0 Views

 

 

“ท่านพ่อ พวกเราจะทำยังไงดี?” ใบหน้าของหลินเค่อเริ่มซีดจางลง และความเย่อหยิ่งเลือนหายไปเหลือเพียงแต่ความหวาดกลัว

หลินเซียน และฮงเต๋อเชิงยังคงนิ่งเงียบ

บรรยากาศเงียบสงบปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ทั้งห้อง

“ท่านพ่อท่านพูดอะไรบางอย่างสิ!” หลินเค่อรู้สึกวิตกกังวล

ทันใดนั้นความเงียบของหลินเซียนก็แปลงสภาพเป็นความโกรธ และตะโกนไปที่หลินเค่อ “ปัญหาทั้งหมดนี้มันเกิดจากเจ้า! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จักนิสัยของเจ้า?! ถ้าเจ้าไม่ผิดเจ้าคิดว่าเฟยฮาว จะทำอะไร? ” ฝ่ามือถูกฟาดไปบนใบหน้าของหลินเค่อ และปรากฎรอยห้านิ้วอีกรอย

หลินเค่อจับไปที่ใบหน้าของนาง และมองดูพ่อของนางอย่างโง่เขลา น้ำตาเริ่มลดลงอย่างฉับพลันจากดวงตาของนาง ตั้งแต่นางยังเด็ก พ่อของนางก็ตามใจนางมาตลอดพราะเขาไม่อยากให้นางผิดหวัง แต่วันนี้พ่อของนางลงมือตบนาง!

ยิ่งกว่านั้นหลินเค่อก็คิดถึงเรื่องนี้มากขึ้นนางรู้สึกผิดมากขึ้น และเสียงของนางดังขึ้น

“เจ้า!” หลินเซียนยกมือขึ้นอีกครั้งด้วยความโกรธ แต่ในที่สุดมือก็ร่วงลงมา

“น้องหลินตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสั่งสอนเค่อเอ๋อ หลินเกาบอกข้ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ” ในเวลานี้ฮงเต๋อเชิงแนะนำหลินเซียนเพื่อพยายามกอบกู้สถานการณ์

“มันเป็นแบบนี้ท่านลุงฮง ” เขารีบเล่าอย่างรวดเร็วไม่กล้าที่จะชักช้า

หลินเซียนได้ยินลูกชายของเขาบอกว่าลูกสาวของเขา หลินเค่อได้สั่งให้เสี่ยวเอ้อของร้านอาหารไล่หวงเสี่ยวหลง, เฟยฮาว และทุกคน ในขณะที่นางเดินขึ้นไปที่ชั้น 1 ทุกประโยคที่นางพูดเริ่มต้นและจบลงด้วย ‘สุนัข สามัญชน ต่ำต้อย’ และเขาไม่อดทนได้

หลังจากที่หลินเกาอธิบายเรื่องราวเสร็จเรียบร้อยแล้วใบหน้าของหลินเซียนก็ดำยิ่งกว่าน้ำโคลน

“เอาแบบนี้พี่หลินพวกเรารีบไปที่ร้านอาหารเลิศรสเพื่อขอโทษหวงเสี่ยวหลง และเฟยฮาว ข้าจะไปพร้อมกับเจ้าด้วย ” ฮงเต๋อเชิงชักชวน

ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมานาน ตั้งแต่ที่ได้รับรู้ปัญหาเขาก็ไม่สามารถนั่งดูเฉย ๆโดยไม่ทำอะไรได้อย่างไร

การแสดงออกของหลินเซียนไม่ได้ดูดีขึ้น: “ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงวิธีเดียว!”

ช่วงเวลาต่อมาหลินเซียน และฮงเต๋อเชิงนำหลินเค่อ และหลินเกาไปยังร้านอาหารเลิศรส

ในไม่ช้าทั้งสี่คนก็มาที่ชั้นแรกของร้านอาหารเลิศรสซึ่งกลุ่มของหวงเสี่ยวหลงยังอยู่ที่เดิม หลินเซียน และฮงเต๋อเชิงกำลังจะพูดเมื่อทั้งคู่สังเกตเห็นรูปลักษณ์ที่กำลังนั่งอยู่ติดกับหวงเซี่ยวหลง ทั้งสองคนก็ต้องตัวแข็ง และเท้าของพวกเขาหยุดชะงักทันที ดวงตาของพวกเขาพองออก

“ท่านจอม…..ท่านจอมพลฮ่าวเทียน!”

เมื่อถึงจุดนี้จอมพลฮ่าวเทียนหันไปตามเสียงของพวกเขา

เมื่อพวกเขาเห็นหน้าของจอมพลฮ่าวเทียน หลินเซียน และฮงเต๋อเชิงรู้สึกว่าจิตใจของพวกเขาว่างเปล่าด้วยความกลัว ทั้งสองหน้าซีดในทันที

เบื้องหลังพวกเขาคือหลินเค่อ และหลินเกา เมื่อทั้งคู่ได้ยินคำพูดที่พ่อของพวกเขาร้องออกมาดัง ๆ ขาของพวกเขาสั่นคลอน และเกือบจะล้มลงกับพื้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะระงับความกลัวได้ พวกเขาไม่สามารถยืนได้อย่างถูกต้อง

ในขั้นต้นก่อนที่พวกเขาจะมาถึงหลินเซียน และฮงเต๋อเชิงกำลังปรารถนาโชคดีบางอย่างที่ว่าจอมพลฮ่าวเทียนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานั้น แต่ตอนนี้!!

