0 Views

Chapter 6 : โรชาน

ถนนคอนกรีตสีเทาที่เต็มไปด้วยรอยแตกพาดยาวไปจนสุดสายตา พืชสายพันธุ์แปลกตาไม่เป็นที่รู้จักผลิออกมาตามรอยแยกของคอนกรีตภายใต้แสงแดดที่ดูไม่ดีต่อสุขภาพ

อาคารในละแวกนั้นไม่มีหน้าต่างใดที่ปิดอยู่ กระจกทั้งหมดแตกกระจายเป็นผลมาจากระเบิดนิวเคลียร์ หน้าต่างรถที่ถูกทิ้งบนท้องถนนร้าว แต่ยังคงไม่แตกออกจากตัวรถเนื่องจากมันถูกผลิตมาจากวัสดุที่มีคุณภาพดีกว่ากระจกอาคาร

มันเป็นไปไม่ได้เช่นกันที่จะได้เห็น “กล่องเหล็ก” อันมันวาวที่ซุนเจียวได้อธิบายว่าพลร่มของนาโต้เคยใช้มันเป็นเครื่องรับแรงสะเทือน อย่างไรก็ตามในขณะที่เธอกำลังเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การรุกรานของเมืองนี้ เธอไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์มากนัก อาจเป็นเพราะว่าเธอเติบโตมาในฐานป้องกันภัยที่แนวคิดความรักชาติไม่มีอยู่จริง

แต่เมื่อเธอพูดถึงประวัติสงศาสตร์สงครามเธอกลับแสดงออกถึงความเกลียดชังอย่างชัดเจน สายตาของเธอแสดงออกมาว่าทั้งสองฝ่ายในสงครามนั้นช่างโง่เง่าสิ้นดี

“ฝนกำลังจะตกเหรอ?”  เจียงเฉินเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า เมฆหนาสีเทาได้ปกปิดแสงอาทิตย์ ทำให้แสงอาทิตย์ดูไม่เป็นธรรมชาติ มันมีสีเหลืองอ่อนจางๆ ปนกับลำแสงของดวงอาทิตย์ เขาสงสัยมากว่าพืชสามารถเติบโตที่นี่ได้อย่างไร

“นั่นมันไม่ใช่เมฆ มันคือละอองรังสี”  ซุนเจียวคิดว่าคำพูดนี้มันช่างน่าขำ เขาไร้เดียงสาพอๆ กับตอนที่เธอออกมาจากฐานป้องกันภัย  071 เลย

“นั่นหมายความว่าพวกเราได้สัมผัสกับรังสีเรียบร้อยแล้วหรอ?”  สิ่งเดียวที่เจียงเฉินเข้าใจเกี่ยวกับรังสีคืออุบัติเหตุเตาปฏิกรณ์นิวเคีลยร์ระเบิดที่ฟุกุชิม่า เขาจำได้ว่าในช่วงเวลานั้นเกลือถูกซื้อไปจนหมดร้าน

แม้ว่ามันจะไร้สาระที่จะมองกลับไปในตอนนี้แต่มันง่ายที่จะเห็นว่าผู้คนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพในโลกยุคปัจจุบัน รังสีเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

ซุนเจียวไม่ได้ตื่นตกใจมากมาย  “ไม่ต้องห่วงน่า ตราบใดที่ยังมีไอโอดีนใน EP ของนายระดับรังสีจะไม่ขึ้นเกินกำหนดหรอก นายไม่ต้องกังวลว่าจะมีมือที่สามงอกออกมาหรอก แต่ถึงจะอย่างนั้นถ้านายไปอยู่ใกล้ๆ ปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือรัฐสภาที่ที่มีค่ารังสีสูงล่ะก็ มันคงจะดีกว่าถ้านายใส่ชุดป้องกัน”  ซุนเจียวเตือนในขณะที่เธอกลอกตาไปมาอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีค่ำคืนที่น่าตื่นเต้นแต่ซุนเจียวไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย แต่เจียงเฉินกลับห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรทุกอย่าง

นั่นไม่ได้หมายความว่าเจียงเฉินอ่อนแอเลยเมื่อดูจากความอึดของเขาแล้ว แต่ก็ไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบเขากับสาวซุปเปอร์แมนที่มีศึกต่อสู้เป็นนิจได้

[สถานะร่างกายบ้าบอนั่น…]

เจียงเฉินนึกภาพไม่ออกเลยว่าร่างกายที่ไร้กล้ามของเธอนั้นแข็งแรงกว่าร่างกายของเขาที่มีกล้ามอยู่บ้างได้อย่างไร

