0 Views

นักรบระดับสอง!

ตั้งแต่วันแรกของการเพาะปลูกจนถึงตอนนี้ก็บรรลุสู่ขั้นนักรบระดับสอง, หวงเสี่ยวหลงใช้เวลาไม่เกินสามวัน! นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

โดยทั่ว ๆ ไปแม้แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ระดับสิบยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีในการพัฒนาไปสู่นักรบระดับสอง แม้ว่าคนที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมอย่างมากอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงหกเดือนเพื่อให้บรรลุขั้นนี้

อย่างไรก็ตาม หวงเสี่ยวหลงใช้เวลาแค่สามวัน!

ระงับความตื่นเต้นในใจของเขา หวงเสี่ยวหลงยังคงใช้ทักษะการบ่มเพาะซวนฉิน เพื่อให้เส้นลมปราณของขั้นที่สองที่มีปราณฉีไหลให้สงบมากยิ่งขึ้น

หากขั้นแรกปราณฉีของเส้นลมปราณคล้ายกับลำธารเล็ก ๆ จากนั้นขั้นที่สองปราณฉีของเส้นลมปราณก็เปรียบได้กับแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่กว้างขึ้นและมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับปราณฉี

….

ค่ำคืนนี้ในที่สุดก็ผ่านพ้นไป

เมื่อแสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นไหลผ่านหน้าต่างไปยังร่างของหวงเสี่ยวหลง หวงเสี่ยวหลงก็ยุติการฝึกฝนของเขาในค่ำคืนนี้ และลืมตาขึ้นมา หลังจากการฝึกฝนตลอดทั้งคืนเขาได้สร้างความมั่นคงให้กับลมปราณของนักรบระดับสอง

สงสัยจริง ๆ ว่าความคืบหน้าของหวงเหว่ยน้อยจะพัฒนาไปถึงขนาดไหนกันหวงเสี่ยวหลงคิดก่อนที่จะกระโดดลงจากเตียง และเดินออกไปจากห้อง หวงเสี่ยวหลงเหยียดแขนขาของเขาอย่างเฉื่อยชาหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์

ในลานเล็ก ๆ หวงเสี่ยวหลงมองไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ครึ่งเมตรที่มุมเดียวกันกับที่เคยโดนเขาชกเมื่อหลายวันก่อน เขาไม่สามารถต้านทานตัวเองได้ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ขณะที่ยกมือข้างขวาของเขาแล้วรวบรวมปราณฉีไปรอบ ๆ ฝ่ามือของเขา ขณะที่เขาโจมตีไปบนก้อนหิน ก้อนหินขนาดใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเกิดก้อนหินก้อนเล็ก ๆ กระจัดกระจายไปทั่วทุกแห่ง

บนพื้นผิวของหินก้อนใหญ่จะเห็นเส้นแตกเป็นรอยเล็ก ๆ จากมือขวาของเขา หวงเสี่ยวหลงตรวจสอบพลังของฝ่ามือของเขา และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ตามความคาดหวังของเขาหลังจากที่ได้ทะลวงผ่านไปสู่นักรบระดับสองแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาก็เปรียบได้กับนักรบนักรบระดับสองขั้นปลาย

ย้อนกลับไปในโลกก่อนหน้านี้ถ้ามีเด็กวัย 7 ขวบที่มีพลัง 2 แสนจินเกิดขึ้นมันคงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่น่าเชื่อ แต่ที่นี่คือโลกของจิตวิญญาณการต่อสู้มันจึงไม่มีอะไรที่น่ายกย่อง

ออกจากลานของเขาไป หวงเสี่ยวหลงมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองตะวันออก

แต่ไม่ไกลจากลานเล็ก ๆ ของเขาเขาได้ยินเสียงซุบซิบของผ็คนจากคฤหาสน์หลายแห่ง

“เหรอ, ข้าได้ยินมาว่านายน้อยหวงเหว่ยประสบความสำเร็จในการสร้างปราณฉีของเขาในเวลาเพียงสามวัน! ในช่วงเวลาของพวกเรา พวกเราต้องใช้เวลาสองเดือนในการสร้างปราณฉีของพวกเรา ในอัตรานี้ในเวลาน้อยกว่าสี่เดือน นายน้อยหวงเหว่ย จะต้องสามารถก้าวไปสู่นักรบระดับแรกได้อย่างแน่นอน! ”

“ข้าสงสัยว่าการฝึกฝนของนายน้อยเสี่ยวหลงในตอนนี้เป็นเช่นไร?”

