งชั้นปีที่สอง ในขณะที่อันดับสองก็คือลู่ไคที่ก้าวขึ้นมาแทนเย่หยง ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาลู่ไคยังได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก และความแข็งแกร่งของเขาได้เหนือกว่าเย่หยงไปแล้ว

หวงเสี่ยวหลง และลู่ไคยืนอยู่บนเวที

“ข้าไม่เชื่อว่าครั้งนี้ข้าจะยังคงไม่สามารถชนะเจ้าได้!” ลู่ไคมองไปที่หวงเสี่ยวหลง และกล่าวออกมา

นับตั้งแต่ที่ทั้งสองได้รับการเลื่อนมาอยู่ชั้นปีที่สอง เขาพ่ายแพ้แก่หวงเสี่ยวหลงทุกปี

หวงเสี่ยวหลงยิ้มออกมาพร้มกลิ่นอายที่ดูเงียบสงบ

ในเวลานี้แสงพร่างพาดร่างของลู่ไค และจิตวิญญาณของลู่ไคถูกเรียกออกมา ความแข็งแกร่ง และความรุนแรงของปราณฉีก็ทะยานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ลู่ไคใช้การเปลี่ยนวิญญาณทันทีโดยไม่ยอมเสียเวลา ชั้นของขนเหมือนได้รับการหุ้มเกราะปกคลุมไปทั่วร่างของลู่ไค และสี่ปีกที่มีประสิทธิภาพสามารถมองเห็นได้เกิดขึ้นจากด้านหลังของเขา แพร่กระจายออกไปทำให้เกิดการปั่นป่วนของอากาศรอบ ๆ

“หมัดทำลายล้าง!”

ครู่ต่อมาจิตวิญญาณของลู่ไคก็เปลี่ยนไป แล้วเขาก็ขยับตัวออกไป และห่างจากหวงเสี่ยวหลงไม่มาก หมัดของเขาพุ่งออกมา และเกิดเสียงผิวปากในชั้นของอากาศ กำปั้นขนาดใหญ่พุ่งตรงไปบนร่างของหวงเสี่ยวหลง บนเวทีเกิดความเงียบสนิท

นี่คือหมัดทำลายล้างที่เป็นทักษะการต่อสู้ที่ลู่ไคได้ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการฝึกฝน และเขาก็ประสบความสำเร็จในที่สุดเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะรู้ว่าแม้จะมีหมัดทำลายล้างเขาก็อาจไม่สามารถเอาชนะหวงเสี่ยวหลงได้ แต่ลู่ไคเชื่อว่าเขาสามารถสกัดกั้นการโจมตีของหวงเสี่ยวหลงได้

เมื่อเฝ้าดูหมัดที่กำลังจะปะทะกับร่างของเขา หวงเสี่ยวหลงยังคงยืนอยู่ในจุดเดิม และสามารถเห็นได้ว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะหลบหลีกแต่อย่างใด แต่หวงเสี่ยวหลงเลือกที่จะชกออกไปปะทะกับหมัดของลู่ไค

กำปั้นทั้งสองปะทะกัน และเกิดเสียงดังก้องกังวานไปทั่วหอ

พลังของหมัดทำลายล้างของลู่ไคสลายหายไปในพริบตา และลู่ไคก็เห็นภาพโคลงเคลงก่อนที่จะยืนสามารถกลับไปยืนบนเวทีได้อย่างมั่นคง

เมื่อลู่ไคยืนได้อย่างมั่นคงดีแล้ว เขาก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ส่ายหัว และยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน ในขณะที่เขามองไปที่หวงเสี่ยวหลงแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องรอปาฏิหาริย์ถึงจะเอาชนะเจ้าได้ในตลอดชีวิตนี้ของข้า!”

เขายังคงจำได้ในครั้งแรกที่ทั้งคู่ต่อสู้กันในการแข่งขันของชั้นปีแรก ตอนนั้นหวงเสี่ยวหลงต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการเอาชนะเขา แต่เมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่ชั้นปีที่ 2 เขาแพ้ให้แก่หวงเซี่ยวหลงในกระบวนท่าเดียว ตอนนี้เขาแทบไม่มีความกล้าที่จะท้าทายหวงเซี่ยวหลงอีกต่อไป

หลังจากที่ลู่ไคเสียท่าพ่ายแพ้ไม่มีใครจากกลุ่มเดียวกันกล้าท้าชิงหวงเซี่ยวหลงอีก ดังนั้นโดยไม่ต้องเสียเวลาแต่อย่างใด หวงเสี่ยวหลงกลายเป็นผู้ชนะของชั้นปีที่สองผู้ชนะของห้องที่หกอีกครั้ง

ต่อไปคือการแข่งขันอันดับหนึ่งของชั้นปีที่สอง

ชั้นปีที่สองมีทั้งหมดหกห้อง เพื่อกำหนดผู้ชนะขั้นสุดท้ายมีสามขั้นตอนของการแข่งขัน

ในบรรดานักเรียนหกคน พวกเขาต้องเลือกไม้เพื่อจับคู่ประลอง อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนได้เห็น หวงเสี่ยวหลงดึงหมายเลขหนึ่งขึ้นมา ความวุ่นวายเล็ก ๆ กระพริบผ่านฝูงชน

เลขหนึ่ง!