การตัดสินใจที่จะออกมาผจญภัยด้วยกันล้วนเป็นความคิดของหล่อนทั้งสิ้น

“ในเมื่อนายได้พูดแล้วว่าจะช่วยฉัน ดังนั้นนายควรเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้บ้าง พรุ่งนี้เราออกไปผจญภัยกัน อย่างน้อยนายควรได้เรียนรู้การยิงปืนและการป้องกันตัวบ้าง”

“อื้ม โอเค ผมคิดว่าผมคงเป็นกองหนุนได้”

“เงียบน่า… พรุ่งนี้เราจะไปค่ายผู้รอดชีวิตที่ถนนหมายเลข 6 กัน นายจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันการแพร่เชื่อด้วย ถ้าไม่ได้ฉีดละก็มันจะเสี่ยงเกินไป นายจะต้องฉีดมัน”

เจียงเฉินต้องแบกปืนไรเฟิลไปด้วยขณะที่เขาเดินตามไปอย่างเงียบๆ

พวกเขาคุยกันต่อไปตลอดทาง แต่เพราะเหตุผลอะไรบางอย่างเธอไม่ได้ถามถึงที่มาของเขาเลย ในเมื่อเธอไม่ได้ถามเจียงเฉินจึงไม่เปิดประเด็นมันขึ้นมาเช่นกัน เจียงเฉินคิดว่าเธอหยุดถามเพราะเธอไว้ใจเขาแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึงเธอคิดว่าเขาจะบอกเธอเอง

ด้วยเหตุผลบางอย่างเจียงเฉินก็ไม่อยากรู้เช่นกันว่าทำไมเธอถึงอยู่ที่แมนชั่นนั่นในตอนแรก

“เราจะผ่านพื้นที่ของฝูงซอมบี้ข้างหน้า พื้นที่ที่ดีที่สุดในการฝึกยิงปืนก็คือในสนามรบนั่นแหละ ทำความคุ้นเคยกับอาวุธซะก่อนแต่อย่าพึ่งยิง”  เธออธิบายในขณะที่หยิบปืนไรเฟิลที่ดูมีประสิทธิภาพสูงออกมาจากข้างหลัง เธอมองที่เจียงเฉินและตอบคำถามของเขาต่อไป

“SK10 ปืนเลเซอร์ไรเฟิลระยะใกล้ถึงกลาง อาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการซอมบี้คือเลเซอร์ เพราะมีเสียงเบาและความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตามเพื่อพัฒนาการยิงปืนของนาย เรามาเริ่มกันที่อาวุธกระสุนธรรมดาก่อน”  เธอชี้ไปที่ปืนของเจียงเฉินที่กำลังถืออยู่และพูดต่อ

“PK200 ไรเฟิลจู่โจมลำกล้องขนาด 7.62 มิลลิเมตร ปืนใช้กระสุนพวกนี้ไม่แม่นยำเท่าปืนเลเซอร์ แต่พลังทะลุทะลวงและความไว้วางใจได้ไม่สามารถประมาทไปได้เลย แม้แต่การเอาลำกล้องของมันไปตีศัตรูมันยังทนทานพอที่จะทำให้ฆ่ามันสำเร็จ เซฟอยู่ที่ด้านขวาของปืน จำไว้เสมอว่าต้องปิดมันไว้ตลอดเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน”

ลำกล้องปืนที่เงาวับมีการออกแบบที่ล้ำมาก ที่ด้ามจับ เจียงเฉินเห็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง

PAC.

พวกเขาทั้งคู่เดินผ่านถนนที่ว่างเปล่า หนูตัวยาวขนาด 3 เมตรที่วิ่งข้ามถนนทำให้เจียงเฉินกลัวได้ตลอดเวลา แต่เขาก็ชินกับมันหลังจากผ่านไปได้ซักพัก พวกกลายพันธุ์มีอยู่เต็มไปหมด เจียงเฉินเห็นแมลงสาบตัวขนาดเท่าสุนัข ขณะที่มันบินเข้าไปในเงามืดของถนน หนวดยาว 1 เมตรของพวกมันทำให้รู้สึกไม่สบายใจนักที่จะต้องเห็นมัน

“ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สามารถโจมตีได้ อย่างเช่นหนูที่มีขนาดใหญ่ แต่โดยชีวภาพแล้วมันยังคงมีธรรมชาติที่กลัวมนุษย์ไว้ ขณะที่แมลงสาบมีรูปลักษณ์ที่น่ากลัวแต่จากแหล่งอาหารหลักของมันมันจะไม่โจมตีสิ่งที่มีชีวิตอื่น”  พวกเขากำลังเข้าใกล้ทางแยก ขณะที่ซุนเจียวยกปืนไรเฟิลขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง “ซอมบี้จะหยุดการกระทำทุกอย่างในเวลากลางวัน เซลส์กลายพันธุ์ของมันต้องการสภาพแวดล้อมที่คงที่ในการสังเคราะห์แสง น่าตกใจใช่ไหมล่ะ? นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมซอมบี้พวกนี้ถึงรอดชีวิตมาได้เป็นปีๆโดยไม่หิวจนตาย ซอมบี้พวกนี้บางตัวถึงขนาดกลายพันธุ์จนสามารถสืบพันธุ์ได้”

ซุนเจียวพูดติดตลกสักพัก ในขณะที่ยังคงระมัดระวังตัวอยู่ “สิ่งที่เราต้องระวังจริงๆ คือพวกสัตว์กินเนื้อ พวกมันมักจะกินซอมบี้หรือสัตว์อื่นๆ ในห่วงโซ่อาหารชั้นล่าง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมันเผชิญหน้ากับมนุษย์ พวกมันไม่ใช่พวกเลือกกิน และสุดท้ายสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดก็คือมนุษย์ ถ้ามีใครเล็งมาที่หัวของนายล่ะก็จงอย่าลังเลที่จะยิงในทันที”

ความเด็ดขาดของเธอทำให้เจียงเฉินเสียวสันหลังวูบ

เจียงเฉินรู้สึกประหลาดใจและตะลึงในความป่าเถื่อนของดินแดนรกร้างนี้ เมืองนี้ได้พัฒนาระบบนิเวศของตัวเองที่ทั้งซับซ้อนและชัดเจนขึ้นมา ธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไปตามไอเดียที่ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอดจริงๆ

ภายใต้ป่าเหล็กนี้ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอารยธรรม คงเหลือแต่ดินแดนที่ไร้ความเจริญ ถึงแม้จะมีอาวุธขั้นสูงอยู่ในมือแต่เจียงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย

“ชู่!!”  ซุนเจียวหยุดกระทันหันและยกมือขวาขึ้นมาเพื่อหยุดเจียงเฉิน

“อย่าชี้ปืนมาทางฉันสิเจ้าโง่ ดูหลังให้ด้วย!” ซุนเจียวด่าเจียงเฉินด้วยเสียงเบาๆ

เจียงเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ และเปิดเซฟขณะที่เขาเล็งปืนตรงไปยังถนนที่เงียบสงบ

“นี่มันแปลกจริงๆ พวกกลายพันธุ์ในพื้นที่นี้หายไปหมด มันคงสัมผัสได้ถึงนักล่าที่ล่าพวกมัน” น้ำเสียงของซุนเจียวสั่นด้วยความกังวล ความกังวลของเธอทำให้เจียงเฉินที่เกือบจะสงบได้แล้วกลับมากังวลอีกครั้ง

“นักล่าเหรอ?”

“สัตว์กินเนื้อบางอย่างน่ะ หวังว่าจะไม่ใช่เดธคลอว์นะ”

แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเดธคลอว์คืออะไร แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความกังวลจากน้ำเสียงของเธอ

ในขณะนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังมาจากบางแห่งบนถนน ทันใดนั้นเองเสียงคำรามต่ำๆ แต่ดังมากก็ตามมา และเสียงปืนก็ดังขึ้น

“มีการต่อสู้อยู่ข้างหน้า ตามฉันมา!”  ซุนเจียวสั่งหลังจากที่เธอได้ยินเสียงดังใกล้ๆ นั้น เธอเคลื่อนที่ไปยังทิศทางของการต่อสู้โดยปราศจากความคิดที่จะหลบหนี

“ผมว่า . . . คุณแน่ใจเหรอว่าเราไม่ได้ไปกันผิดทาง?”

ซุนเจียวไม่ตอบคำถามของเจียงเฉิน ในเมื่อเขาได้ตามมาแล้วเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น

เสียงเห่าหอนดังออกมาจากหน้าตาที่น่าเกลียดและชั่วร้าย น้ำลายไหลออกมาจากปากของมันขณะที่มันกำลังเหวี่ยงเสาโคมไฟที่กำลังจะพัง ไขมันบนร่างกายของมันดูราวกับว่ากำลังจะระเบิดออกมา

“ยิงเข้าไปหนักๆ โยนระเบิดเข้าไป! เร็ว!”

