0 Views

 

ขณะที่หวงเสี่ยวหลงเดินเข้าไปที่กลุ่ม ศิษย์ทุกคนหันศีรษะมองไปที่ทิศทางของเขาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนในสายตาของพวกเขา หลังจากที่ทั้งหมดรู้เรื่องที่ว่าหวงเสี่ยวหลงได้ก้าวเข้าสู่นักรบระดับเจ็ด และได้รับการร้องขอเข้าทดสอบความก้าวหน้าในชั้นเรียน เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่หวงเสี่ยวหลงกลับมายังคฤหาสน์เทียนซวนข่าวได้แพร่ไปทั่วทั้งสถาบันแสงดารา

อีกครั้งที่หวงเสี่ยวหลงกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในสถาบันแสงดารา

เย่หยงเดินออกมาจากกลุ่ม และเดินไปหาหวงเสี่ยวหลง และหัวเราะก่อนที่จะพูดกับหวงเสี่ยวหลงว่า “เสี่ยวหลง ข้าไม่ได้คาดหวังอะไรตั้งแต่เราได้พบเจอกันเมื่อครั้งสุดท้าย นี่ไม่ถึงสามเดือน และเจ้าก็ได้หักผ่านไปถึงนักรบระดับเจ็ดแล้ว!”

“ข้าเพียงโชคดี” หวงเสี่ยวหลงกล่าว

โชคดีเย่หยงส่ายหัว ถ้าโชคดีอาจช่วยให้คนใดคนหนึ่งก้าวเข้าสู่นักรบระดับเจ็ดได้แล้วคนส่วนใหญ่ในโลกจิตวิญญาณการต่อสู้จะไม่ติดอยู่ในนักรบระดับสี่ นักรบระดับห้าหรือระดับหก

การผ่านไปยังนักรบระดับเจ็ดต้องมีมากกว่าคำว่าโชคดี

ในเวลานี้จากระยะไกล ลู่ไคมาพร้อมกับกลุ่มองครักษ์ของพระราชวัง

 

เมื่อมาถึงลานหน้าจัตุรัส ลู่ไคไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการปรากฏตัวของหวงเสี่ยวหลง เห็นได้ชัดว่าเขาเคยได้ยินเกี่ยวกับความก้าวหน้าของหวงเสี่ยวหลง และคำร้องขอของเขาในการประเมิน

เมื่อมองไปที่หวงเสี่ยวหลง ลู่ไครู้สึกซับซ้อน

เมื่อทั้งสองคนผ่านการทดสอบความก้าวหน้าในชั้นเรียนนี้ พวกเขาจะได้เลื่อนไปเป็นชั้นปีที่สองและกลายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกัน

“ลองมาแข่งขันกันอีกครั้งในการประเมินคราวนี้ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?” ลู่ไคมองไปที่หวงเสี่ยวหลง และกล่าวต่อว่า “เดิมพัน 300,000 เหรียญทอง!”

“สามแสน? “ใครบางคนอยากจะมอบเหรียญทองให้เขาสามแสนเหรียญ ดังนั้นแน่นอนหวงเสี่ยวหลงจะไม่ตอบปฏิเสธ

“ตั้งแต่การประเมินครั้งนี้คือการฆ่าโจร พวกเราจะต้องมาแข่งขันกัน และดูว่าใครที่สามารถฆ่าพวกโจรได้มากที่สุด” ลู่ไคกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ เขาแพ้หวงเซี่ยวหลงในระหว่างการแข่งขันของสถาบัน อย่างไรก็ตามการฆ่าพวกโจรไม่เพียงแค่ต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งเท่านั้น และลู่ไคไม่คิดว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้กับหวงเซี่ยวหลงในการฆ่าโจรในครั้งนี้

