0 Views

หลังจากทำสัญญากับลู่จิ่วจุ่น โม่วู่จี้ไม่รอช้า เขาหยิบอุปกรณ์ทดลองมาตรวจสอบหลักการทำงาน ก่อนที่จะเริ่มการทดลอง

 

อุปกรณ์ที่มีนอกจากจะหลากหลายแล้ว ยังอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อุปกรณืพวกนี้ต่างจากที่เขาเคยใช้ในชาติก่อน ในห้องทดลองเก่า เขาสามารถแยกและผสมส่วนประกอบต่างๆได้อย่างแม่นยำ แต่ที่นี้นั้นเป็นไปไม่ได้

 

แต่โม่วู่จี้ไม่สนใจ ชาติก่อน ยามที่เขาคิดค้นยาเปิดชีพจรนั้นไม่ได้เป็นเพราะอุปกรณ์ล้ำสมัย แต่มาจากประสบการณ์ จากการล้มเหลวมากกว่าหนึ่งพันครั้ง เครื่องมือที่มีตรงหน้านับว่าเพียงพอแล้ว

 

ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะลอบแทงข้างหลังเขาด้วยเหตุใดก็ตาม แต่เธอไม่ดีมีทักษะที่ดีพอจะสานต่องานเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่บันทึกข้อมูลสำคัญหลายชิ้น และสารสกัดหลายชนิดเองก็ไม่ได้บันทึกไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสมองของเขาเท่านั้น

 

ยามที่ไม่มีสารสกัด สูตรยานี้ก็แค่ยาธรรมดาสามัญ แต่เมื่อผสมสารสกัดลงไป โมเลกุลภายในเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงลึกจนไปถึงระดับ DNA ทุกครั้งที่ทดสอบรูปแบบโมเลกุลภายในตัวยาจะแตกต่างกันไปทุกครั้ง

 

แต่ไม่ว่าโมเลกุลภายในจะแตกต่างกัน ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม คือจุดชีพจรถูกเปิดสำเร็จ โม่วู่จี้เองก็ไม่เข้าใจตรรกะเบื้องหลังเท่าไรนัก ยิ่งทำให้เขาเชื่อมั่นไปอีกว่าวิทยาศาสตร์นั้นลึกลับ หลายสิ่งอย่างบนโลกยังยากที่จะหาคำตอบได้

 

โม่วู่จี้รู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นเรืองที่สาวคนรักหักหลัง หรือการที่ย่านเอ่อร์ถูกลักพาตัว หากเขาไม่มีพลังอำนาจ เขาจะไม่มีวันได้รับคำตอบ

 

จนกว่าจะมั่นใจอย่างแท้จริงว่าไม่สามารถฝึกตนได้ เขาจะไม่ยอมแพ้แม้โอกาสจะริบหรี่ก็ตาม

 

 

หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว โม่วู่จี้จึงเดินตระเวนไปทั่วเมืองราวโจว ก่อนที่จะเริ่มผลิตยา เขาต้องดูว่าตลาดนั้นต้องการยาชนิดใด ยาชนิดไหนที่สามารถขายได้ดี ยาแบบไหนขายไม่ได้? นีี้คือสิ่งที่เขาอยากจะรู้ที่สุด

 

หลังจากเดินหาข้อมูลตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ความมั่นใจยามเริ่มต้นเริ่มสั่นคลอน เขาเคยคิดว่าในเมื่อโลกนี้ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ดีมากนัก การที่เขาเชี่ยวชาญสมุนไพรเป็นพิเศษน่าจะทำให้ทุกอย่างไปได้สวย ยาทำเงินสักชนิดสองชนิดคงไม่ยากมากมาย

 

แต่หลังจากเดินตรวจสอบไปทั่วแล้ว ชัดเจนเลยว่าแม้โลกนี้จะมีเทคโนโลยีล้าหลังไปบ้าง แต่ด้านศาสตร์การแพทย์นั้นไม่เลย อาจจะล้ำหน้ากว่าโลกไปด้วยซ้ำ โม่วู่จี้ไม่ได้ทดสอบคุณภาพของยา แต่ปริมาณคนที่มารอซื้อก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคุณภาพย่อมดีพอเป็นแน่