มันเป็นหมายเลขหนึ่ง!

เมื่อมองไปที่ตัวเลขที่ระบุไว้ในแถบ หวงเสี่ยวหลงไม่สามารถต้านทานการส่ายหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มที่ขุ่นเคือง

หมายเลขหนึ่งต้องเจอกับเฉินไชเซี่ยว คนเดียวกันกับลู่ไคได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ผู้หญิงที่ไร้ความเมตตาต่อผู้ชาย

หวงเสี่ยวหลง และเฉินไชเซี่ยว ทั้งคู่ก้าวขึ้นไปบนเวที

เฉินไชเซี่ยวสวมชุดสีม่วงอ่อนที่ดูสวยงาม แต่นางก็มีท่าทางเหมือนขุนนาง ไม่เพียงแต่เฉินไชเซี่ยวได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของปีชั้นที่สองในเวลานี้ แต่นางก็เหมือนเช่นหลี่ลู่ นางเป็นหนึ่งในสามคนดังที่มีชื่อเสียงของสถาบันแสงดารา ทุกคนถูกเตือนว่านางเป็นกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามมรณะ ความเด็ดขาดของนางเป็นที่รู้จักกันดีพอ ๆ กับความงามของนาง

“หวงเสี่ยวหลงโปรดอ่อนโยนกับข้าด้วย” สายตาของเฉินไชเซี่ยวจ้องมองไปที่เขา และกล่าวออกมา

อ่อนโยน?

ผู้หญิงคนนี้กล้าพูดคำดังกล่าวกับชายคนหนึ่งมันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างแน่นอน

หวงเสี่ยวหลง มองไปที่หลี่ลู่  เขารู้ว่าหลี่ลู่ และเฉินไชเซี่ยวเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เมื่อหลี่ลู่สังเกตเห็นสายตาของหวงเสี่ยวหลง นางยังคงยิ้มอย่างสนุกสนานไปที่หวงเสี่ยวหลง

“ถ้าเจ้าต้องการแบบนี้ ก็เชิญลงมือได้!” ปราณฉีแพร่กระจายออกมาจากร่างของหวงเสี่ยวหลง และแรงผลักดันที่สั่นสะเทือนไปในอากาศ

“จุดสูงสุดของนักรบระดับแปดขั้นปลาย!”

สายตาจากรอบ ๆ เวทีต่างจ้องไปที่หวงเสี่ยวหลงด้วยความตกตะลึง

หลังจากช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่าอันเนื่องมาจากแรงกระแทกจากการเปิดเผยของหวงเสี่ยวหลง ลู่ไคยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน  ในขณะนี้เขาอยู่ในขั้นจุดสูงสุดของนักรบระดับเจ็ดขั้นปลายเท่านั้น ในขณะที่หวงเสี่ยวหลงได้มาถึงจุดสูงสุดของนักรบระดับแปดขั้นปลายแล้ว! ในขณะนี้เขาเข้าใจช่องว่างระหว่างพวกเขาอย่างแท้จริง

เฉินไชเซี่ยวยังจ้องมองไปที่หวงเสี่ยวหลงด้วยการแสดงออกที่แปลกใจ  จุดสูงสุดของนักรบระดับแปดขั้นปลาย! หวงเสี่ยวหลงพึ่งจะมีอายุสิบห้าปีหลังจากปีใหม่ที่จะถึงนี้ …

อายุสิบห้าปีสามารถก้าวมาถึงขั้นจุดสูงสุดของนักรบระดับแปดขั้นปลาย?

แม้ว่านางเองจะอยู่ในขั้นนักรบระดับเก้าแรกเริ่ม แต่นางอายุยี่สิบแล้ว!

ตามความเร็วของการบ่มเพาะของหวงเสี่ยวหลง เขาจะไปถึงระดับไหนเมื่อเขามีอายุ 20 ปี? จุดสูงสุดของนักรบระดับสิบขั้นปลาย? มันมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน!

“ความสามารถที่แปลกประหลาดของผู้ชายคนหนึ่ง!” เฉินไชเซี่ยวได้แต่พูดพึมพำกับตัวเอง