……

อีกครึ่งชั่วยามต่อมาหวงเสี่ยวหลง จอมพลฮ่าวเทียน และคนอื่น ๆ ออกจากร้านอาหารเลิศรส หลังจากที่หวงเสี่ยวหลงออกไปแล้ว หลินเซียน และลูก ๆ ของเขา และฮงเต๋อเชิงก็เดินออกมาจากร้านอาหารเลิศรสราวกับว่าร่างของพวกเขาไร้วิญญาณ

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลาครึ่งชั่วยาม

อย่างไรก็ตามเช้าวันรุ่งขึ้นตำแหน่งเสนาของหลินเซียนถูกยกเลิก และเป็นพระราชโองการโดยราชาลู่เจ๋อเอง

เมื่อพวกเขาออกจากร้านอาหารกลุ่มของหวงเสี่ยวหลงได้มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เทียนซวน ขณะที่พวกเขาเข้ามาถึงโบลี่ และคนรับใช้กำลังรอต้อนรับอยู่ข้างนอก

“พี่ใหญ่ คฤหาสน์เทียนซวนแห่งนี้เป็นบ้านของเราหรือ?” ยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า คฤหาสน์เทียนซวน หวงหมิ่นถามด้วยความคาดหวัง

หวงเสี่ยวหลงพยักหน้าและยิ้มว่า “เอ่อ… คฤหาสน์เทียนซวนเป็นบ้านของเรานับตั้งแต่บัดนี้”

หวงหมิ่น และหวงเสี่ยวไห่กระโดดโลดเต้นด้วยความพึงพอใจกับคำตอบของหวงเสี่ยวหลง และวิ่งแข่งกันเข้าไปข้างใน

ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

“ท่านพ่อท่านแม่เข้าบ้านกันเถอะ” หวงเสี่ยวหลงกล่าวกับหวงเผิง และซูเย่ว

ทั้งสองพยักหน้ารู้สึกพอใจอยู่ภายในใจ

 

หลังจากนั้นทุกคนก็เดินเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ และนั่งลง

หวงเสี่ยวหลงขอให้เฟยฮาวจัดหาที่พักสำหรับพ่อแม่พี่น้อง และคนรับใช้ที่ติดตามหวงเผิงมาจาก คฤหาสน์ตระกูลหวง ก่อนที่จะกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลหวงในช่วงปีใหม่นั้น หวงเสี่ยวหลงเคยมอบเงินให้แก่เฟยฮาวเพื่อไปซื้อคฤหาสน์ที่อยู่ใกล้เคียง ดังนั้นดินแดนของคฤหาสน์เทียนซวนในปัจจุบันได้ขยายตัวขึ้นเป็น 4 เท่า และมีห้องพักจำนวนมาก

เนื่องจากความเมื่อยล้าจากการเดินทางมานานกว่ายี่สิบวัน หวงเสี่ยวหลงจึงส่งพ่อแม่ และพี่น้องของเขาไปพักผ่อน

มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในห้องโถงใหญ่: หวงเสี่ยวหลง, จอมพลฮ่าวเทียน และ เฟยฮาว

“ผลการตรวจสอบของเจ้าเป็นอย่างไร?” หวงเสี่ยวหลงถามจอมพลฮ่าวเทียน เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เขาได้ขอให้จอมพลฮ่าวเทียนตรวจสอบนิกายดาบใหญ่

จอมพลฮ่าวเทียนลุกขึ้นยืน และตอบอย่างสุภาพว่า “ท่านจักรพรรดิในเรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้ว ในขณะนี้นิกายดาบใหญ่ มีศิษย์อยู่สามหมื่นคน และนอกเหนือจากผู้ที่ตายแล้วเช่นหลิวเว่ย ยังมีนักรบเหนือธรรมชาติอีกคนหนึ่ง และนั่นคืออาจารย์ของหลิวเว่ย เชี่ยนหยู่เฉิน เขาเป็นผู้นำนิกายคนก่อน ความแข็งแกร่งของเขาควรจะเป็นนักรบเหนือธรรมชาติระดับสองขั้นกลาง ”

อาจารย์ของหลิวเว่ย เชี่ยนหยู่เฉิน: นักรบเหนือธรรมชาติระดับสองขั้นกลาง!