หวงเสี่ยวหลงพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของลู่ไค

ไม่นานหลังจากนั้นทุกคนก็มาชุมนุมกันพร้อมหน้า และอาจารย์ชั้นปีที่ 2 ของห้องที่ 6 ก็ยังเป็นอาจารย์สาวแสนสวยที่มีชื่อว่าเฉินเฟยหรง เฉินเฟยหรงแตกต่างเมื่อเทียบกับเซี่ยงเม่ยฉี ที่เป็นคนเย็นชาและเย่อหยิ่ง ในขณะที่เฉินเฟยหรงเป็นเหมือนดอกลิลลี่สีขาวที่อ่อนโยน การเคลื่อนไหวทุกครั้งของนางดูนุ่มนวล และอ่อนโยน และรอยยิ้มบนใบหน้าของนางขณะที่นางพูดให้ความรู้สึกนิ่งสงบ

 

เวลานี้ภารกิจของการฆ่าโจรที่อยู่ใกล้ชายแดนถูกนำโดยนาง

เฉินเฟยหรงยิ้มให้กับหวงเสี่ยวหลง และลู่ไค เมื่อนางมาที่ลานหน้าจัตุรัส ทั้งหวงเสี่ยวหลง และ ลู่ไคเป็น ‘คนดัง’ ของสถาบัน และแน่นอนว่านางรู้จักพวกเขาทั้งสองได้เป็นอย่างดี

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาอาจารย์ใหญ่ซุนจาง และรองอาจารย์ใหญ่เซี่ยงฉู่ได้เรียกนางไปพบที่ห้องของ อาจารย์ใหญ่ และด้วยหน้าตาที่มืดทึบที่พวกเขาเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามนางจะต้องมั่นใจในความปลอดภัยของหวงเสี่ยวหลง และลู่ไคในระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

และด้วยเหตุนี้เองนอกเหนือจากที่นางเป็นผู้นำทีมมีอาจารย์อีก 2 คนที่ถูกสั่งการมาร่วมในครั้งนี้ด้วย

“เนื่องจากทุกคนอยู่ที่นี่พร้อมแล้ว พวกเราออกเดินทางได้!” เฉินเฟยหรงสั่ง

อีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา อาจารย์และศิษย์ทั้งหมดได้ออกจากพื้นที่ของเมืองหลวงไปตามเส้นทางหนึ่งในเขตชายแดน

 

ครึ่งเดือนได้ผ่านไปแล้ว

“ทุกคนตื่นตัวให้มากขึ้น เมืองเล็ก ๆ ในบริเวณนี้เป็นที่ที่โจรมักปรากฏตัว แม้ว่าความแข็งแกร่งของพวกโจรเหล่านี้จะไม่สูงมากนัก แต่พวกเขามักจะออกมาเป็นจำนวนมากรวมกันเกือบร้อยคนในแต่ละครั้ง และพวกเขาก็คนที่โหดร้ายเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเจ้าเจอพวกเขา พวกเจ้าทุกคนจะต้องไม่แสดงความเมตตาแต่อย่างใด ! ” ยืนอยู่หน้าทางเข้าที่แห้งแล้งของเมืองเล็ก ๆ เฉินเฟยหรงกล่าวเตือนทุกคน

หลังจากเดินทางเป็นเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรหลัวถง และอาณาจักรเป่าหลง

ตามที่เฉินเฟยหรงได้กล่าวเอาไว้ โจรเหล่านี้มาจากอาณาจักรเป่าหลง และแอบลอบเข้ามาผ่านหน่วยลาดตระเวนของกองทัพอาณาจักรหลัวถง ไปยังเมืองชายแดนของอาณาจักรหลัวถง ทำการฆ่า และลักพาตัว เมื่อพวกโจรเหล่านี้ปล้นสถานที่ใดแล้ว พวกเขาก็จะรีบถอยกลับเข้าไปในอาณาเขตของอาณาจักรเป่าหลงทำให้เกิดอาการปวดหัวเป็นอย่างมากสำหรับทหารในเขตชายแดน

หลังจากที่เฉินเฟยหรงได้กล่าวเตือนศิษย์ นางพาพวกเขาเข้าไปในเมืองเล็ก ๆ ที่ใกล้จะรกร้าง

ในเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ถนนที่ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาของผู้คน ประตูของทุกร้าน และบ้านทุกหลังถูกปิดสนิทอย่างแน่นหนา ในขณะที่ความเงียบได้กลายเป็นความเร่าร้อนในจิตใจของเด็กทุกคน

อีกระยะหนึ่งต่อมาเฉินเฟยหรง แบ่งศิษย์ออกเป็นสามกลุ่มที่นำโดยนาง และอาจารย์อีกสองคน แต่ละกลุ่มมีศิษย์อยู่ประมาณ 20 คน แต่ละกลุ่มจะทำหน้าที่แยกกัน และจัดกลุ่มใหม่ที่ทางเข้าเมือง กลุ่มใดก็ตามที่พบเห็นโจรให้ทำการปล่อยสัญญาณเพื่อแจ้งให้ผู้อื่นทราบถึงตำแหน่งของพวกเขา

ทั้งลู่ไค และหวงเสี่ยวหลงได้รับการจัดให้เป็นทีมเดียวกันโดยนำกลุ่มโดยเฉินเฟยหรง

ศิษย์ทุกคนดินตามเฉินเฟยหรง จากด้านหลังในขณะที่เดินต่อไปตามถนน อีกครั้งชั่วยามต่อมาพวกเขาก็ยังไม่เห็นพวกโจรสักคน ทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความว่างเปล่า ความสิ้นหวัง และบางสิ่งที่แปลกประหลาด

ผู้คนในเมืองเล็ก ๆ นี้ไปอยู่ที่ไหนกันหมด? ทำไมเราถึงไม่เจอแม้แต่คนเดียว? ” เย่หยงที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันบ่นออกมา ในขณะที่หวงเสี่ยวหลงขมวดคิ้ว และลู่ไคถามออกมาดัง ๆ

“ถ้าชาวบ้านได้ตายไปหมดแล้ว? ศพหายไปไหน? ”

ไม่เพียงไม่มีคน แม้แต่ศพก็ไม่มี ไร้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้ หรือการสังหารหมู่ราวกับว่าทุกคนในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้หายตัวไปในอากาศ

อย่างไรก็ตามทั้งกลุ่มยังคงเดินหน้าต่อไป และเมื่อกลุ่มของพวกเขามาถึงทางด้านทิศเหนือของเมืองเล็ก ๆ จู่ ๆ หวงเสี่ยวหลงก็หยุดลง นี่คือ…? กลิ่นคาวเลือด! ใช่นี่เป็นกลิ่นคาวเลือด!

กลิ่นของคาวเลือดบางเบามาก แต่หวงเสี่ยวหลงก็สามารถรับรู้กลิ่นได้อย่างชัดเจน และเขาตัดสินได้ไม่ผิด นับตั้งแต่ที่เขาก้าวผ่านนักรบระดับเจ็ด และจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาได้พัฒนาไปเป็นครั้งที่สองความสามารถในการได้ยิน และการรับรู้ของกลิ่นได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ลู่ไค และเย่หยงสังเกตเห็นปฏิกิริยาฉับพลันของหวงเสี่ยวหลง และเกิดความสงสัยอยู่ภายในใจ และเมื่อถึงจุดนี้โดยไม่ได้รับการเตือน ภาพเงาของหวงเสี่ยวหลงก็พุ่งไปข้างหน้าทำให้พวกเขา และคนที่เหลือของกลุ่มต้องรู้สึกตกใจ

“หวงเสี่ยวหลง !!” เฉินเฟยหรงร้องตะโกนออกมา นาง, ลู่ไค, และคนอื่น ๆ ยังได้รีบเร่งตามไป

