0 Views

 

ได้ยินแบบนี้ร่างของหวงเผิงตัวแข็งในทันที และซูเย่วก็ตกใจไม่แพ้กัน มีเพียงสองคนเท่านั้นคือหวงหมิ่น และหวงเสี่ยวไห่ที่ได้แต่กำลังจ้องมองไปที่เนื้อย่างด้วยดวงตาที่วาววับ ทั้งสองคนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดของหวงเสี่ยวหลง เมื่อเขากล่าวว่านิกายดาบใหญ่ได้พบผู้คนของคฤหาสน์ตระกูลหวงแล้ว

กลุ่มผู้คุ้มกัน และคนรับใช้ที่ติดตามหวงเผิงออกจากคฤหาสน์ตระกูลหวงก็ดูเหมือนจะโศกเศร้าไม่แพ้กัน

“เสี่ยวหลง, เจ้าต้องสัญญากับพ่อ เจ้าจะต้องทำลายนิกายดาบใหญ่!” เป็นเวลานานหลังจากนั้นหวงเผิงพูดออกมา และเสียงของเขาทำให้หายใจไม่ออก และเป็นน้ำเสียงที่แหบแห้งเล็กน้อย

“อย่าได้กังวลท่านพ่อ ข้าจะ ” หวงเสี่ยวหลงพยักหน้าสัญญา เขาไม่ยอมให้นิกายดาบใหญ่ กลายเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยของพ่อแม่และพี่น้องของเขา

“พี่ใหญ่เนื้อย่างกินได้หรือยัง? พวกเรากินได้เลยไหม? ” เมื่อถึงเวลานี้หวงเสี่ยวไห่ก็ถามขึ้นมาเป็นการทำลายบรรยากาศที่แสนโศกเศร้า กระเพาะอาหารของเขาส่งเสียงดังออกมาด้วยความหิว!

หวงเสี่ยวหลงหัวเราะเบา ๆ “เอาล่ะมากินกันเถอะ!”

“เย้!!!!!!” เมื่อทั้งสองคนได้รับอนุญาตจากพี่ใหญ่ทั้งคู่ก็กระโดดด้วยความปิติยินดี

หลังจากเวลากลางคืนค่อย ๆ ผ่านพ้นไป เช้าวันใหม่หวงเสี่ยวหลง และกลุ่มของเขาได้เริ่มต้นการเดินทางของพวกเขาสำหรับวันนี้

……………………………….

และอีกสองวันต่อมาพวกเขาก็มาถึงประตูขนาดใหญ่ของเมืองหลวงของอาณาจักรหลัวถง

ยืนอยู่ที่หน้าประตูขนาดใหญ่ที่นำไปสู่เมืองหลวง, หวงเผิง, ซูเย่ว, เด็กทั้งสอง และกลุ่มคนที่เหลืออยู่ในความงุนงง ประตูเมืองขนาดใหญ่ทำให้ผู้มาใหม่มีผลต่อภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจน

“พี่ใหญ่นี่คือเมืองหลวงของอาณาจักรหลัวถงของเราหรือ? มาก, มาก, อ่า ใหญ่มาก! ” เป็นเวลานานต่อมาที่น้องชายคนเล็กหวงเสี่ยวไห่ ใช้สาม ‘มาก’ ในประโยค

ใหญ่มาก?!

เฝ้าดูปฏิกิริยาที่น่ารักของน้องชายของเขา หวงเสี่ยวหลงยิ้มออกมา

“ไปกันเถอะเข้าไปในเมืองพร้อมกัน” หวงเสี่ยวหลงหัวเราะ และพูด

ได้ยินเรื่องนี้เด็กทั้งสองรีบวิ่งนำหน้าคนอื่น ๆ ไปที่ประตูเมืองเพื่อแข่งขันกันเพื่อดูว่าใครจะเข้าไปในเมืองก่อนกัน

ตอนแรกเจ้าหน้าที่ของเมืองต้องการจะสกัดกั้นหวงหมิ่น และหวงเสี่ยวไห่ อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาสังเกตเห็นหวงเสี่ยวหลง และจอมพลฮ่าวเทียนทีก่ำลังเดินอยู่ข้างหลังของเด็กทั้งสอง ทหารยามก็รีบถอยไปทางด้านข้าง และคุกเข่าลง

“คาราวะท่านจอมพลฮ่าวเทียน!”

เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้รับการยอมรับจากจอมพลฮ่าวเทียน

“ลุกขึ้น” จอมพลฮ่าวเทียนพยักหน้าอนุญาตให้ทหารยามเฝ้าประตูเมืองยืนขึ้น ทหารยามรีบลุกขึ้นยืน และถอยกลับไปที่ด้านข้างอย่างสุภาพ

หวงเสี่ยวหลง และพ่อแม่ของเขาเดินไปข้างหน้าตามด้วยจอมพลฮ่าวเทียน และเฟยฮาวที่อยู่ที่เบื้องหลัง พวกเขาผ่านประตูเมืองเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว

หวงหมิ่น และหวงเสี่ยวไห่กำลังวิ่งแข่งกันเพื่อผ่านประตูเมืองเป็นคนแรก และในที่สุดหวงหมิ่นก็ชนะการแข่งขัน แม้ว่าความสามารถของหวงเสี่ยวไห่จะสูงกว่าหวงหมิ่นแต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาได้ตื่นขึ้นมาไม่นานมานี้เมื่อเทียบกับหวงหมิ่นซึ่งสามารถสร้างปราณฉีได้ก่อนเขาถึงหนึ่งปีแล้ว

เด็กทั้งสองกำลังหอบอย่างแรงเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก

และในขณะที่ทั้งสองกำลังเช็ดเหงื่อออกหลังจากการวิ่งแข่งขัน ทหารยามก็กำลังเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากของตัวเองด้วยเช่นกัน

“เด็กคนนั้นคือใคร? การที่สามารถทำให้จอมพลฮ่าวเทียนเดินอยู่ข้างหลังของเขา? ”

“เจ้าคงจะไม่ทราบเรื่องนี้ ตั้งแต่ที่เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะไม่รู้จักเขา เขาชื่อว่าหวงเสี่ยวหลง! ”

“หวงเสี่ยวหลง? ใครคือหวงเสี่ยวหลง? ”

“…………………”

ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่เมืองกำลังซุบซิบกันอยู่ระหว่างนั้นหวงเสี่ยวหลง และกลุ่มของเขาก็หายตัวไปจากสายตาของเหล่าทหารยามแล้ว

 

เดินเข้าไปในเมืองหลวงอย่างสบายอารมณ์ไปตามถนนในเมืองที่คึกคัก หวงหมิ่น และหวงเสี่ยวไห่วิ่งไปรอบ ๆ บางครั้งมองไปที่แผงลอยด้านขวาบ้างก็ทางด้านซ้ายมือของพวกเขา พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขเป็นอย่างมาก

แม้แต่เจ้าลิงน้อยบนไหล่ของหวงเสี่ยวหลงวิ่งลงไปหาเด็กทั้งสองวิ่งไปมาด้วยกันพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข

การได้เห็นน้องสาว และน้องชายของเขาเล่นกัน หวงเสี่ยวหลงก็รู้สึกมีความสุขเช่นกัน

หลังจากเดินอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อพวกเขากำลังจะเดินผ่านร้านอาหารเลิศรส หวงเสี่ยวหลงก็หยุดลงแล้วหันไปหาหวงเผิง และซูเย่ว เขาถามว่า “ท่านพ่อท่านแม่พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนน่าจะดีกว่า”

หวงเสี่ยวหลงจำได้ว่าครั้งแรกที่เขามาถึงยังเมืองหลวง เมื่อเขาอยู่ที่นี่กับเฟยฮาว สุราจันทราหิมะของร้านนี้ค่อนข้างมีรสชาติที่ดี

