0 Views

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล


แน่นอนว่าฉินเทียนย่อมไม่กล้าฆ่าหมู…ตอนนี้ ในทุกปีแม่หมูตัวนี้จะคลอดลูกหมูที่น่ารักน่าชังออกมาสองตัวซึ่งใช้ประกอบเมนูปิ้งย่าง หากเขาฆ่ามันตอนนี้ จางต้าฟู่ต้องถลกหนังของเขาแน่
ตอนนี้เขามีระบบอัพเลเวลแล้ว ฉินเทียนสามารถมองเห็นอนาคตที่สดใส เขาอดรู้สึกตื่นเต้นอยู่ภายในไม่ได้
“นายน้อย ท่านทะลวงระดับขั้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่สองแล้ว? ทำไมข้ารู้สึกว่านายน้อยตอนนี้กับนายตอนก่อนหน้าไม่เหมือนกันเลยล่ะ” เมิ่งเล่ยรู้สึกไม่แน่ใจ จุดตันเถียนของฉินเทียนได้รับความเสียหายจนไม่อาจทะลวงผ่านมาขั้นที่สองได้ นั่นคือสิ่งที่เมิ่งเล่ยทราบ แต่มาตอนนี้เขารู้สึกว่าสภาวะร่างกายของฉินเทียนนั้นเฉียบแหลมขึ้น ซึ่งนี่เป็นหลักฐานว่าฉินเทียนทะลวงระดับ
ในทวีปเทียนหยวน การจะบ่มเพาะโดยปราศจากการใช้พลังปราณนั้นเป็นไปไม่ได้ หากว่าจุดตันเถียนเสียหาย มันก็ไม่อาจรวบรวมพลังปราณได้แม้จะฝึกฝนหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม พลังปราณจะสลายหายไปทันทีที่รวบรวมพลังไปที่จุดตันเถียน โดยพื้นฐานแล้วมันย่อมไ่อาจทะลวงระดับขั้นได้
ในทวีปเทียนหยวนนั้น การฝึกฝนบ่มเพาะนั้นเป็นเรื่องปกติสามัญ หากแต่ผู้ที่มีจุดตันเถียนเสียหายนั้นนับว่าหากยากยิ่ง
พิจารณาคุณสมบัติและโอกาศที่จะฝึกฝนแล้ว กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันยังลำบาก นับประสาอะไรกับการฝึกบ่มเพาะ ฉินเทียนได้ติดอยู่ที่ผู้ฝึกตนขั้นแรกมาตลอด
ตลอดห้าปีมานี้เขารู้สึกราวกับถูกสาป เนื่องเพราะจุดตันเถียนเสียหาย ดังนั้นเขาจึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
ทว่าตอนนี้สวรรค์เมตตาเขาแล้ว สวรรค์มอบระบบอัพเลเวลมาให้เขา! การจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจุดตันเถียนอีกต่อไป เขาเพียงแค่ต้องฆ่าเพื่อเพิ่มระดับ กระทั่งพลังปราณเองก็เพิ่มพูนขึ้นมาด้วย และมันจะยังคงอยู่แม้ว่าจุดตันเถียนที่มีไว้เก็บพวกมันจะเสียหายก็ตาม
ด้วยระดับของเขาในปัจจุบันทะลวงผ่านเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่สองแล้ว ตราบใดที่เขาออกรวบรวมค่าประสบการณ์ได้เพียงพอการจะทะลวงผ่านขั้นที่สามก็เป็นเรื่องของเวลาแล้ว
การฝึกบ่มเพาะอย่างหนักเพื่อรวบรวมพลังปราณเป็นสิ่งที่ไร้สาระสำหรับเรา ที่ต้องมุ่งเน้นตอนนี้ก็คือการสังหารสัตว์ปีศาจ นี่คล้ายกับเกมเลย แข็งแกร่งขึ้นจากการรวบรวมค่าประสบการณ์จากมอนสเตอร์!
วิธีการเช่นนี้เขาคุ้นเคยกับมันมาก ในชีวิตที่แล้วเขาชอบเล่นเกมยิ่ง นี่ราวกับเกมเกมหนึ่ง บิดาผู้นี้จะต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!