 

หากไม่มีสินค้าที่ดีพอ ต่อให้ใช้ทักษะการตลาดมากเท่าไร แต่โรงกลั่นยาดันหานย่อมไม่สามารถข้ามพ้นวิกฤตนี้เป็นแน่ หากโรงกลั่นยาล้มละลาย ความหวังที่จะคิดค้นยาเปิดจุดชีพจรย่อมละลายหายไปด้วยเช่นกัน

 

โม่วู่จี้จมอยู่กับความคิดจนไม่รู้สึกตัวว่ามีเด็กวิ่งมาชนเขาเสียด้วยซ้ำ

 

“คิดจะหนีหรือเจ้าหัวขโมย” เสียงเย็นชาปลุกโม่วู่จี้ออกจากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งจับข้อมือเด็กผอมแห้งเอาไว้ ชายหนุ่มคนนี้แบกถุงสัมภาระถุงโตไว้บนหลัง ใบหน้าแหลมคม

 

“ไร้สาระน่า… ปล่อยข้านะ….” เด็กคนนั้นร้องลั่น โม่วู่จี้ถึงพึ่งรู้สึกตัว เร่งตรวจสอบกระเป๋ากางเกง ถึงรู้ว่าถุงเงินของเขาหายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

โม่วู่จี้ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเด็กคนนี้ขโมยถุงเงินของเขาไป เขาเร่งไปจับข้อมืออีกข้างของเด็กไว้ ก่อนยื่นมือไปค้นในเสื้อของเด็กทันที

 

ชุดของเด็กคนนี้ไม่มีกระเป๋า ดังนั้นถุงเงินของเขาน่าจะถูกซ่อนแถวหน้าอก

 

โม่วู่จี้รู้สึกถึงอะไรนุ่มนิ่ม ก่อนจะหยิบถุงเงินที่อยู่ในนั้นออกมา

 

เด็กคนนั้นหน้าแดง ยืนนิ่งเป็นท่อมไม้ไม่กล้าขยับตัว

 

“สหาย ขอบใจมากที่ช่วยเหลือ หากไม่มีเจ้า เกรงว่าข้าคงไม่มีเงินซื้อหาอาหารเป็นแน่” โม่วู่จี้เก็บถุงเงินแล้วหันไปขอบคุณ

 

โม่วู่จี้เก็บถุงเงินกลับมา จึงพงกหัวให้ปล่อยหัวขโมยไป หัวขโมยคนนั้นดูตกใจไม่น้อย แต่ก็รีบหลบไปภายในฝูงชน

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คนที่เดินผ่านไปมาจึงไม่ได้สังเกตหรือสนใจมากมาย

 

ชายหนุ่มคนนั้นไม่ตอบกลับ แต่กลับจ้องมองแล้วถามขึ้น “ทำไมเจ้าถึงปล่อยมันไปเล่า?”

 

โม่วู่จี้หัวเราะ “โจรน้อยคนนั้นผอมแห้ง ดูท่าหิวโซมิใช่น้อย หากจับตัวไว้ต่อ ข้าจะทำอะไรได้นอกจากทุบตี?”

 

โจรตัวน้อยเป็นเพียงเด็กสาว แถมยังหิวโซ ชั่ววูบนึงเขาเห็นภาพซ้อนกับภาพของย่านเอ่อร์ เขาจึงอดสงสารไม่ได้ แต่ถึงแม้จะสงสาร แต่เขาเกลียดหัวขโมย เขาจึงเพียงปล่อยไป แต่ไม่ได้ให้เงิน

 

“หากเจ้าไม่ติดขัด ทำไมเราไม่ไปโรงเตี๊ยมใกล้ๆนี้กัน ข้าเป็นเจ้ามือเอง” โม่วู่จี้ตอบสบายๆเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา

