0 Views

Chapter 5 : ไข่ดาวมะเขือเทศ

เหตุผลที่จียงเฉินเลือกที่จะทำอาหารเมนูนี้เป็นเพราะความสามารถในการทำอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดของเขา ดังนั้นนี่เป็นจึงเป็นอาหารเมนูเดียวที่เขาสามารถทำมันได้ดีตั้งแต่ที่เขาทำมันซ้ำๆอยู่ทุกวัน
[เมื่อฉันมีเงินแล้วฉันควรจะจ้างแม่บ้านรึเปล่านะ? เจียงเฉินคิดก่อนที่เขาจะขจัดความคิดนี้ออกไปทันที ความลับของเขาอาจจะทำให้เกิดอาการหวาดผวามากจนเกินไป ดังนั้นการมีแม่บ้านจะไม่สะดวกในการซ่อนความจริงนี้
การมีแฟนคือสิ่งที่สำคัญของเขา
เขานึกถึงทองคำแท่งในห้องนั่งเล่น รอยยิ้มที่ซุกซนและมีความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
ในตอนนี้ในสมองของซุนเจียวอัดแน่นไปด้วยคำถามที่เธอต้องการจะถามอยู่เต็มไปหมด แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยการที่เธอเอาแต่จ้องมองมะเขือเทศนึ่งและสูดกลิ่นอันหอมกรุ่นเข้าไป – เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอเคยทำมันมาแล้วกี่ครั้ง
เจียงเฉินบอกว่าเขาจะตอบคำถามที่โต๊ะอาหารค่ำ เธอจึงไม่รีบร้อนที่จะรู้คำตอบเลย เธอหั่นมะเขือเทศอย่างเงียบ ๆ แต่เธอไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองเพื่อไม่ให้ชำเลืองมองเจียงเฉินที่กำลังผสมไข่อยู่ได้เลย ใบหน้าที่เปื่อนไปด้วยรอยยิ้มที่เจือจางของเขา นั่นทำให้เธอมีความสุขซะจนหัวใจเริ่มที่จะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
“เบา ๆ หน่อยซิ … นี่ดูเหมือนว่าคุณกำลังจะสับเขียงไปด้วยเลยนะเนี่ย … “
“อา โอ้” เสียงของเจียงเฉินทำให้ซุนเจียวหันกลับมามองที่เขียงทันที เมื่อเธอรับรู้ได้ถึงการกระทำที่ผิดปกติของตัวเอง เธอจึงมีความรู้สึกโกรธและอับอายปนเปกัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์เหล่านั้นมีความสุขเจือปนอยู่ด้วยนิดหน่อย
[ความสุข? เป็นคำพูดที่ช่างดูห่างไกลซะเหลือเกิน]
เธอแทบจะต้องย้อนเวลากลับไปในช่วงที่อยู่ใน ฐานป้องกันภัย
ซุนเจียวมีความทรงจำในวัยเด็กอยู่นิด ๆ หน่อย ประตูของช่วงเวลาที่อยู่ใน ฐานป้องกันภัย ยังคงล็อคอยู่ และที่นั่นมันเกือบจะเป็นเหมือนดั่งสวรรค์
ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีชนชั้น และสังคมที่ควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ ทุกคนแบ่งปันงานและทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันและไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ทุกคนใจดีและมีความสุข ถึงแม้ว่าบางครั้งผู้คนจะมีความทุกข์ใจบ้างในบางครั้ง แต่ไม่มีใครซักถามความสุขของพวกเขา เมื่อเทียบกับดินแดนรกร้างแล้วฐาน 071 ก็เหมือนเป็นดั่งเป็นสวรรค์
ในตอนที่ทั้งพ่อและแม่ของซุนเจียวยังมีชีวิตอยู่ เธอมีน้องสาวที่น่ารักอยู่คนหนึ่งซึ่งมีอายุเพียง 1 ขวบ เท่านั้น หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการปลดล็อคฐานที่มั่น พวกเธอทั้งคู่ได้เห็นรังสีของดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกที่ส่องลอดผ่านประตูเหล็กกล้าเข้ามา
จากนั้นพวกเธอก็ได้ถูกพรากออกจากกัน
หลังจากนั้นเธอจึงได้เรียนรู้ว่าพวกโจรมักจะเลือกคนที่มีการคุ้มกันต่ำและจู่โจม ฐานป้องกันภัย ที่พึ่งเปิดเป็นเป้าหมายในการโจมตี พวกมันใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่ของคนเหล่านั้นและปล้นอุปกรณ์เอาชีวิตรอดและประชากรไป มันเป็นการจู่โจมตีที่ทำให้เธอต้องสูญเสียครอบครัวของเธอ
หลังจากเหตุการณ์นั้นซุนเจียวได้ทำลายมโนจิตสำนึกที่ยังหลงเหลืออยู่ของเธอและกลายเป็น “ผู้รอดชีวิตในดินแดนรกร้างว่างเปล่า” ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแห่งนี้
แต่ด้วยเหตุผลแปลก ๆ บางประการ มันทำให้อารมณ์ที่เธอแช่แข็งเอาไว้ของเธอหลอมละลายไปเล็กน้อย
[ครอบครัว?]
ซุนเจียวสร้างภาพลวงตาว่าเธออยู่บ้าน ในไม่ช้าเธอก็ตระหนักได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรและใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง
ช่วง 2 วันที่ผ่านมานี้เป็นช่วงที่เธอรับรู้ได้ถึงอารมณ์มากที่สุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซุนเจียว เธอส่ายหัว จากนั้นเธอก็เอามะเขือเทศหั่นใส่ชาม
เพื่อขจัดอารมณ์ความรู้สึกของเธอออกไป เธอต้องหายใจเข้าลึก ๆ อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่สัมผัสส่วนที่นุ่มนวลที่สุดในหัวใจของเธอก็ไม่อาจถูกซ่อนเร้นไว้ได้อีกต่อไป
แม้กระทั่งตัวของซุนเจียวเองก็ไม่ได้ตระหนักว่าชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอจะกลายเป็นคนที่สำคัญในหัวใจของเธอเอง
ขณะที่เจียงเฉินเฝ้ามองซุนเจียวกินอาหารอย่างมูมมาม เจียงเฉินหัวเราะกับความคิดของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นใครบางคนกินอาหารจานนี้ด้วยความตื่นเต้นมากมาย
“ผมรู้ว่าคุณมีคำถามมากมาย ยกตัวอย่างเช่นทำไมผมถึงได้มีอาหารมากขนาดนี้ “เจียงเฉินวางชามของตัวเองลงและมองไปที่ซุนเจียวอย่างเงียบ ๆ
“ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่าตอนนี้รู้สึกยังไง” ซุนเจียวหยุดกินขณะที่เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเจียงเฉิน ซุนเจียวตอบเจียงเฉินด้วยน้ำเสียงที่ฉงนว่า “คุณให้ความรู้สึกเหมือนกับ … มันเหมือนกับว่าคุณหลุดออกมาจากเทพนิยาย”
“หืออออ เทพนิยาย?” เจียงเฉินรู้สึกทึ่ง
“มันมาจากหนังสือที่ตีพิมพ์ก่อนสงคราม ในหลุมหลบภัยเราเรียกพวกเขาว่าเทพนิยาย ” ซุนเจียวถอนหายใจในขณะที่เธอยังคงเยาะเย้ยตัวเองต่อไป ” ทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นต่างมีความสามัคคีกันไม้ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนและแม้แต่คนรัก โดยที่คุณไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น มันเป็นดั่งเทพนิยาย เหมือนครั้งแรกเมื่อแสงแดดส่องมาที่ฉันเมื่อฉันอายุได้ 7 ขวบ “
เจียงเฉินตกอยู่ในความเงียบ เขาเดินไปที่ตู้เย็นและคว้ากระป๋องเบียร์สองสามกระป๋อง เขาหันกลับมาส่งยิ้มแห่งความเชื่อมั่นให้แก่ซุนเจียว ” ที่ๆ ฉันจากมา เมื่อผู้คนรู้สึกเหนื่อยและสิ้นหวัง พวกเขาจะดื่ม”
ซุนเจียวดื่มเบียร์ลงไปดังอึกๆ โดยไม่หยุดพักผ่านลำคอของเธอ
“อ่าย์ เจ้านี้รสชาติไม่ได้ดีเท่าโค้กเลย “
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ นี่เป็นวิธีที่ดีที่จะปลดปล่อยอารมณ์ของคุณออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในตอนท้ายของวัน” เจียงเฉินยังจิบเบียร์ยู่เป็นเวลานาน เขาดื่มแอลกอฮอล์คนเดียวมากี่ครั้งกันนะ? ถึงแม้ว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว เจียงเฉินจะเริ่มรู้สึกสนุกกับการมึนเมาเล็กๆน้อยๆ เขาทำเรื่องเสี่ยงๆอย่างการไปในเมืองที่เขาไม่รู้จัก ทำงานในบริษัทที่ไม่เป็นที่รู้จัก มีภาระหนักกับความเครียดในการทำงาน และชีวิตหลังจากที่เขาถูกไล่ออก
ความเป็นจริงอันโหดร้ายมันทำลายหอเครื่องลายครามในความฝันของเขา
เมื่อเขาได้รับทราบข่าวแล้ว เขาก็รู้สึกเหมือนว่าโลกทรุดตัวลงรอบตัวเขา
อย่างน้อยที่นี่ก็มีคนดื่มกับเขา โลกหลังเกิดภัยพิบัตินี้ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่เขาคิด
พวกเขาพูดคุยกันราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาหลายปีแล้ว ระยะห่างของพวกเขาก็ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และหัวใจของพวกเขาเองก็ทำเช่นนั้น

ต้องลงรูป tomato fried eggs ให้หิวซะหน่อย หุหุ
====================================================
อย่าลืมกดไลค์ กดติดตามเพจ BIG BOSS Translate เพื่อให้กำลังใจผู้แปลกันด้วยนะคะ
https://www.facebook.com/BigBossTranslate/