ก่อนที่หวงเผิง หรือซูเย่วจะสามารถทันได้กล่าวตอบ เจ้าลิงน้อยส่งเสียงทักทายออกมา และทำเหมือนยอมรับในข้อตกลงพร้อมด้วยการขยับริมฝีปากของมันราวกับว่าน้ำลายกำลังจะไหลออกมา เห็นได้ชัดว่ารสชาติของสุราจันทราหิมะนั้นดีแค่ไหน

เมื่อเห็นอย่างนี้หวงเผิง ซูเย่วพยักหน้า และทุกคนก็ระบิดเสียงหัวเราะออกมาเนื่องจากการแสดงตลกของเจ้าลิงน้อย

 

พวกเขาเดินเข้าไปในร้านอาหาร คนที่เห็นหวงเสี่ยวหลงเป็นเสี่ยวเอ้อคนเดียวกับในเหตุการณ์วันนั้น เมื่อเห็นหวงเสี่ยวหลงดวงตาเล็ก ๆ ของสี่ยวเอ้อเบิกกว้าง และรีบไปต้อนรับหวงเสี่ยวหลงที่เต็มไปด้วยความเคารพ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องของปีที่แล้ว แต่หน่วยความจำของเสี่ยวเอ้อก็สามารถจำหวงเสี่ยวหลง และเฟยฮาวได้อย่างแม่นยำ

ในเวลานั้นร้านอาหารเลิศรสเกือบจะถูกทำลายแล้ว เขาจะลืมพวกเขาไปได้อย่างไร?

ด้วยปากที่ให้เกียรติ และรอยยิ้มอันนุ่มนวลเสี่ยวเอ้อได้พาหวงเสี่ยวหลง และกลุ่มของเขาขึ้นไปที่ชั้นบนของร้านอาหาร

ไม่นานหลังจากนั้นหวงเสี่ยวหลง และคนที่เหลือนั่งลง และเถ้าแก่ของร้านอาหารก็รีบเดินเข้ามา แต่กระนั้นก็เหมือนกำลังจะขาดลมหายใจราวกับวิ่งมาจากที่ไกล ๆ เหงื่อไหลออกมาเต็มใบหน้าของเขา

เขาไปที่โต๊ะของหวงเสี่ยวหลง และเถ้าแก่ได้ทักทายจอมพลฮ่าวเทียน และจัดอาหาร และเตรียมสุราให้กับทั้งสองโต๊ะของหวงเสี่ยวหลง และเพื่อน ๆ ของเขา เถ้าแก่ได้เอาสุราจันทราหิมะที่เก็บมานานกว่า 10 ปีเพื่อมาต้อนรับพวกเขา

ตอนที่สุราจันทราหิมะวางอยู่บนโต๊ะและก่อนใครจะสามารถไปหยิบได้ เจ้าลิงน้อยก็กระโดดไปที่ไหสุรา และยกขึ้นดื่ม มันทำเสียงดังออกมาเรื่อย ๆ หลังจากที่รู้สึกพอใจทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

ในขณะที่อาหาร และสุราถูกเอามาจัดวางกลิ่นหอมยั่วเย้าที่อยู่ในอากาศทำให้เด็กทั้งสองรีบหยิบตะเกียบคีบอาหารอย่างรวดเร็ว

เมื่อทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหาร คู่ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ขึ้นมาบนชั้นสอง จากทัศนคติของพวกเขา พวกเขาเป็นลูกค้าประจำของร้านอาหารเลิศรสแห่งนี้

หวงเสี่ยวหลงเหลือบตามองพวกเขาจากมุมหนึ่ง และสังเกตเห็นว่าทั้งคู่ดูคุ้นเคย จากนั้นเขาก็จำได้ว่าตอนที่เขาเข้ามาในเมืองหลวงครั้งแรกพร้อมกับเฟยฮาว คนคู่นี้เป็นลูกหลานของคฤหาสน์ขุนนาง