 

ชายคนนั้นตอบเบาๆ “ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมาย เจ้าไม่ต้องตอบแทนกันถึงขนาดนี้หรอก”

 

โม่วู่จี้ตอบกลับ “ข้าเป็นนักปรุงยา ข้าอยากรู้ว่าสหายพอจะอยากขายสมุนไพรของท่านบ้างไหม? หากยินดี ข้าพร้อมรับซื้อ”

 

ในฐานะที่เป็นนักพืชศาสตร์ เขาเคยสัมผัสสมุนไพรและวัตถุดิบสำคัญมามากมาย จมูกของเขาจึงไวต่อกลิ่นที่โชยออกมาจากชายหนุ่มโดยง่าย

 

“เจ้ารู้ได้ไงกัน?” ชายหนุ่มมองโม่วู่จี้อย่างงุนงง

 

โม่วู่จี้ยิ้ม “เจ้ามีกลิ่นสมุนไพรอยู่รอบกาย แถมยังสดใหม่เสียด้วย”

 

ชายหนุ่มพยักหน้า “โรงเตี๊ยม ราว เจียง เสียน ข้างหน้านั้นไม่เลวทีเดียว ไปที่นั้นกันเถอะ”

 

 

โรงเตี๊ยมนั้นสมคำพูดจริง ไวน์ที่นำมาเสิร์ฟนั้นนับว่าเป็นของชั้นดีทันที กลิ่นของมันเบาสบายทั้งๆที่โม่วู่จี้ยังไม่ได้แม้แต่ลองชิม

 

“ข้าชื่อโม่วู่จี้ ไม่ทราบว่าสหายชื่ออะไรหรือ?” โม่วู่จี้รินไวน์ใส่แก้วก่อนเอ่ยปากถาม

 

“หลาน หยู” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบมากนัก หลังจากตอบคำ เขายกไวน์ขึ้นดื่มหมดในทันใด

 

“ข้าเป็นนักปรุงยาของโรงกลั่นยาดันหาน หากน้องหลานมีสมุนไพรใดอยากขายในอนาคต เจ้าสามารถนำมาขายให้ข้าได้โดยตรงที่โรงกลั่น หากเจ้าเจอสมุนไพรชนิดพิเศษ ราคานั้นสา….”

 

โม่วู่จี้หยุดพูดจากะทันหัน เขายังไม่ทันคิดค้นยาที่เหมาะสมสำหรับโรงกลั่นยา เขาจะหาเงินจากไหนมาซื้อสมุนไพรทีต้องการ

 

หลานหยูเห็นว่าโม่วู่จี้ไม่ได้พูดต่อ จึงตอบคำ “แน่นอนว่าข้ายินดี แต่ข้ากำลังจะออกจากเมืองเร็วๆนี้ เฉิงหยูกำลังเข้าสู่สงคราม สมุนไพรจึงเป็นทีต้องการมาก ข้าจะลองไปค้าขายแถวแนวหน้าดู”

 

สงคราม? สมุนไพร? ห้วงความคิดของโม่วู่จี้ราวกับถูกฟ้าผ่า ทุกสิ่งอย่างกลายเป็นกระจ่างแจ้ง

 

เขาเห็นยารักษาบาดแผลมากมายยามเดินตรวจสอบตลสด แต่ไม่ว่าจะมีสรรพคุณดีเท่าไรก็ตาม ไม่มีชนิดใดดีเท่าเพนิซิลิน

 

อันที่จริงก่อนหน้านี้ลู่จิ่วจุ่นเองก็พูดบางอย่างเกี่ยวกับยารักษาและสงคราม แต่ยามนั้นเขายังมั่นใจในตัวเอง จนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย

 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะเพนิซิลิน ยาที่ช่วยชีวิตคนไว้หลายล้านคนในยามศึกสงคราม

 

โม่วู่จี้ปรบมือ เพนนิซิลิน แกนี่แหละ!