“นายน้อยเสี่ยวหลง? ถึงแม้ว่าพรสวรรค์ของนายน้อยเสี่ยวหลงจะไม่เลวร้ายแต่ว่าหากต้องการสร้างปราณฉีจะทำให้เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับความเร็วของ นายน้อยหวงเหว่ย และหากหวังที่จะก้าวไปสู่​​นักรบระดับแรกได้อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี

ดังนั้นนายน้อยหวงเหว่ยจึงจะสามารถประสบความสำเร็จในการสร้างปราณชิของเขาหวงเสี่ยวหลงยืนอยู่ในทางเดินด้วยมือของเขาที่ไขว้ไปที่ด้านหลังของเขามองเหมือนผู้ใหญ่เพียงเล็กน้อย ในขณะที่เขาเฝ้าดูยามของคฤหาสน์หลายคนเดินออกไป

ไม่ต้องใส่ใจกับเหล่ายามพวกนี้อีกต่อไป หวงเสี่ยวหลงยังคงเดินต่อไปที่ห้องโถงทางทิศตะวันออก ครู่ต่อมาหลังจากที่เขาเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ หวงเสี่ยวหลงก็สังเกตเห็นพ่อและแม่ของเขา นอกจากนี้ยังมีน้องสาวของเขาหวงหมิ่น และน้องชายอายุน้อยสี่ขวบชื่อ หวงเสี่ยวไห่ในห้องโถงใหญ่แห่งนี้

“ท่านพ่อท่านแม่” หวงเสี่ยวหลกล่าวออกมาขณะที่เขาเดินเข้าไป

“นั่ง” หวงเผิงเงยหน้าขึ้นแสดงมองไปที่เก้าอี้ เห็นได้ชัดว่ามีรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขา นั่งลง หวงเสี่ยวหลงพบการแสดงออกของซูเย่วถึงความกังวลเช่น เดียวกับพ่อของเขาดังนั้นเขาจึงเปิดปากของเขาและถามว่า “ท่านพ่อท่านแม่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“ไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าได้ลงมือกับลูกชายของโจวกวงหรือไม่” หวงเผิงจ้องที่ลูกชายของเขาและถาม

หวงเสี่ยวหลงจ้องมองไปทางน้องสาวของเขาหวงหมิ่น โดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ เขารู้ว่าเรื่องนี้ออกมาจากปากของน้องสาวตัวน้อยของเขา และนางก็รู้ว่าหวงเสี่ยวหลงกำลังมองไปที่นาง หวงหมิ่นหยิบยกด้วยภาษามือเล็ก ๆ ของนางไว้กลัวที่จะมองไปที่หวงเสี่ยวหลง

“เด็กคนนั้นรนหาที่เอง” หวงเสี่ยวหลงตอบอย่างใจเย็น

หวงเผิง และซูเย่วต่างก็หงุดหงิด และมองหน้ากันและกัน

“การฝึกฝนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้?” พวกเขาเพิกเฉยต่อคำตอบของลูกชายของเขา หวงเผิงได้เปลี่ยนหัวข้อโดยไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องก่อน ๆ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาหวงเสี่ยวหลงได้ฝึกฝนทั้งกลางวัน และกลางคืนโดยไม่คำนึงถึงเวลา หวงเผิง แล ซูเย่วได้สังเกตุเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่รู้สึกสบายใจที่หวงเสี่ยวหลงกำลังพยายามที่จะบ่มเพาะ

การได้ยินคำถามของบิดาเกี่ยวกับการฝึกฝนของเขา หวงเสี่ยวหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาควรที่จะบอกความจริงหรือไม่? หรือเขาควรจะปิดบังความแข็งแกร่งของเขาหรือเปิดเผยว่าเข้าก้าวผ่านขั้นตอนการสร้างปราณฉีไปแล้วดี?

เมื่อมองเห็นความลังเลของลูกชาย  หวงเผิงปลอบโยนเขาว่า “มันเป็นเพียงไม่กี่วันมันไม่สำคัญหรอกถ้าเจ้ายังไม่สามารถสร้างปราณฉีได้  แม้แต่ตัวข้าเองยังต้องใช้เวลาตลอดทั้งเดือนก่อนที่ข้าจะทำได้”

“ถูกต้องแล้ว เสี่ยวหลง ความสามารถของเจ้าสูงกว่าท่านพ่อของเจ้า เจ้าจะสามารถสร้างปราณฉีไว้ได้หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ” ซูเย่วกล่าวเสริม

ความจริงก็คือทั้ง หวงเผิง และซูเย่วเห็นความลังเลใจบนใบหน้าของหวงเสี่ยวหลง และทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าหวงเสี่ยวหลงรู้สึกอับอายที่จะตอบว่าเขายังไม่สามารถสร้างปราณฉีได้

หวงเสี่ยวหลงได้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ขณะฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อและแม่แล้วกล่าวว่า “โปรดวางใจในตัวข้า” อย่างไรก็ตามหลังจากคิดเพียงเล็กน้อยเขาก็เดินไปตามแนวความคิดของพ่อแม่ของเขากล่าวว่า “ท่านพ่อท่านแม่โปรดมั่นใจในตัวลูก อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าก็จะสามารถสร้างปราณฉีได้อย่างแน่นอน”

การฟังคำพูดที่มั่นใจของลูกชายของพวกเขาทั้งหวงเผิง และซูเย่วก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามความกังวลที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความม่นใจของหวงเสี่ยวหล หวงเผิงได้แต่กล่าวเพียงว่า “เสี่ยวหลง เมื่อวันก่อนหวงเหว่ยประกาศว่าเขาจะทำลายแขนทั้งสองข้างของเจ้าในระหว่างงานชุมนุมประจำปีของตระกูล!”