ฉินเทียนกวาดสายตามองโดยรอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แล้วเขาก็หันไปหาเมิ่งเล่ยด้วยรอยยิ้มอันลี้ลับ เขาพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงยอมรับว่าเขาได้กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่สองแล้ว
เมื่อได้รับการยืนยันจากฉินเทียน เมิ่งเล่ยก็หัวเราะอย่างมีความสุข เขารู้สึกมีความสุขยิ่งกว่าตัวเองทะลวงระดับได้เสียอีก หลังจากพยายามอย่างหนักอยู่หลายปี ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่สุดก็ได้รับการตอบแทนแล้ว
เมิ่งเล่ยหัวเราะอยู่เช่นนั้น หัวเราะจนน้ำตารินไหลอาบแก้ม
เขาหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปิติยินดีจากหัวใจ
ฉินเทียนวางมือลงบนบ่าของเมิ่งเล่ย เขาถอนหายใจและกล่าวออกมา “นี่สมควรเป็นเรื่องน่ายินดี ใยจึงต้องร้องไห้ด้วยเล่า”
ความขมขื่นที่เจ็บช้ำอยู่ภายในใจพลันมลายหายไป
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงรู้สึกมีความสุข ข้ามีความสุขยิ่ง” เมิ่งเล่ยปาดเช็ดน้ำออก
แม้ว่าทั้งสองจะมีอยู่ในความสัมพันธ์นายบ่าว แต่พวกเขาก็ยึดถืออีกฝ่ายเป็นพี่น้อง หลายปีมานี้พวกเขาทั้งสองฝ่าฟันอุปสรรคด้วยมานับไม่ถ้วน มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาไม่ถูก
จากที่เขาทะลวงระดับขั้นเป็นขั้นที่สองแล้ว ดูเหมือนว่าใตอนแรกเขาเลเวลของเขาจะอยู่ที่ระดับหนึ่ง ระดับขั้นนี้สมควรยึดถือตามระดับเลเวล
“ถ้าเป็นเช่นนี้มันก็ยอดเยี่ยมไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นต้องตรากตรำบ่มเพาะอย่างหนัก ที่ข้าต้องทำก็เพียงแค่สังหารมอนสเตอร์ไม่กี่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเหล่านั้นเผชิญกับปัญหาติดอยู่ที่คอขวด นี่ยิ่งทำให้เห็นข้อดีของระบบ ฮ่าฮ่า!…..” ฉินเทียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ปัญหาได้ถูกขจัดออกไปแล้ว
ดวงตะวันลอยขึ้นสูงโด่ง ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามารับประทานอาหารในเหลาฟุหลง
ภายในเมืองชิงเหอ ร้านอาหารนั้นมีอยู่นับร้อยแห่ง แม้กระนั้นกิจการของที่นี่ก็ยังดีมาก แทบจะไม่เหลือโต๊ะว่างอยู่เลย
“เถ้าแก่ ทำไมอาหารของพวกเรายังไม่มาอีก….”
“เสี่ยวเอ้อ เอาสุรามาสักไหสิ…”
“เพ้ย! ทำไมเนื้อของบิดายังไม่ได้อีก….”
…………………………………………..
ไม่ว่าจะชั้นบน ชั้นล่าง ทั้งหมดล้วนยุ่งวุ่นวาย ฉินเทียนฉวยผ้าขาวมาคาดเอว เดินไปที่นั่นที ที่นี่ที่ ไม่มีแม้แต่เวลาได้พักหายใจหายคอด้วยคติที่เรียบงาย ลูกค้าทุกท่านต้องได้รับความพึงพอใจ….
ในสายตาคนอื่นเขาเป็นเพียงเด็กรับใช้ ไม่มีผู้ใดรู้สึกเห็นอกเห็นใจ พวกเขากล่าวอย่างไม่มีเกรงอกเกรงใจใดๆ
ซึ่งแน่นอนว่าบางคนก็ต้องการมาเพื่อหาเรื่อง ดังเช่นคนผู้หนึ่ง ฉินคุน
“เอาล่ะ ทุกท่าน ให้ข้าได้เล่าอะไรสักเล็กน้อย เจ้านั่นเป็นตัวปัญหา เป็นตัวไร้ประโยชน์ในรอบพันปีของตระกูลฉินเรา แม้จะมีอายุสิบห้าปีแล้วมันก็ยังคงเป็นผู้ฝึกตนขั้นแรก พี่หวัง ถามท่าน ท่านมาถึงระดับแรกเมื่ออายุเท่าใด?”
“ตอนข้าอายุได้ห้าขวบ ข้าก็อยู่ขั้นแรกแล้ว”
“ส่วนข้าอายุได้เจ็ดขวบ ข้าก็อยู่ที่ขั้นแรก และเมื่อข้ามีอายุสิบสาม ข้าก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นที่ห้าแล้ว”
“ได้ยินแล้วหรือไม่เจ้าขยะ? เจ้านับเป็นความอับอายของตระกูล แล้วแบบนี้เจ้ายังจะบากหน้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร? ทำไมไม่ตายๆไปเสีย ฮ่าฮ่าฮ่า!…..”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…..”