“กระสุน! ต้องการกระสุน!”

“อ๊าก มือฉัน!”  ประตูรถลอยไปตัดทะลุแขนของชายผู้น่าสงสารและปักเข้าไปที่กำแพงใกล้ๆข้างหลังเขา

มอนสเตอร์ที่กำลังโมโหขณะที่มันปลดปล่อยพลังทั้งหมดของมันไปที่แนวป้องกันของทหาร

มนุษย์กลายพันธุ์กำลังอยู่ในวงล้อมกระสุนปืนจากเหล่าทหารที่อาวุธไม่ครบมือมากนัก พวกเขาพยายามที่จะสยบก้อนเนื้อที่ดุร้ายนี้ ทหารบางคนหมอบอยู่ใต้แนวยิงของพวกเดียวกัน ขณะที่หลบเศษซากปรักหักพังที่มอนสเตอร์โยนเข้ามา พวกเขาโยนระเบิดไปที่มอนสเตอร์อย่างต่อเนื่อง

“…นั่นมันโรชาน!”  เมื่อซุนเจียวหลบเข้าไปที่มุมตึก ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออย่างชัดเจน  “มันมาที่นี่ได้ยังไงกัน…”

แต่เจียงเฉินตกใจยิ่งกว่าซุนเจียวเสียอีก เขาอ้าปากค้างและตกตะลึงสุดๆ

[นั่นมันนรกอะไรกัน? เจ้านั่นมันใหญ่มาก!]

โรชานดันขึ้นไปข้างหน้าในขณะที่ถูกอาบไปด้วยห่ากระสุน เหตุการณ์นั้นดูเป็นหายนะสำหรับพวกทหาร ขณะที่กระสุนมีผลกับการเลื่อนไหวของโรชานแต่มันก็เกินกว่าที่จะหยุดมันได้ ชั้นไขมันที่หนาเตอะของมันเป็นเหมือนเกราะกันกระสุนที่หยุดกระสุนจากการเจาะเข้าไปในชั้นผิวหนังของมัน

พวกทหารหมดหนทางสู้ จนกระทั่งผู้กองเองยังสั่งให้เข้าใกล้โรชานพร้อมกับระเบิด อย่างไรก็ตามชั้นไขมันที่หนาเตอะของมันถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันมากกว่าเพียงแค่กระสุน

แม้ว่าระลอกการโจมตีนั้นจะไม่มีผล แต่การเคลื่อนไหวของโรชานก็ถูกขัดขวาง โรชานไม่สามารถรุกคืบขึ้นไปได้อีก

ในขณะนั้นเองขีปนาวุธก็ผ่านอากาศเข้ามาส่งความตายที่น่าเศร้าโดยตรงมาลงที่โรชาน

แต่มิซไซล์ไม่ได้โดนโรชาน มันเฉี่ยวไปที่หน้าของโรชานและโดนเข้ากับอาคารข้างหลังมัน

บึ้มมมมมมมมมม! คลื่นแรงระเบิดที่รุนแรงตามมาหลังจากการกระทบ คอนกรีตเสริมเหล็กแตกเป็นชิ้นๆ สร้างรูขนาดใหญ่ไว้ที่อาคารด้านหลังของโรชาน

ดูเหมือนว่ามันสัมผัสได้ถึงอันตราย ไขมันบนร่างกายของมันเริ่มที่จะกระเพื่อมอย่างรุนแรง พลังของมันรุนแรงและดุร้ายขึ้น ปากที่เละเทะของมันเปิดกว้างเมื่อมันคำรามด้วยความโกรธออกมา แต่การคำรามนั้นไม่มีเสียง

มิสไซล์อีกลูกลอยข้ามาในสนามรบ ตามเส้นทางของมิสไซล์ลูกแรก ลูกนี้ทะลุเข้าไปโดยตรงในปากของโรชาน

วินาทีต่อมา เลือด สมอง และไขมันระเบิดออกมาเป็นหยดน้ำเล็กๆ ส่วนต่างๆของร่างโรชานเกลื่อนถนน

โรชานที่ปราศจากหัวล้มลงที่พื้น พวกทหารเฉลิมฉลองในชัยชนะของพวกเขา

ทหารเดินออกจากที่หลบเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง พวกเขากอดกันและกัน และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ต่อมาพวกเขาทำความสะอาดสนามรบให้เข้าที่เข้าทาง

“มิสไซล์ต่อต้านรถถังชนิด 99 น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำลายโรชานได้ ไขมันของโรชานหนามากพอที่จะทำให้กระสุนทุกชนิดไร้ค่า ในขณะเดียวกันนิสัยเสียของโรชานที่ชอบโยนสิ่งของนั้นทำให้การต่อสู้กลายเป็นฝันร้าย” ซุนเจียวรู้สึกโล่งใจเมื่อเธอได้ถอนหายใจออกมา

“พวกเขากำลังทำอะไรกัน?” เจียงเฉินมองไปที่ผู้คนที่กำลังชำแหละร่างของโรชานในขณะที่เขากลั้นอาเจียนของเขาลงไปในท้อง

“เก็บคริสตัลน่ะ ไขมันของโรชานก็สามารถนำไปใช้เป็นสารอาหารได้เหมือนกัน โอ้แล้วฉันก็คิดว่าเซลล์เม็ดเลือดของมันก็สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของวัคซีนได้อีกด้วย”

สารอาหารเหรอ? ทำไมมันถึงออกเสียงเหมือนอาหารล่ะ?

เจียงเฉินสั่นงกๆ ขณะที่เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันแตะสารอาหารนั่น นั่นมันก็เท่ากับการกินเนื้อโรชานไม่ใช่หรือไง?

ซุนเจียวยิ้มขณะที่เธอเดาว่าทำไมเจียงเฉินถึงขยะแขยง ต่อมาเธอพาเจียงเฉินไปที่กลุ่มทหาร

ทหารเดินออกมาหาเมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเข้าไปใกล้ ต่อมาเขาตรวจสอบทั้งสองคน

เขาพูดออกมาด้วยความเป็นมืออาชีพ “ถนนหมายเลข 6 ยินดีต้อนรับครับ เพื่อตามระเบียบการที่จำเป็น ผมจะต้องตรวจรหัสยีนของพวกคุณ”

รหัสยีน คือรหัสอัลกอริธิมที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการทางพันธุกรรม และถูกใช้เป็นรหัสระบุตัวตนของ EP เนื่องจากการเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของ EP และเอกลักษณ์ของแต่ละกระบวนการทางพันธุกรรมทำให้มันถูกใช้ในรูปแบบของไอดี ในโลกที่ล่มสลายนี้ รัฐบาลไม่มีอยู่จริง ดังนั้นการระบุตัวตนของใครสักคน DNA จึงเป็นทางเลือกเดียว

ในฐานป้องกันภัยของรัฐบางแห่ง การเข้าจะต้องขึ้นอยู่กับรหัสยีนเพื่อที่จะค้นหาอาชญากรที่เคยก่อเหตุละเมิดกฏหมายภายในฐานป้องกันภัย

เมื่อพวกเขาได้โชว์ EP ของตัวเองแล้วทหารก็ให้เขาผ่านไปได้อย่างสุภาพ

“ผมคิดมาตลอดว่าจะมีแต่คนเถื่อนในดินแดนรกร้างแบบนี้ซะอีก ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังคงมีร่องรอยของอารยธรรมหลงเหลืออยู่”  จิตใจที่หวาดระแวงของเจียงเฉินสงบลงเมื่อเขาได้เห็นว่าทหารไม่ได้รบกวนพวกเขาอีก

ซุนเจียวยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงเฉิน

“โอ้ ความคิดของฉันตรงข้ามกับของคุณนะ ฉันคิดว่าอารยธรรมมีอยู่ทุกที่บนดินแดนแห่งนี้ เพียงแต่ว่ารูปแบบของมันมันมีเอกลักษณ์หน่ะ”

ประตูเหล็กค่อยๆ เปิดออกเมื่อความตึงเครียดในแคมป์ลดลง ข้างหลังของกระสอบทรายเฉียงเจินเห็นมิสไซล์ต่อต้านรถถังที่ได้ทำลายโรชาน ปืนใหญ่ที่ดุร้ายแผ่กระจายบรรยากาศที่น่าขนลุกถูกตั้งอยู่ตรงนั้น พื้นบริเวณนั้นเกลื่อนไปด้วยปลอกกระสุนเหล็กของมัน

เจียงเฉินตามซุนเจียวเข้าไปในแคมป์

ถนนหมายเลข 6 คือท่าเรือที่ต้อนรับผู้เดินทางจากดินแดนรกร้าง เป้าหมายของมันคือการปกป้องระบบระเบียบในผืนดินที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่มันคงจะไร้เดียงสาไปสักหน่อยถ้าจะเรียกถนนหมายเลข 6 ว่ากองกำลังแห่งความยุติธรรม