หวงเสี่ยวหลงพยักหน้านั่นหมายความว่าพลังของหยู่เฉินอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับจอมพล       ฮ่าวเทียน

จากนั้นจอมพลฮ่าวเทียนยังคงรายงานผลการค้นพบที่เกี่ยวข้องกับนิกายดาบใหญ่: จำนวนสาวกนักรบระดับสิบ, สาวกนักรบระดับเก้า และอื่น ๆ

เมื่อได้ฟังรายงานจากจอมพลฮ่าวเทียนเสร็จสิ้น หวงเสี่ยวหลงย่นคิ้วเขาคิดว่าดูเหมือนการทำลายนิกายดาบใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้ว่านิกายดาบใหญ่จะมีนักรบเหนือธรรมชาติคนหนึ่ง แต่หยู่เฉินเป็นหนึ่งผู้นำของนิกายที่โดดเด่นของอาณาจักรเป่าหลง และยังมีสาวกนักรบระดับสิบ, สาวกนักรบระดับเก้าอีกมากมาย

นอกจากนี้เขาไม่สามารถปล่อยให้จอมพลฮ่าวเทียนเรียกกองทัพมาใช้สำหรับเรื่องนี้ ถ้ากองทัพถูกนำมาใช้มันหมายถึงสงครามระหว่างสองอาณาจักร!

ถ้าหยูหมิงอยู่ใกล้ ๆ กับความแข็งแกร่งของนักรบเหนือธรรมชาติระดับสิบของเขามันจะง่ายพอ ๆ กับการหักนิ้วมือของเขาเพื่อกำจัดนิกายดาบใหญ่

อย่างไรก็ตามหยูหมิงกลับไปยังที่ตั้งของนิกายประตูเทพอสูร ที่ทวีปเมฆดารา และต่อให้รีบกลับไปก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี

จากสถานการณ์เขาต้องรอจนกว่าหยูหมิงจะกลับมา ก่อนที่เขาจะคิดตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป

ตอนนี้พ่อแม่ และพี่น้องของเขาอยู่กับเขาในเมืองหลวง และตราบเท่าที่หยู่เฉินยังไม่ได้กลับมาที่นี่ พ่อแม่ และพี่น้องของเขาจะปลอดภัยด้วยการปกป้องของจอมพลฮ่าวเทียน

 

ต่อมาจอมพลฮ่าวเทียน และเฟยฮาวออกจากห้องโถงใหญ่

ข้าต้องก้าวผ่านไปสู่นักรบระดับเจ็ดโดยเร็วที่สุด! หวงเสี่ยวหลงคิดกับตัวเอง

เมื่อเขาก้าวเข้าสู่นักรบระดับเจ็ด เขาสามารถเปิดชั้นแรกของเจดีย์หลิงหลง และได้รับทักษะการบ่มเพาะภายนอกของร่างทองหลิงหลง นอกเหนือจากความสามารถในการต่อสู้ของจิตวิญญาณเขาสามารถต่อสู้กับนักรบระดับแปดได้ ไม่เพียงแค่นั้นหลังจากเปิดชั้นแรกของเจดีย์หลิงหลง เขาสามารถมอบมุกมังกรไฟให้พ่อแม่ของเขาได้

เมื่อพ่อแม่ของเขาแข็งแกร่งขึ้น มันก็จะดีที่พวกเขาสามารถป้องกันตัวเองได้

หลังจากที่เขาก้าวเข้าสู่นักรบระดับเจ็ดแล้วจิตวิญญาณของเขาจะมีวิวัฒนาการเป็นครั้งที่สอง และหวงเสี่ยวหลงก็หวังกับการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณมังกรคู่ของเขา

โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ก้าวผ่านไปยังนักรบระดับเจ็ด และหลังจากที่วิญญาณการต่อสู้พัฒนาขึ้นเป็นครั้งที่สองความสามารถโดยธรรมชาติของมันก็จะเพิ่มมากขึ้น ในบางกรณีจิตวิญญาณการต่อสู้จะได้รับความสามารถใหม่ ๆ หลังจากได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่สอง!

แม้ว่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นนี้ต่ำมาก แต่ระดับของจิตวิญญาณการต่อสู้ที่อยู่ในระดับสูงก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น

กลับไปที่ห้องของเขา หวงเสี่ยวหลงขึ้นไปอยู่บนเตียงหยกเย็น และเรียกมังกรคู่ออกมา และเริ่มฝึกฝน
เมื่อใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปหนึ่งเดือนกว่าจะกลับมาถึงเมืองหลวง หวงเสี่ยวหลงก็อดทนต่อเจดีย์หลิงหลงที่อยู่ภายในร่างของเขา เนื่องจากมันได้ปล่อยปราณมังกรไฟออกมาตลอดเวลาช่วยขจัดสมรรถภาพร่างกายของเขา และปรับปรุงปราณฉีของเขา สิ่งนี้ทำให้หวงเซี่ยวหลงเติบโตขึ้นทุกวัน และอุปสรรคในการก้าวผ่านนักรบระดับเจ็ดกลายเป็นเข้าไปใกล้ทุกเสี้ยววินาที เขารู้สึกว่าภายในเวลาหนึ่งเดือนข้างหน้านี้เขาสามารถเลื่อนไปยังนักรบระดับเจ็ดได้