เขาจำได้ว่าในเวลานั้นทหารยามเรียกเขาว่านายน้อยหลิน และคุณหนูหลินที่กำลังขี่ม้าปีศาจเพลิงระดับสี่เข้าเมือง แน่นอนพวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าเมือง

เมื่อถึงชั้นแรกของร้านอาหารเลิศรส หลินเค่อมองไปรอบ ๆ และได้เห็นกลุ่มของหวงเสี่ยวหลงที่นั่งอยู่กับโต๊ะสองโต๊ะขนาดใหญ่พร้อมกับเด็กสองคนที่กินอาหารเสียงดัง หลินเค่อขมวดคิ้วแล้วโยนถุงเงินเหรียญทองแดงไปที่เสี่ยวเอ้อที่อยู่ที่ด้านหลัง และชี้ไปที่ทิศทางของหวงเสี่ยวหลง และด้วยน้ำเสียงราวกับว่ากำลังสั่งสอนกล่าวว่า “ชั้นแรกข้าจองทั้งชั้นไว้แล้วในตอนนี้ ไล่พวกสามัญชนอันต่ำต้อยเหล่านี้ออกไป และบอกให้ลงไปกินที่ชั้นล่าง ”

สามัญชน!

 

คนที่กินข้าวในโต๊ะทั้งสองรวมทั้งหวงเสี่ยวหลงก็ไม่ได้หันกลับไปมอง

มีเพียงเสี่ยวเอ้อที่สะดุ้งออกมาด้วยอาการตกใจ

หลินเค่อสังเกตเห็นเสี่ยวเอ้อที่อยู่ในอาการมึนงง และได้กล่าวต่อว่า “เจ้าไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าได้กล่าว? ข้าต้องการจองพื้นที่ชั้นนี้ไว้ทั้งหมด และไล่คนเหล่านี้ลงไปกินที่ข้างล่าง! เวลาที่ข้าได้เห็นคนแบบนี้มันทำให้ข้ากินอะไรไม่ลง! ”

การเปลี่ยนแปลงสีหน้าของจอมพลฮ่าวเทียน และเฟยฮาวเปลี่ยนไป แต่เมื่อจอมพลฮ่าวเทียน และเฟยฮาวต้องการที่จะลุกขึ้นยืน หวงเสี่ยวหลงยกมือขึ้นเพื่อหยุดยั้งพวกเขา

หวงเสี่ยวหลงโบกมือให้กับเสี่ยวเอ้อโดยกล่าวว่า “มานี่”

แม้จะเป็นเสี่ยวเอ้อที่ไม่ใช่คนเดิมที่ให้การต้อนรับหวงเสี่ยวหลง และไม่ทราบถึงเอกลักษณ์ของ หวงเสี่ยวหลง แต่ในก่อนหน้านี้เถ้าแก่ได้สั่งให้ทุกคนดูแลโต๊ะทั้งสองนี้อย่างสุภาพ และอย่าได้ละเลยสิ่งต่าง ๆ แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อได้ยินหวงเสี่ยวหลงเรียกเขา เขารีบวิ่งไปโดยไม่กล้าที่จะล่าช้าแม้แต่เล็กน้อย เมื่อเข้าไปใกล้หวงเสี่ยวหลง เขาสอบถาม “คุณชาย, ,มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้?”

หวงเสี่ยวหลงได้โยนถุงทองคำขนาดใหญ่ให้กับเสี่ยวเอ้อ และชี้ไปที่คนทั้งสองแซ่หลินและกล่าวว่า “ข้าไม่ต้องการเห็นพวกเขาในร้านอาหารเลิศรส ไล่พวกเขาออกไปจากร้านอาหารข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเขา พอได้เห็นหน้าแล้วข้าดูเหมือนจะกินอะไรไม่ค่อยลง! ”

 

 

 

(TL :ประวัติศาสตร์มีแนวโน้มที่จะทำซ้ำรอยเดิม … ..)