ไม่นานหลังจากที่วิ่งอย่างกระทันหัน หวงเสี่ยวหลงขึ้นไปข้างหน้าบนถนนเดียวกัน เขาได้เห็นผู้ชายสองคนในวัยกลางคนในเสื้อผ้าที่แปลกประหลาด ชายวัยกลางคนสองคนมองออกมาเมื่อเห็นหวงเสี่ยวหลง และเฉินเฟยหรง และคนอีกยี่สิบคนที่ด้านหลัง และพวกเขาก็ต้องตกใจ หันมองซ้ายมองขวา และพวกเขาต้องการที่จะวิ่งหนี

ก่อนหน้านี้เฉินเฟยหรงได้อธิบายลักษณะของเสื้อผ้าของโจรเหล่านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโจรของอาณาจักรเป่าหลงที่พึ่งข้ามพรมแดนมา

“คิดหลบหนี?” ดูจากการกระทำของพวกเขา หวงเสี่ยวหลงยิ้มเยาะให้อย่างเย็นชา ในทันใดจิตวิญญาณของเขาสามารถมองเห็นเป็นเช่นปีศาจเงา และในชั่วพริบตาเขาข้ามระยะห่าง 10 จั้งระหว่างเขากับชายทั้งสองคน เมื่อเข้าไปใกล้กับพวกเขา หวงเสี่ยวหลงใช้มีดของเขาฟันออกไป และมีแสงที่แหลมคมเกิดขึ้นบนคอของชายคนหนึ่ง หวงเสี่ยวหลงยังชกชายอีกคนส่งผลให้เขากระเด็นออกไป แต่เขายังคงมีชีวิตอยู่

หวงเสี่ยวหลงได้วิ่งมาถึงจุดที่ชายคนนั้นตกลงสู่พื้นดิน และเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองขณะที่เขาถามเขาว่า “พูด!! คนในเมืองอยู่ที่ไหน? ”

ชายวัยกลางคนนั้นกลัวมาก และเขาร้องว่า “อย่าฆ่าข้า! ข้าจะพูดทุกอย่าง! คนของเมืองนี้ถูกต้อนไปรวมที่ลานจัตุรัสข้างหน้า! ” เขาชี้ไปทางด้านหน้า

อย่างไรก็ตามขณะที่เขาพูดเสร็จ หวงเสี่ยวหลง ชี้นิ้วไปที่หน้าผากของเขา และทะลุผ่านเข้าไป

ภาพเงาของหวงเสี่ยวหลงกระพริบอีกครั้งในทิศทางที่ชายคนนั้นชี้

เมื่อถึงจุดนี้เฉินเฟยหรง และศิษย์ที่มาถึง ได้เห็นทั้งสองร่างที่ไม่มีชีวิต นางรีบสั่งเย่หยง “เร็ว ๆ ปล่อยสัญญาณเพื่อแจ้งให้ทั้งสองกลุ่มทราบ!”

“ขอรับท่านอาจารย์!” เย่หยงยิ้มตอบรับอย่างรวดเร็วเอาลูกบอลควันออกมา และโยนมันขึ้นไปบนฟ้า ในเวลาไม่ถึงสองอึดใจ แสงสีฟ้ากระพริบสว่างขึ้นบนท้องฟ้า

ครู่ต่อมาหวงเสี่ยวหลงก็รีบไปที่ลานจัตุรัสดังกล่าวข้างต้น และเดินมาถึงยังพื้นที่ที่สามารถรองรับผู้คนได้ไม่กี่พันคน และเห็นว่ามีศพอยู่เต็มไปหมด บางส่วนของร่างกายเหล่านี้มีทั้งแขนของใครบางคนถูกตัดออก บางคนไม่มีหัว และบางร่างมีลำไส้ทะลักออกมา

ร่างกายเหล่านี้เป็นของชาวเมืองแห่งนี้

กลิ่นคาวเลือดฟุ้งขึ้นไปภายในอากาศ

และในลานจัตุรัสมีโจรหลายร้อยคนกำลังจับอาวุธท่ามกลางการสังหารหมู่ของชาวเมือง เสียงโศกเศร้าดังออกมาจากภายในลานจัตุรัส กลุ่มโจรนี้มีประมาณสามร้อยคน!