เสียงหัวเราะดังเล็ดลอดออกมาจากห้องส่วนตัว ฉินเทียนก้มศีรษะลงต่ำ ไม่แสดงท่าทีใดๆราวกับนี่ไม่ใช่เรื่องของเขา
ครั้งสุดท้ายที่เขาปะมือกับฉินคุนก็นอนเป็นผัก ฉินคุนนั้นเป็นอัธพาลใหญ่ของตระกูลฉิน เขาเป็นบุตรชายของผู้อาวุโส ภายในเมืองชิงเหอแห่งนี้ต่างขนานให้กับเขาว่าจอมผเด็จการ กระนั้นเขาก็นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะ เข้าบรรลุขั้นที่เจ็ดเมื่ออายุได้สิบหกปี พลังปราณของเขากระทั่งแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนขั้นที่เจ็ดโดยทั่วไป
ตระกูลฉินนั้นมุ่งเน้นการเพาะสร้างอัจฉริยะ
ฉินคุนเมื่อเห็นว่าฉินเทียนไม่โต้ตอบก็จ้องมองอย่างเย็นชา “ถุ้ย!”
เขาถ่มน้ำลายใส่หน้าฉินเทียน ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีรังเกียจ “ไสหัวไป”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…..”
ฉินเทียนไม่ตอบโต้ เขาก้มหน้ากัดฟันแนบแน่น ค่อยๆเดินออกจากห้อง ปิดประตู
เมื่ออยุู่หน้าประตู ร่างของฉินเทียนสั่นเทิ้ม เขาตัวสั่นด้วยความโกรธ เขาจะไม่มีวันลืมการดูถูกนี้
ปาดเช็ดน้ำลายบนใบหน้า เขาหรี่ตาลงราวกับสุนัขจิ้งจอก คิดขึ้นในใจ “รอก่อนเถอะ”
“นายน้อย! ฉินคุนรังแกท่านหรือ ข้าจะไปเอาเลือดหัวมันออก” เมิ่งเล่ยรีบวิ่งออกมาจากห้อง เขาโกรธขึ้นมา ท่าทางของเขาราวกับคิงคองถมึงทึงที่กำลังจะฆ่าคน
เมื่อได้เห็นน้ำลายที่ยังปาดเช็ดไม่หมดบนใบหน้าฉินเทียน เขารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉินเทียนถูกผู้คนถ่มน้ำลายรดหน้า ยังจะมีใครอดทนต่อการดูหมิ่นเช่นนี้ได้?
เขาโกรธจนตัวสั่น ย่ำเท้ามุ่งเข้าหาห้องนั้นเพื่อต้องการเข้าไปทวงแค้นให้นาย
ฉินเทียนรีบฉุดรั้งเขาเอาไว้ “เจ้าสู้มันได้หรือ? มันต้องการให้เจ้าเข้าไปเพื่อที่มันจะได้ทุบตีเจ้าระบายโทสะ”
ด้วยสองหมัดสองเท้าเปล่า เมิ่งเล่ยคนต้องถูกพวกมันรุมทุบตีหากฉินเทียนไม่รั้งเอาไว้
“นายน้อย พวกเราไปรายงานเรื่องนี้ต่อผู้อาวุโสสูงสุดเถอะ”
“เข้าพบผู้อาวุโสสูงสุดงั้นหรือ?” ฉินเทียนยิ้มออกมา เขาไม่ทราบว่าเมิ่งเล่ยโง่จริงๆหรือแกล้งโง่ การเข้าพบผู้อาวุโสสูงสุดง่ายดายงั้นเชียว?
ผู้อาวุโสสูงสุดจะยอมผิดใจกับเหล่าผู้อาวุโสเพื่อเขางั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินคุนยังเป็นผู้เยาว์ที่น่าจับตามองที่สุดของตระกูลฉิน เป็นความภาคภูมิใจของตระกูล เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ ผู้อาวุโสสูงสุดจะยอมตำหนิฉินคุนเพื่อตัวไร้ประโยชน์งั้นหรือ?
แน่นอนว่ามันย่อมเป็นไปไม่ได้
โลกใบนี้ไม่เหมือนกับที่โลกเก่าของเขา ที่แห่งนี้มีเพียงกฏแห่งป่า ทางเดียวที่จะครอบครองได้ทุกสิ่งก็คือต้องแข็งแกร่ง…….
เพื่อหลีกเลี่ยงความตาย ฉินเทียนจะต้องท่องจำกฏข้อนี้ให้แม่น
“เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้จงได้!”