ในที่สุดหวงเสี่ยวหลงก็เข้าใจสาเหตุของความกังวลต่อหน้าพ่อแม่ของเขา

คนอื่นอาจไม่กล้าทำเช่นนั้น แต่เนื่องจากหวงเหว่ยยิ่งกล้าพูดมากเท่าไหร่ในระหว่างการชุมนุมของตระกูล หวงเหว่ยอาจจะทำให้แขนของเขาพิการ และอ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ ในเวลานั้นแม้ปู่หวงฉี่เต๋อก็จะไม่ลงโทษเขาอย่างมากเพียงตำหนิไม่กี่คำ

“ทำให้แขนทั้งสองของข้าพิการ” หวงเสี่ยวหลงยิ้มขณะที่อยู่ภายใต้พื้นผิวร่องรอยของความเกลียดชังก็เพิ่มมากขึ้น

ซูเย่วกลัวว่าหวงเสี่ยวหลงไม่ทราบถึงความสำคัญของเรื่องนี้จึงรีบกล่าวว่า “เสี่ยวหลง หวงเว่ยได้ผ่านขั้นตอนการสร้างปราณฉีเสร็จสิ้นแล้ว และภายในสิ้นปีเขาอาจจะมีความสามารถเข้าสู่นักรบระดับแรกขั้นปลายได้ เขาจะทำในสิ่งที่เขาพูดในตอนนั้นเขาจะทำร้ายแขนทั้งสองของเจ้าให้พิการ” ในขณะที่ซูเย่วกล่าวว่าภาพของมือของเสี่ยวหลงที่กำลังเป็นง่อยก็กระพริบขึ้นมาอยู่ภายในใจของนางทำให้ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดง

“เราควรทำอย่างไร พวกเราควรจะทำอย่างไรดี? ” ซูเย่วร้องไห้

หวงเผิงมองภรรยาของเขาที่กำลังจมอยู่ในทะเลน้ำตา และกำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมากกล่าวว่า “ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ทำไมเจ้าถึงร้องไห้? อย่าร้องไห้ได้ไหม?

ซูเย่วหันหน้าไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา “ถ้าเสี่ยวหลงถูกทำให้พิการพวกเราจะจะทำอย่างไรดี? ถ้ามือทั้งสองข้างของ เสี่ยวหลง หากสูญเสียไปเขาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร? หวงเผิงทำไมเจ้าถึงไม่ไปหาพี่ใหญ่แล้วขอร้องให้เขาไปขอหวงเหว่ยปล่อยเสี่ยวหลง ของเราไป! ”

“พี่ชาย เฮอะ?” หวงเผิงขมวดคิ้ว

“ข้ารู้ว่านี่จะทำให้เจ้าเสียหน้า แต่เจ้าอยากเห็นมือของเสี่ยวหลงพิการหรือ?” ซูเย่วยังคงร้องไห้

เด็กน้อยทั้งสองคน หวงหมิ่นและหวงเสี่ยวไห่ต่างก็เห็นซูเย่วร้องไห้อย่างน่าสังเวช พวกเขาทั้งสองเดินไปหานาง และร้องไห้ด้วยกันทั้งสามคน

เมื่อหวงเสี่ยวหลงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง หวงเผิงก็ได้ยืนขึ้นกัดฟันกล่าวว่า “เอาล่ะข้าจะไป!” หลังจากพูดจบเขาจับมือเล็ก ๆ ของหวงเสี่ยวหลงพาเขาไปสู่ทิศทางของเรือนรับรองด้านทิศเหนือ

“ท่านพ่อ ข้า……….” ออกมาจากห้องโถงใหญ่ของ เรือนรับรองตะวันออก หวงเสี่ยวหลงเปิดปากของเขาต้องการจะบอกว่ามันไม่จำเป็นต้องไปพบหวงหมิง

แต่เขาถูกขัดจังหวะโดยหวงเผิง: “เสี่ยวหลง ต่อหน้าลุงใหญ่ของเจ้า  เจ้าต้องยืนอยู่เงียบ ๆ เข้าใจหรือไม่? ” หลังจากพูดแบบนั้นโดยไม่ต้องรอคำตอบของหวงเสี่ยวหลง เขาและหวงเซี่ยวหลงก็รีบไปที่เรือนรับรองทิศเหนือ

เมื่อพวกเขามาถึง หวงหมิง และหวงเหว่ย        สองพ่อลูกอยู่ในห้องโถงใหญ่ บังเอิญที่โจวกวง และโจวซู่ตงก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน …….